- หน้าแรก
- ผมข้ามเวลาไปเป็นสามีของพี่สาวแฟนในอีกห้าปีข้างหน้า
- บทที่ 18 ไปหาคุณย่ากันเถอะ
บทที่ 18 ไปหาคุณย่ากันเถอะ
บทที่ 18 ไปหาคุณย่ากันเถอะ
บทที่ 18 ไปหาคุณย่ากันเถอะ
ความรักของลูกหมานั้นทั้งร้อนแรงและจริงใจ แม้มันจะพูดไม่ได้ แต่มันก็ใช้ลิ้นเลียมือเฉิงเย่เบาๆ เพื่อแสดงความรัก
ต้าหวงเป็นหมาที่เขาเก็บได้ข้างถนนตอนเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย ตอนเจอครั้งแรกมันผอมแห้งจนเดินเซ ใครเห็นก็บอกว่าไม่รอดแน่ แต่คุณย่าไม่เชื่อ กรอกยาต้มสมุนไพรสลับกับนมแพะ ประคบประหงมจนต้าหวงรอดมาได้และค่อยๆ เติบโตแข็งแรง
ช่วงนี้ต้าหวงกำลังผลัดขน แค่ลูบทีเดียวขนก็ติดมือเฉิงเย่เต็มไปหมด เขาปัดมือเบาๆ แล้วนึกถึงเฉียวหร่านที่ยืนอยู่ข้างหลัง
"นี่ต้าหวงของผมครับ ไม่ต้องกลัวนะ ต้าหวงไม่กัด"
เฉียวหร่านนั่งยองๆ ลง ยังไม่ทันจะเอ่ยปาก ต้าหวงก็กระดิกหางเข้ามาหาเธอเองเลย
เห็นได้ชัดว่าตลอดห้าปีที่ผ่านมา เขาคงพาเฉียวหร่านกลับมาที่นี่บ่อยๆ
ต้าหวงปฏิบัติกับเธอเหมือนกับที่ทำกับเฉิงเย่ มันหยีตาลงแล้วก้มหัวเอาหน้าถูไถมือเฉียวหร่านเบาๆ
เฉียวหร่านเกาหูให้มัน แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเดียวกับที่เฉิงเย่ใช้ "ต้าหวงเด็กดี ต้าหวงน่ารักจังเลย น่ารักที่สุด..."
เจ้าตูบเหมือนจะฟังออกว่าเฉียวหร่านกำลังชม มันหมอบลงกับพื้น กระดิกหางถี่รัวด้วยความดีใจ
"ใครน่ะ? ใครมา?" เสียงตะโกนถามดังมาจากที่ไกลๆ
เฉิงเย่มองไปทางต้นเสียง พอแน่ใจว่าเป็นใคร เขาก็ตอบกลับ "ป้าหลี่ครับ ผมเอง เฉิงเย่"
"อ้าว เฉิงเย่เหรอ ทำไมกลับมาล่ะลูก?"
เฉิงเย่ตะโกนตอบเสียงดังฟังชัด "ผมกลับมาเยี่ยมย่าครับ"
"ก็เพิ่งกลับมาเผากระดาษให้แกตอนเชงเม้งไม่ใช่เหรอ? นี่เพิ่งผ่านไปไม่กี่วันเอง..."
เผากระดาษ?
เฉียวหร่านมองเฉิงเย่ด้วยความตื่นตระหนก เฝ้าดูสีหน้าเขาเปลี่ยนจากรอยยิ้มเป็นความงุนงงสับสนในชั่วพริบตา แววตาที่เคยสดใสพลันหม่นแสงลงราวกับความเงียบเหงาหลังพลุไฟมอดดับ สัมผัสได้ถึงความตื่นกลัวที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา
ป้าหลี่เดินเข้ามาใกล้แล้วยังพูดอะไรต่ออีกยืดยาว ส่วนใหญ่ก็ชมว่าเฉิงเย่กตัญญู เพิ่งกลับมาเผากระดาษให้ย่าตอนเชงเม้งเมื่อเดือนก่อน ผ่านไปไม่ถึงยี่สิบวันก็กลับมาเยี่ยมอีกแล้ว
เฉิงเย่ทิ้งกระเป๋าเดินทาง แล้ววิ่งตะบึงกลับบ้านราวกับคนเสียสติ เขาวิ่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ ลมหนาวพัดอู้ผ่านหู บาดลึกเข้าไปถึงแก้วหู
ในที่สุดเขาก็มาหยุดยืนอยู่หน้าประตูบ้าน ยืนเหม่อมองบันไดหินที่ปกคลุมด้วยตะไคร่น้ำ ผนังบ้านที่ขึ้นรา และหยากไย่ที่เกาะอยู่ตามชายคา
ต้นปีแป๋หน้าประตูปีนี้ไม่ออกผล มันป่วยและยืนต้นตายไปแล้ว
ถ้าย่ายังอยู่ ต้นไม้ต้นนี้ไม่มีทางตายแน่
ย่าจะตายได้ยังไง?
