- หน้าแรก
- ป๊ะป๋าจำเป็นกับซูเปอร์มาร์เก็ตข้ามภพ
- บทที่ 12: ตาฝาดไปเหรอ?
บทที่ 12: ตาฝาดไปเหรอ?
บทที่ 12: ตาฝาดไปเหรอ?
“แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่ในใจเจิ้นยังคงกังวลอยู่ดี”
หลี่ซื่อหมินขมวดคิ้วเล็กน้อย สายตาทอดมองออกไปนอกตำหนัก ราวกับจะมองทะลุกำแพงวังที่ซ้อนทับกันหลายชั้น เพื่อค้นหาภยันตรายที่ซ่อนเร้นอยู่ในมุมมืด
เขาถอนหายใจเบาๆ แล้วหันกลับมามองจักรพรรดินีจ่างซุน “เจิ้นวางใจเรื่องความปลอดภัยของเจ้าและลูกๆ ไม่ลงจริงๆ”
จักรพรรดินีจ่างซุนยิ้มบางๆ สีหน้าสงบนิ่งและอ่อนโยน “ฝ่าบาทอย่าทรงกังวลเกินไปเลยเพคะ เรื่องนี้แม้จะดูแปลกประหลาด แต่หากมีใครคิดร้ายต่อหม่อมฉันจริงๆ ป่านนี้คงลงมือไปนานแล้ว”
“ในเมื่อจนถึงป่านนี้ยังไม่มีความเคลื่อนไหว แสดงว่าอีกฝ่ายคงมีความเกรงกลัวอยู่บ้าง”
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความนัย “อีกอย่าง คนที่มีความสามารถทำเช่นนี้ได้ ต่อให้ย้ายตำหนักไปที่ไหน ก็คงยากที่จะหลบพ้น”
“สู้รอดูสถานการณ์ไปก่อน ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหวจะดีกว่าเพคะ”
หลี่ซื่อหมินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้า “ฮองเฮากล่าวมีเหตุผล เป็นเจิ้นที่คิดมากไปเอง”
แม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่ความกังวลระหว่างคิ้วก็ยังไม่จางหายไป
หลี่ซื่อหมินหยิบลิ้นจี่ขึ้นมา “ส่งไปให้เสด็จพ่อแล้วหรือยัง?”
อยากให้หลี่หยวนได้ชิมบ้าง
หลี่หยวนเองก็ยังไม่เคยทานลิ้นจี่
หลี่ลี่จื้อพยักหน้าอย่างว่าง่าย “ส่งไปให้ท่านปู่กับพี่ชายจื้อหนู (หลี่จื้อ) แล้วเพคะ คนละหนึ่งลูก ซื่อจื่อกับน้องรองได้เพิ่มคนละลูก พวกนางหวงกันน่าดูเลย!”
หลี่ซื่อหมินได้ยินดังนั้น แววตาก็ฉายแววปลื้มใจ
เขาก้มมองลิ้นจี่ในมือ ค่อยๆ แกะเปลือกออก เผยให้เห็นเนื้อผลไม้ขาวใสราวกับแก้ว
เขากัดเบาๆ คำเล็กๆ รสหวานฉ่ำกระจายไปทั่วปาก ความสุขใจก็ผุดขึ้นมาทันที
ทว่า พอเงยหน้าขึ้นเห็นองค์หญิงน้อยทั้งสองจ้องมองตาแป๋ว เขาจึงแสร้งทำเป็นเฉยเมยแล้วพูดว่า:
“รสชาติลิ้นจี่นี้ก็พอใช้ได้ แต่เจิ้นไม่ค่อยชอบเท่าไหร่”
“ถ้าซื่อจื่อกับเอ้อร์เหนียงชอบ ก็เอาไปกินเถอะ”
“อิอิ~” ซื่อจื่อได้ยินดังนั้นก็ยิ้มแก้มปริ รีบรับลิ้นจี่ไป แล้วค่อยๆ กัดกินทีละคำเล็กๆ ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความสุข
องค์หญิงน้อยไม่ได้กินคนเดียว แต่แบ่งให้พี่สาวคนรองที่อยู่ข้างๆ กินด้วย
หลี่ซื่อหมินมองภาพนั้นแล้วอดไม่ได้ที่จะเลียริมฝีปาก ลิ้นจี่นี่อร่อยจริง แต่น่าเสียดายที่จะไปแย่งลูกกินก็กระไรอยู่
