- หน้าแรก
- เซียนพลังจิตในโลกไซเบอร์พังค์
- บทที่ 10 ทะยานข้ามสถาบันวิจัย
บทที่ 10 ทะยานข้ามสถาบันวิจัย
บทที่ 10 ทะยานข้ามสถาบันวิจัย
เลือดพุ่งกระฉูดขึ้นฟ้า แล้วร่วงหล่นลงมาอย่างรวดเร็ว
กลายเป็นฝนเลือดที่สาดกระเซ็น
ศีรษะที่ยังคงมีสีหน้าโกรธเกรี้ยว ค่อยๆ กลิ้งตกลงไปในกองเลือดที่นองพื้น
"แฮ่ก แฮ่ก——"
ซ่งสือหอบหายใจอย่างหนัก ปฏิกิริยาทางสรีรวิทยาตามธรรมชาติจากการใช้งานร่างกายเกินขีดจำกัดเช่นนี้ ยากที่จะใช้จิตใจควบคุม
เมื่อครู่นี้คือการเสี่ยงตายของจริง
ผู้ใช้พลังจิตระดับวงแหวนที่หนึ่ง ที่มีสมรรถภาพร่างกายเหนือกว่าคนทั่วไปเล็กน้อย และมีทักษะพลังจิตเพียงไม่กี่อย่าง ถ้าอยู่ในยุคโบราณ ก็ถือว่าเก่งกาจใช้ได้
แต่นี่คือปีศักราชใหม่ 2150 แล้ว "สงครามเจ็ดดินแดน" ที่เกือบทำลายโลกไปค่อนใบก็ผ่านมาตั้งเก้าสิบปี
เทคโนโลยีอวัยวะเทียมแพร่หลายจนเปลี่ยนโลกไปแล้ว แค่ผ่าตัดเปลี่ยนแขนขา ก็ทลายขีดจำกัดพละกำลังของมนุษย์ธรรมชาติได้ง่ายๆ ไม่ต้องพูดถึงพวกเกราะใต้ผิวหนัง โครงกระดูกโลหะผสม หรือปั๊มต่อมสังเคราะห์เลย
ส่วนทักษะพลังจิต ก่อนจะถึงระดับวงแหวนที่สาม แทบไม่มีทักษะไหนที่เทคโนโลยีเลียนแบบไม่ได้ อย่างเช่น 【จุดไฟ】 ที่เสกไฟได้จากความว่างเปล่า ซึ่งซ่งสือไม่ได้เลือกมา
แค่ติดตั้งโมดูล "เครื่องพ่นไฟฟีโลจิสตัน" ไว้ในอวัยวะเทียม ถ้าไม่กลัวไฟลวกตัวเอง ก็พ่นไฟความร้อนสูงกว่าสองพันองศาได้สบาย ทั้งยาวทั้งแรง
ผู้ใช้พลังจิตที่หลงคิดว่าตัวเองเป็นผู้ถูกเลือก แล้ววิ่งไปบวกกับมนุษย์ดัดแปลงซึ่งๆ หน้า จนโดนกระสุนสาดกลายเป็นเศษเนื้อ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรแล้ว
——อย่างน้อยก็ก่อนจะถึงระดับวงแหวนที่สี่ · 【ซิงหัว】 (การระเหิด) มันก็เป็นแบบนั้นแหละ
ไม่ต้องก้มลงมอง ซ่งสือก็รู้ว่าแขนขวาทั้งข้างของเขากำลังสั่นระริก แทบจะกำมีดไม่อยู่
การอัดพลังจิตทั้งหมดลงไปที่แขนข้างเดียว แถมยังฝืนรีดเร้นพละกำลังออกมาอีก และสุดท้ายยังใช้ เปลวเพลิงแห่งการหลอมสร้าง เป็นตัวกลางอัดพลังใส่มีด
