- หน้าแรก
- ช่วยด้วย นักโทษสาวคนนี้โหดกว่าโจร
- บทที่ 22 - ถึงเมืองยงเฉิง
บทที่ 22 - ถึงเมืองยงเฉิง
บทที่ 22 - ถึงเมืองยงเฉิง
บทที่ 22 - ถึงเมืองยงเฉิง
พอมีคนที่มีประสบการณ์เรื่องภัยแล้งได้ยินข่าว ก็เตรียมจะวิ่งหนีทันที
พี่เสือหลิวฟาดแส้ไม่ยั้งมือ ปากก็ตะโกนด่ากราด "ใครกล้าพูดจาเหลวไหลอีก พ่อจะฟันให้ยับ!"
"ข้างหน้าจะแล้งหรือไม่แล้งข้าไม่สน แต่ถ้าใครกล้าหนี ถือว่าเป็นนักโทษหลบหนี ข้าฆ่าทิ้งทันที!"
จนกระทั่งแส้ฟาดจนเลือดซิบ คนที่คิดจะหนีนอนหายใจรวยรินอยู่กับพื้น พี่เสือหลิวถึงได้หยุดมือ
วิธีโหดๆ นี้ข่มขวัญพวกนักโทษจนอยู่หมัด จากนั้นมาก็ไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไรอีก บรรยากาศการเดินทางเต็มไปด้วยความหวาดผวา ตกกลางคืน เพื่อกันไม่ให้พวกนักโทษคุยกันเอง เลยจับแยกกันคุมขัง
แม่นมหวังกลับมาจากการส่งข้าว เสื้อผ้าที่สะอาดสะอ้านมีรอยฝ่ามือรอยดินเปรอะเปื้อนเต็มไปหมด
"แม่นมหวัง เสื้อไปโดนอะไรมา?" ชิวซวงตาไวรีบถาม
แม่นมหวังเดินมารายงานเสิ่นหลานซี "เมื่อกี้ตอนเอาข้าวไปส่ง ถ้าไม่ได้พวกพี่ผู้คุมช่วยไว้ ป่านนี้ข้าวปลาคงโดนแย่งไปหมดแล้วเจ้าค่ะ" พูดไปก็นึกหวาดเสียวไม่หาย
เสิ่นหลานซี "ชุนเสวี่ย เอาเงินให้แม่นมหวังหน่อย เดี๋ยวไปถึงยงเฉิงค่อยไปหาซื้อชุดใหม่เปลี่ยน!"
ชุนเสวี่ยรีบควักเงินยัดใส่มือแม่นมหวังไม่ยอมให้ปฏิเสธ
"คุณหนูเจ้าคะ บ่าวเคยได้ยินคนแก่เล่าเรื่องภัยแล้ง น่ากลัวมากเลยนะเจ้าคะ พืชผลตายเรียบ คนหิวโซถึงขนาดแทะเปลือกไม้กิน หิวน้ำจนต้องกินเลือดกินเนื้อกันเอง สิบคนรอดไม่ถึงหนึ่ง ขายลูกกินเต้าก็มี ถ้าร้ายแรงหน่อยก็กินคนกันเองเลย" ชุนเสวี่ยพูดไปก็ลูบแขนที่ขนลุกซู่ไป
เสิ่นหลานซีมองเหม่อไปยังขบวนนักโทษ ไม่มีใครรู้ว่านางคิดอะไรอยู่
"สวรรค์ไม่ไร้หนทางรอด พวกเรากลัว แล้วพวกผู้คุมจะไม่กลัวหรือไง?"
ชิวซวงตาเป็นประกาย "คุณชาย หรือว่าพวกเขาจะขังนักโทษไว้ในคุก รอให้ภัยแล้งผ่านไปก่อนค่อยเดินทางต่อ?"
เสิ่นหลานซีคิดในใจ ถ้าเป็นนักโทษทั่วไปก็อาจจะเป็นไปได้ แต่ขบวนนี้มีตระกูลเสิ่นอยู่ด้วย นี่เป็นโอกาสทองของคนที่ซุ่มรอเล่นงานอยู่
แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นโอกาสของตระกูลเสิ่นเช่นกัน!
มีผู้คุมคอยจับตาดู พวกนักโทษไม่กล้าคุยกัน รีบนอนกันแต่หัวค่ำ วันรุ่งขึ้นออกเดินทางเร็วกว่าปกติหนึ่งชั่วโมง
เดินไปได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ก็เจอคนอพยพสามกลุ่ม พี่เสือหลิวเรียกกลุ่มหนึ่งมาถามไถ่ พอคุยจบหน้าตาก็เคร่งเครียดลงทันตา
เสิ่นหลานซีสบโอกาส เข้าไปหาพี่เสือหลิว ยัดตั๋วเงินร้อยตำลึงใส่มือ
พี่เสือหลิวไม่กล้ารับ เงินนี้มันร้อนมือ!