หลี่ลี่จื้อยืนอยู่ข้างๆ ในมือก็ถือลิ้นจี่อยู่ลูกหนึ่ง แต่ยังไม่ได้กิน
นางมองหลี่ซื่อหมิน แล้วมองน้องสาวทั้งสอง แววตาเต็มไปด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
พอกินลิ้นจี่เสร็จ องค์หญิงน้อยทั้งสองก็วิ่งออกไปเล่นนอกตำหนักด้วยความพึงพอใจ
พวกนางวิ่งกลับเข้ามาในตำหนักในเป็นพักๆ ชะโงกหน้ามองซ้ายมองขวา เหมือนกำลังรอลุ้นว่าจะมีอะไรเซอร์ไพรส์โผล่มาอีกไหม
หลี่ซื่อหมินมองแผ่นหลังร่าเริงของพวกนาง ความกังวลในใจดูเหมือนจะจางลงไปบ้าง
เขาหันไปพูดกับจักรพรรดินีจ่างซุนว่า “มีพวกนางอยู่ เจิ้นรู้สึกว่าในวังดูมีชีวิตชีวาขึ้นเยอะเลย”
จักรพรรดินีจ่างซุนยิ้มบางๆ สายตาอ่อนโยนมองออกไปนอกตำหนัก “นั่นสิเพคะ เสียงหัวเราะของเด็กๆ มักจะทำให้เราลืมความทุกข์ได้เสมอ”
เสียงหัวเราะเจื้อยแจ้วขององค์หญิงน้อยทั้งสองไม่ได้รบกวนการอ่านหนังสือของจักรพรรดินีจ่างซุนเลย บางครั้งถ้าเงียบไปนางกลับรู้สึกไม่ชินเสียด้วยซ้ำ
“เถ้าแก่! คนส่งผลไม้มาแล้ว!” เสียงใสๆ ของสวีเหวินหย่าดังมาจากหน้าประตูซูเปอร์มาร์เก็ต ปลุกเซียวหรานจากภวังค์
“โอเค รู้แล้ว!”
เซียวหรานวางสมุดบัญชีในมือ ลุกเดินออกจากร้าน
คนงานส่งของกำลังขนลังลงจากรถบรรทุก เซียวหรานยืนอยู่ข้างๆ กวาดตามองลังผลไม้ที่เรียงรายเป็นระเบียบ
พอเช็คจำนวนและคุณภาพเรียบร้อย ก็โบกมือ “เหมือนเดิมเลย เอาไปวางไว้ในโกดังก่อน เดี๋ยวผมขนเข้าห้องเย็นเอง”
“ได้เลยครับ!”
คนงานรับคำ แล้วขนลังผลไม้และผักเข้าไปในโกดังอย่างคล่องแคล่ว วางเรียงชิดผนัง
ลังสินค้ากองสูงจนเกือบจะบังกระจกเก่าๆ บานนั้นที่พิงผนังอยู่
เซียวหรานเดินเข้าไปในโกดัง เริ่มนับเช็คสต็อกสินค้า
สวีเหวินหย่าอาศัยจังหวะที่ลูกค้าในร้านน้อย แอบย่องเข้ามาดู เห็นลังสินค้าเต็มโกดังก็อดบ่นไม่ได้:
“เถ้าแก่ ของเยอะขนาดนี้ คุณทำคนเดียวไหวเหรอ? จ้างคนมาช่วยเถอะ!”
เซียวหรานก้มหน้าก้มตาเช็คผักผลไม้ในลังต่อ “ไม่จำเป็นหรอก ทำเองได้ ประหยัดได้บาทสองบาทก็ยังดี”
สวีเหวินหย่าเบะปาก “ช่วงนี้ผักผลไม้ขายดีจะตาย จ้างพนักงานชั่วคราวก็ได้นี่นา! ตลาดแรงงานก็อยู่แค่นั้นเอง เดือนละสามพัน ทำแค่ไม่กี่เดือนเอง”
เซียวหรานได้ยินแล้วก็หลุดขำ “เดือนละสามพัน? ตลาดแรงงานไม่มีใครเขาทำราคานี้หรอก ราคานี้สงสัยจ้างได้แต่เด็กจบใหม่นั่นแหละ”
สวีเหวินหย่าได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกเหมือนโดนด่าทางอ้อม ถลึงตาใส่เซียวหราน “เถ้าแก่ พูดอะไรเนี่ย... เด็กจบใหม่เขาก็ไม่ยอมทำราคานี้เหมือนกันนะ!”