ดวงตาของเฉิงเย่ว่างเปล่าไร้แวว เฉียวหร่านตะโกนเรียกอะไรสักอย่างอยู่ข้างหลัง แต่หูเขาดับไปแล้ว
ดวงตาของเขาเหมือนรับภาพอะไรไม่ได้อีก ในโลกของเขา ทุกสิ่งทุกอย่างและทุกคนตายจากไปหมดแล้ว
ริมฝีปากของเฉิงเย่ขยับพะงาบๆ แต่สมองหยุดทำงานไปแล้ว ความสิ้นหวังคืบคลานเข้าปกคลุมเขาเงียบๆ เหมือนเมฆดำทะมึนที่ลอยต่ำอยู่เหนือหัว
มองดูประตูบ้านที่ปิดสนิท เขาเดินเข้าไปแล้วยกมือจะเคาะ
ตอนนี้เพิ่งบ่ายโมงกว่า เวลานี้ย่าน่าจะกำลังนอนกลางวันอยู่
ย่าติดนิสัยนอนกลางวัน กินข้าวล้างจานเสร็จก็จะหยิบพัดสานใบลานไปนอนเอนหลังบนเตียง
ถ้าย่าไม่อยู่บ้าน แกจะทิ้งกุญแจสำรองไว้ที่ขอบหน้าต่าง เฉิงเย่หากุญแจจนเจอ แล้วไขเปิดประตูด้วยมืออันสั่นเทา
และแล้วเขาก็เห็นรูปถ่ายแขวนอยู่บนผนัง
เหมือนมีระเบิดตูมใหญ่ในหัวเฉิงเย่ วินาทีนั้น โลกทั้งใบเหมือนถูกกดปุ่มหยุด เหลือเพียงซากปรักหักพังสีขาวโพลนอันเงียบงันในความรู้สึกนึกคิด
นั่นคือรูปย่าในวัยเจ็ดสิบห้าปี ย่าที่เขารู้จัก ยิ้มแย้มใจดีเหมือนที่เคยเป็นมาตลอด
เฉิงเย่เหมือนคนหลงทาง เดินวนไปวนมาในห้องไม่หยุด เขาใช้เงินเก็บจากปีแรกที่ทำงานมารีโนเวทบ้านหลังนี้ บ้านไม่ได้ใหญ่โตอะไร แต่ก็กว้างพอจะเลี้ยงเป็ดไก่ได้สารพัด และเล็กพอให้อบอุ่นสำหรับเขากับย่าแค่สองคน
พอย่าไม่อยู่ บ้านก็ดูว่างเปล่าขึ้นมาทันที
ความเจ็บปวดระลอกแล้วระลอกเล่าถาโถมเข้าใส่ประสาทสัมผัส เขาเจ็บปวดจนตัวงอแทบทรงตัวไม่อยู่ ต้องพิงกำแพงพยุงตัวไว้แล้วตะโกนเรียก
"ย่า... ย่าอยู่ไหน?"
"ผมกลับมาแล้ว หลานชายย่ากลับมาแล้ว"
เมื่อเช้าวานเขายังคุยกับย่าอยู่เลย ทำไมจู่ๆ ย่าถึงไม่อยู่แล้วล่ะ?
ต้าหวงยังอยู่ แล้วทำไมย่าถึงไม่อยู่?
คนอื่นก็อยู่ดีมีสุขกันหมด ทำไมต้องเป็นย่าคนเดียวที่จากไป?