สามประสานรวมเป็นหนึ่ง ก่อเกิดการโจมตีที่รุนแรงพอจะตัดกระดูกสันหลังโลหะได้
แต่ราคาที่ต้องจ่ายก็มหาศาลเช่นกัน
แขนที่สั่นไม่หยุดตอนนี้คือผลลัพธ์ กล้ามเนื้อฉีกขาด ผิวหนังไหม้เกรียม กระดูกร้าว... แทบจะใช้การไม่ได้
ยาแก้ปวดที่ฉีดไปแทบจะเอาไม่อยู่
เมื่อเทียบกันแล้ว ความเจ็บปวดจากการทำให้หัวแม่มือหลุดเพื่อสะเดาะกุญแจมือ กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย
แต่ไม่มีเวลามาสนใจแล้ว
ซ่งสือพุ่งเข้าไปที่ศพ กระชากเสื้อเกราะยุทธวิธีของอีกฝ่ายออก แหวกเสื้อตัวใน ล้วงค้นอยู่อึดใจหนึ่ง ในที่สุดก็เจอสิ่งที่ต้องการ
ชั้นห้า ภายในห้องแล็บ
สภาพของมาริโกเปลี่ยนไปอีกครั้ง
เสื้อผ้าท่อนบนฉีกขาดกระจุย ผิวหนังที่เผยออกมาแตกลายงา บริเวณหน้าท้องส่วนบนมีรูโหว่ขนาดใหญ่ ปอดเทียมที่ชุ่มไปด้วยของเหลวเหลือเพียงซาก สายประสาทที่ขาดห้อยรุ่งริ่ง แกว่งไปมาทุกครั้งที่ขยับตัว
"ฉันคือ... มาริโก ไม่สิ ฉันอยาก... เกรลี อึก อาา——!"
ใบหน้าของเขาเปรอะเปื้อนเลือด สีหน้าสลับไปมาระหว่างความงุนงงและความเกรี้ยวกราด
"——บรรจุกระสุนจริง อนุญาตให้ใช้กระสุนจริงได้!"
ไอ้บ้าไซเบอร์นี่รับมือยากกว่าที่คิด อัตราการดัดแปลงน่าจะไม่ต่ำกว่า 30% ขืนมัวแต่ห่วงว่าจะทำลายทรัพย์สินบริษัท มีหวังได้ตายกันหมด
เมื่อได้ยินเสียงหัวหน้าทีมผ่านหูฟัง
ชายไว้เคราแพะที่มีดวงตาเทียมปูดโปนเหมือนฝาขวด แอบอยู่หลังตู้แช่แข็ง แสยะยิ้มอำมหิต คว้าแม็กกาซีนกระสุนเจาะเกราะลำกล้องใหญ่ที่เตรียมไว้ออกมา เสียบเข้ากับปืนไรเฟิลจู่โจมหนัก TAL ในมือ
อาวุธจากบริษัทพี่น้องมาร์แชลอีกแล้ว
แม้ชายคนนี้จะสงสัยว่าฝ่ายจัดซื้อกินค่าคอมมิชชั่นหรือเปล่า แต่บริษัทพี่น้องมาร์แชลก็เป็นผู้ผลิตอาวุธเก่าแก่ สินค้าที่ได้มาก็ถือว่าคุณภาพดี จึงไม่ต้องไปใส่ใจเรื่องเงินทอน
ตอนนี้เขาแค่อยากเอาลูกตะกั่ว ยัดเข้าไปในร่างไอ้บ้าไซเบอร์นั่นให้หนำใจ!