"พี่หลิว ท่านก็คงดูออก คนอพยพที่เราเจอวันนี้หน้าตาซีดเซียวมอมแมมกว่าเมื่อวาน เกวียนล่อก็แทบไม่มีให้เห็น แสดงว่าพวกเขามาจากที่ไกลกว่า สายตาที่พวกเขามองสินค้าบนรถข้า แทบจะอยากกระโจนเข้ามาแย่ง!"
พี่เสือหลิวเงียบ เก็บตั๋วเงินเข้าอกเสื้อ เขารู้ดีว่ายิ่งเดินไปข้างหน้า ของยิ่งแพง เงินยิ่งไร้ค่า!
"สถานการณ์ไม่ปกติก็ต้องใช้วิธีที่ไม่ปกติ ข้ามีข้อเสนออยากจะลองปรึกษาพี่หลิวดูหน่อย!"
พี่เสือหลิวแม้หน้าตาจะเคร่งขรึม แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธทันที
"ว่ามา!"
เสิ่นหลานซี "จากตรงนี้เดินไปยงเฉิง อย่างน้อยต้องใช้เวลาสามสี่ชั่วโมง ถ้าใช้รถม้า เวลาจะลดลงไปเกินครึ่ง ข้าอยากจะใช้รถม้าทยอยขนผู้คุมกับนักโทษไป ส่งให้ถึงยงเฉิงก่อนที่เมืองจะปิดตาย!"
พี่เสือหลิวชะงัก มองนางด้วยสายตาพิจารณา
ยงเฉิงอยู่ใกล้เมืองหลวง สถานการณ์แค่นี้ไม่น่าถึงกับปิดเมือง นางจงใจพูดให้ดูร้ายแรงเข้าไว้
พี่เสือหลิวคุมนักโทษมานาน ประสบการณ์โชกโชน จะทำให้เขาเชื่อก็ไม่ใช่เรื่องยาก!
"ตกลง แต่ใครจะไปก่อนไปหลัง ข้าต้องเป็นคนจัดการ!"
เสิ่นหลานซียิ้มแล้วประสานมือ "แน่นอนอยู่แล้ว!"
พี่เสือหลิวหน้าเครียดรีบไปจัดการ ไม่นานรถม้าสองคันของพวกนางก็ถูกเกณฑ์ไปใช้ ชุดแรกที่ได้ไปมีเสิ่นฉงเหวินกับภรรยาและบ่าวไพร่ตระกูลเสิ่นบางส่วน ตามด้วยนักโทษคนอื่นที่ถูกจับแยกกลุ่ม
พี่เสือหลิวไม่ได้ไปรอบแรก เสิ่นหลานซีชวนเขาขึ้นเกวียนวัว คราวนี้พี่เสือหลิวไม่ปฏิเสธ เกวียนวัวนั่งได้ไม่หมด ครอบครัวแม่นมหวังผู้ใหญ่สี่คนต้องลงเดิน เหลือแค่เด็กสองคนบนรถ
พวกร่วมทางกันแบบนี้ ทำให้พวกผู้คุมลดความระแวงลงไปได้เยอะ
คนตระกูลเสิ่นมองเสิ่นหลานซีที่นั่งสบายบนเกวียนวัวด้วยสายตาอิจฉา
"หลานซีทำเกินไปแล้ว มีเกวียนวัวก็ไม่เชิญปู่ย่าขึ้นไปนั่ง!" เสิ่นฉงอี้กัดฟันเดินไปบ่นไป
เสิ่นหยวนจิ่งทนไม่ไหวสวนกลับ "อาสี่ พี่หญิงใหญ่กล่อมให้ผู้คุมยอมให้นักโทษนั่งรถม้าได้ก็บุญหัวแล้ว อาพูดแบบนี้จะให้พี่หญิงใหญ่ลำบากใจหรือไง!"
เสิ่นหยวนจวิน "ใช่ พี่สาวข้าไม่ใช่ผู้คุมนะ ทำให้นักโทษได้นั่งรถม้ามันง่ายนักหรือไง ถ้าไปเรียกร้องมากเรื่อง เดี๋ยวผู้คุมโมโหขึ้นมาจะทำยังไง? อยากโดนแส้ฟาดเหรอ?"
เสิ่นฉงอี้หน้าเขียวปั๊ด จ้องหลานสองคนเขม็ง "นางจะไม่ลงมาให้ปู่ย่าพวกเจ้านั่งหน่อยหรือไง?"