เฉิงเย่รื้อค้นข้าวของในบ้านจนทั่ว ในตู้เสื้อผ้า เขาเจอซองอั่งเปางานแต่งที่ย่าเตรียมไว้ กับลูกอมงานแต่งที่หมดอายุไปแล้ว
เสื้อผ้าของย่ายังอยู่ครบ แต่เพราะไม่ได้เอาออกมาตากแดดนานแล้ว จึงมีกลิ่นอับจางๆ
นาฬิกาปลุกเรือนเล็กบนโต๊ะหัวเตียงพังไปแล้ว เข็มตายสนิทอยู่ที่เวลาสิบสองนาฬิกา
นาฬิกาเรือนนี้อยู่กับเขามาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่ประถมยันมัธยมปลาย ย่าเป็นคนช่างเก็บ ต่อให้มันพังแล้วแกก็ยังไม่ยอมทิ้ง
ตัวเรือนนาฬิกาสีซีดจาง ส่วนที่เป็นโลหะก็ขึ้นสนิมเขรอะ
ตอนเด็กๆ เฉิงเย่ไม่เข้าใจเรื่องเวลา คิดเอาเองแบบซื่อๆ ว่านาฬิกาปลุกควบคุมเวลาได้ เขาชอบหมุนนาฬิกาเดินหน้า เพราะอยากดูการ์ตูนเร็วๆ อยากให้ถึงวันพรุ่งนี้ไวๆ อยากโตเป็นผู้ใหญ่เร็วๆ
แต่ตอนนี้ เขาอยากหมุนเวลากลับ อยากให้เวลาเดินช้าลง ช้าลงอีกนิด... เขาหมุนเข็มนาทีบนหน้าปัด หมุนอย่างบ้าคลั่งจนนาฬิกาปลุกทนแรงไม่ไหว ชิ้นส่วนหลุดกระจายเกลื่อนพื้น
เขาทรุดเข่าลงกับพื้นอย่างตื่นตระหนก พยายามเก็บชิ้นส่วนมาประกอบเข้าด้วยกัน ปากก็พร่ำภาวนาขอให้เรื่องทั้งหมดนี้เป็นเพียงฝันร้าย ขอให้ตื่นขึ้นมาแล้วย้อนกลับไปเมื่อห้าปีก่อน... กลับไปหาช่วงเวลาที่ย่ายังอยู่
ท่ามกลางแสงสลัว เงาร่างหนึ่งทาบทับลงมา เฉิงเย่ไม่รู้สึกตัวจนกระทั่งสัมผัสถึงความเปียกชื้นนุ่มหยุ่นที่หลังมือ ต้าหวงพยายามเอาดั้งจมูกดุนมือเขา เพื่อหยุดไม่ให้เขาทำร้ายตัวเอง
มือเขาเลือดไหลซิบๆ แต่เฉิงเย่กลับไม่รู้สึกเจ็บปวดเลย เขากำชิ้นส่วนนาฬิกาไว้แน่น เสียงบิดเบี้ยวพร่าเลือน "ย่าผมไม่อยู่แล้ว เมื่อสองวันก่อนผมเพิ่งเจอย่าเอง เมื่อเช้าวานก็เพิ่งคุยโทรศัพท์กันตั้งครึ่งชั่วโมง"
ไม่ใช่เมื่อวาน... แต่มันคือห้าปีที่แล้วต่างหาก
คนเราพออายุมากขึ้น ร่างกายก็เสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว ย่าอายุเจ็ดสิบห้าแล้ว ไม่ใช่สิบห้า ในเวลาห้าปีกว่า 1,800 วันไม่มีใครรู้หรอกว่าอุบัติเหตุหรือวันพรุ่งนี้ อะไรจะมาถึงก่อนกัน
เฉิงเย่หลอกตัวเองมาตลอด ไม่กล้าเผชิญความจริง
เขากลัวว่าจะรับผลลัพธ์ไม่ไหว เลยเลือกที่จะเมินเฉยครั้งแล้วครั้งเล่า หาเหตุผลร้อยแปดมาปลอบใจและหลอกตัวเอง
ดวงตาของเฉิงเย่แดงก่ำ เขาไม่ได้หนาว แต่ตัวกลับสั่นเทาไม่หยุด
ในภาวะที่จิตใจพังทลายถึงขีดสุดแบบนี้ แม้แต่การร้องไห้ระบายออกมาดังๆ ยังกลายเป็นเรื่องยากเย็น
เฉียวหร่านไม่พูดอะไร เธอเพียงแค่ก้มลงกอดเขา กอดเขาไว้แน่นๆ พยายามใช้ความอบอุ่นฉุดรั้งเขาขึ้นมา
นี่คือช่องว่างของเวลาห้าปีที่หายไปในชีวิตเฉิงเย่ ญาติเพียงคนเดียวของเขาจากไปโดยที่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแกจากไปอย่างไร... ป่วยไข้หรือเกิดอุบัติเหตุ
พอนึกย้อนไปถึงตอนอยู่บนเครื่องบินที่เฉิงเย่พูดถึงย่า หัวใจเฉียวหร่านก็บีบรัดจนเจ็บ เธอเคยเจรจาธุรกิจมูลค่าเป็นหมื่นล้าน ผ่านวิกฤตมานับครั้งไม่ถ้วน แต่พอต้องมาเจอกับเฉิงเย่ในสภาพนี้ เธอทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้จะรับมือยังไง
คำปลอบโยนดูว่างเปล่าเหลือเกิน การบอกว่าเข้าใจความเจ็บปวดก็ดูเหมือนการสมเพชเวทนา เฉียวหร่านรู้สึกแน่นหน้าอก ม่านน้ำตาค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในดวงตา
ราวกับรับรู้ถึงความโศกเศร้า ต้าหวงหมอบลงเงียบๆ ตรงหน้าเฉิงเย่ จ้องมองเขาไม่วางตา หูตูบลงอย่างเศร้าสร้อย
เป้าหมายในชีวิตของเฉิงเย่คือการให้ย่าได้อยู่สุขสบาย ตอนนี้ย่าไม่อยู่แล้ว เขาเหมือนคนกระดูกสันหลังหัก ได้แต่มองไปรอบๆ อย่างว่างเปล่า ไม่รู้ว่าจะก้าวเดินต่อไปทางไหน
เฉียวหร่านประคองหน้าเขา "ไปกันเถอะ... เราไปหาย่ากัน"
จบบท