เซียวหรานยักไหล่ น้ำเสียงปนตลกร้าย “นั่นสินะ ขนาดผมยังไม่อยากทำเลย”
พูดจบ เขาก็โบกมือไล่ “ไปๆ กลับไปหน้าร้านเถอะ ตรงนี้ผมจัดการเอง”
สวีเหวินหย่าไม่ยอมไป ชี้ไปข้างนอก “หลิวจื่อเยว่ยังไม่กลับ หน้าร้านเอาอยู่”
นางพูดพลางถลกแขนเสื้อขึ้น เริ่มช่วยยกลัง
ทำงานมานาน นางรู้ดีว่าอะไรควรเข้าห้องเย็น ทำงานคล่องแคล่ากว่าเซียวหรานเสียอีก
ทั้งสองคนช่วยกันทำงานไปคุยสัพเพเหระไป
ถึงเซียวหรานจะดูขี้งก แต่เขาก็ดูแลพนักงานดี เงินเดือนและสวัสดิการถือว่าดีใช้ได้เลย
สวีเหวินหย่าขยันขันแข็ง เงินเดือนขึ้นทุกปี ทั้งสองคนทำงานเข้าขากันได้ดี
ทำไปสักพัก เซียวหรานก็เหนื่อยจนต้องนั่งแปะลงบนลังสินค้า เอนตัวพิงกองของ ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “พักแป๊บ เดี๋ยวค่อยทำต่อ คุณไปทำงานหน้าร้านเถอะ”
สวีเหวินหย่าปาดเหงื่อที่หน้าผาก ชี้ไปที่ลังบนพื้น “พวกนี้หนักจะตาย เถ้าแก่ยกคนเดียวไหวเหรอ?”
เซียวหรานโบกมือ “สบายมาก แค่นี้...”
ยังพูดไม่ทันจบ สวีเหวินหย่าก็ตาโต ชี้ไปที่ด้านหลังเซียวหราน “เถ้าแก่ ลังมันล้ม!”
เซียวหรานสะดุ้ง รีบลุกขึ้นหันไปดู
ลังสินค้ายังคงตั้งเรียงรายเป็นระเบียบ ไม่ขยับเขยื้อนสักนิด
“ไม่เห็นมีอะไรเลย!” เซียวหรานหันกลับมามองสวีเหวินหย่าอย่างงงๆ
สวีเหวินหย่าเองก็งง เกาหัวแกรกๆ “ก็เมื่อกี้ฉันเห็นมันล้มจริงๆ นะ...”
ทั้งสองคนเดินอ้อมไปดูหลังกองลัง พบว่ากระจกที่พิงผนังยังอยู่ดี ไม่มีสินค้าหล่นกระจายที่พื้น
“แปลกจัง...” สวีเหวินหย่าพึมพำ นางมั่นใจว่าเห็นลังใบหนึ่งล้มลงไปจริงๆ
ความจริงแล้ว สวีเหวินหย่าไม่ได้ตาฝาด
มีลังใบหนึ่งล้มลงไปจริงๆ เพียงแต่มันไม่ได้หล่นลงพื้น แต่มันไหลวูบหายเข้าไปในกระจกอย่างเงียบเชียบ
ในเวลาเดียวกัน ณ ตำหนักในของพระราชวังต้าถัง ก็เกิดเสียงดัง “โครม!”
ลังใบหนึ่งโผล่ออกมาจากความว่างเปล่า กระแทกพื้นอย่างแรง ฝาลังเปิดออก มะเขือเทศสีแดงสดกลิ้งหลุนๆ กระจายเต็มพื้นตำหนัก ตัดกับสีพื้นห้องอย่างชัดเจน
เซียงเฉ่าและซูอิ่งมองหน้ากัน ทั้งคู่ได้ยินเสียงนั้น
“เหมือนจะมีเสียงอะไรนะ...” เซียงเฉ่าไม่แน่ใจนัก
“ข้าก็ได้ยิน” ซูอิ่งยืนยัน
อีกด้านหนึ่ง องค์หญิงน้อยทั้งสองกำลังวิ่งเล่นกันอยู่ เซียงเฉ่าเดินไปที่ศาลาพักร้อนนอกตำหนัก “กราบทูลฝ่าบาท หม่อมฉันได้ยินเสียงแปลกๆ ดังมาจากตำหนักในเพคะ”
(จบตอน)