เสิ่นหยวนจิ่ง "อาสี่ อาไม่ลองไปถามผู้คุมดูล่ะว่าเขายอมให้นั่งรวมกับนักโทษไหม? ปู่กับย่าอายุขนาดนี้ จะให้ไปก้มหัวประจบผู้คุมไหวเหรอ?"
ฮูหยินผู้เฒ่านึกถึงภาพหลานสาวต้องก้มหัวให้ผู้คุม ก็หน้าตึงขึ้นมา
เมื่อก่อนฮูหยินตราตั้งขั้นหนึ่งเห็นนางยังต้องทำความเคารพ จะให้ไปก้มหัวให้ผู้คุมชั้นต่ำ นางทำใจไม่ได้!
"เจ้าสี่ หุบปากซะ เจ้าหยวนจิ่งพูดถูก เรากับผู้คุมไม่ใช่ญาติพี่น้อง ไปเรียกร้องเยอะแยะ เดี๋ยวเขาพาลเกลียดขี้หน้า จะหาทางแกล้งเราเอาได้ สถานการณ์ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว อดทนไว้บ้าง อย่าไปหาเรื่องใส่ตัว!"
เสิ่นฉงอี้หน้าบึ้งก้มหน้าก้มตาเดิน พอถึงคิวต้องแบกท่านผู้เฒ่าเสิ่น เขาก็ทำเป็นหูทวนลมเดินลิ่วไปเฉยๆ ภาระเลยตกไปอยู่ที่คนถัดไป!
ชุนเสวี่ยกับชิวซวงติดรถไปรอบแรก พอถึงยงเฉิงก็รีบไปเช่ารถม้าแบบไม่มีหลังคามาสี่คัน ให้ม้าชุดแรกพัก แล้วใช้รถม้าสี่คันนี้ขนนักโทษต่อ
วิ่งไปกลับห้ารอบ ก็ขนนักโทษมาถึงหน้าประตูเมืองยงเฉิงได้ครบทุกคน
ไม่ได้รีบพาคนเข้าไป เพราะครึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้ หน้าประตูเมืองเริ่มเก็บค่าเข้าเมืองแล้ว!
พี่เสือหลิวให้ลูกน้องเฝ้านักโทษไว้ที่หน้าประตูเมือง ส่วนตัวเองพาผู้คุมสองคนถือเอกสารราชการเข้าไปในเมือง
เสิ่นหลานซีคุยกับครอบครัวได้โดยไม่ต้องขออนุญาตผู้คุมแล้ว แต่ก็ยังรักษามารยาท คุยกับพ่อแม่ต่อหน้าผู้คุม
"ท่านพ่อท่านแม่ ข้าจะเข้าเมืองไปขายของ ให้ชิวซวงรออยู่ที่นี่ ขายของหมดแล้วจะรีบกลับมา ท่านพ่อท่านแม่ต้องการอะไรไหมเจ้าคะ?"
เสิ่นฉงเหวินหน้าตากังวล "ไม่ต้องซื้ออะไรมาเผื่อพวกพ่อหรอก ขายของได้เงินแล้ว เจ้าก็ซื้อเสบียงตุนไว้ กับน้ำดื่ม อย่าใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย!"
เสิ่นหลานซี "ทราบแล้วเจ้าค่ะ!"
นางให้เงินแม่นมหวัง ให้ไปเปลี่ยนรถม้ากับซื้อเสบียง นัดเจอกันที่หน้าประตูเมืองในอีกหนึ่งชั่วโมง!
นางพาชุนเสวี่ยเอารถม้าไปฝากที่โรงเตี๊ยม แล้วให้ชุนเสวี่ยไปซื้อเสื้อผ้าและรองเท้าให้คนตระกูลเสิ่นทุกคน ส่วนนางแยกไปซื้อเสบียง นัดเจอกันที่โรงเตี๊ยมในอีกครึ่งชั่วโมง
ราคาทัญพืชในยงเฉิงพุ่งขึ้นเป็นเท่าตัว เสิ่นหลานซีใช้วิธีเดิม เช่าบ้านว่างไว้หลังหนึ่ง ให้ร้านข้าวเอาข้าวมาส่ง ผ่านร้านขายเมล็ดพันธุ์ก็ซื้อเมล็ดพันธุ์พืชผักตุนไว้เพียบ
ทำวนไปสิบกว่ารอบ เปลี่ยนบุคลิกไปเรื่อยๆ พอซื้อเสร็จก็โยนเข้ามิติ
อาศัยจังหวะที่ผ้าห่ม ผ้าฝ้าย เข็มด้ายราคายังถูก ก็กวาดซื้อเก็บเข้ามิติไปอีกเพียบ
[จบแล้ว]