แต่มีคนลงมือเร็วกว่าเขา
เสียงระเบิดทุ้มต่ำดังสนั่น
เขาคุ้นเคยกับเสียงนี้ดี
นั่นคืออาวุธส่วนตัวที่ดิคซื้อมา และชอบเอาออกมาอวดชาวบ้านบ่อยๆ
ปืนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ 【นานยู่เฮฟวี่อินดัสตรี】 รุ่น "ผู้อรรถาธิบายสัจพจน์" ปืนพกพลังงานจลน์หนักที่มีชื่อเสียงด้านพลังทำลายล้างระยะใกล้ หรือที่ผู้บริโภคเรียกกันติดปากว่า "ที่เปิดกระป๋อง"
ราคาหน้าเว็บห้าหมื่นห้าพันเครดิต สมาชิกพรีเมียมลดได้อีก 10%
เสี้ยววินาทีก่อนเสียงจะดังขึ้น มาริโกขยับตัวหลบแล้ว แต่ก็ช้าไปจังหวะหนึ่ง กระสุนของ "ผู้อรรถาธิบายสัจพจน์" เฉี่ยวไหล่เขาไป——และแค่เฉี่ยว ผิวหนังเทียมที่ไหล่ขวาทั้งแถบก็ฉีกขาดกระจุยในพริบตา
ใต้ผิวหนังเทียมไม่ใช่กล้ามเนื้อสีแดงหรือกระดูก แต่เป็นชิ้นส่วนเครื่องจักรและวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อนและแน่นขนัด
ด้วยแรงกระแทกมหาศาลที่ตามมา ชิ้นส่วนเหล่านี้แตกกระจาย ร่วงกราวลงพื้น
ประกายไฟแลบแปลบปลาบจากแขนกลของมาริโกอีกครั้ง
"หัตถ์แห่งแดดาลัส" เป็นอวัยวะเทียมเกรดวิศวกรรมที่ยอดเยี่ยม มีพอร์ตเชื่อมต่ออเนกประสงค์ 14 ช่อง พร้อมเซ็นเซอร์ความแม่นยำสูง รวมเครื่องมือทั้งคีมไฮดรอลิก ใบมีดตัดลม เครื่องพ่นไฟฟีโลจิสตัน และอื่นๆ——ราคาตลาดรุ่นปกติสามแสนเครดิต มาริโกผ่อน 24 งวด ตอนนี้เพิ่งจ่ายไปถึงงวดที่ 16
เมื่อครู่นี้เอง นักวิจัยอีกคนเพิ่งโดนคีมไฮดรอลิกฟาดหัวระเบิด
แต่ทุกอย่างจบลงแล้ว
ไม่นาน
ภายใต้การระดมยิงกดดัน วิดานีและนักวิจัยที่เหลืออีกสามคนก็ถอยไปถึงประตูห้องแล็บจนได้
ร่างกายของมาริโกเหมือนตุ๊กตาผ้าที่ขาดวิ่น การเคลื่อนไหวไม่รวดเร็วเหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว
"อย่าเล็งที่หัว ฉันต้องการตัวอย่างที่ยังมีชีวิต"
ขณะกำลังจะออกจากห้องแล็บ วิดานีส่งข้อความหาหัวหน้าทีม: "ระดับความอันตรายของเขาลดลงมากแล้ว ไม่น่าจะสร้างปัญหาให้พวกนายได้ ต่อจากนี้ ขอให้เน้นการควบคุมตัวเป็นหลัก"
"รับทราบ"
หัวหน้าทีมกวาดตามองข้อความ ไม่ได้พิมพ์ตอบ แต่หยิบขดลวดสลิงความแข็งแรงสูงออกมาจากเอว
เขาหยิบโมดูลปืนยิงหมุดแบบปั๊มไฮดรอลิกขนาดเล็กออกมา เชื่อมปลายสลิงเข้ากับหัวปืน แล้วเสียบตัวปืนเข้ากับพอร์ตที่แขนกลของตัวเอง——ทันทีที่ล็อกเข้าที่ ไฟสถานะสามดวงบนตัวปืนก็สว่างเรียงกัน แสดงว่าพลังงานเต็มพิกัด
"แจ้งทราบ ผมเปิดใช้งาน 'ทริปไวร์' แล้ว คนอื่นช่วยยิงกดดันต่อไป บีบทางหนี เพื่อสร้างจังหวะให้ผมยิง 'ทริปไวร์' แต่อย่าเล็งจุดตาย"
ได้ยินเสียงในช่องสื่อสาร ชายเคราแพะสบถในใจว่าเรื่องมากฉิบหาย แต่ก็ต้องข่มใจไม่เหนี่ยวไกสังหาร โยนไรเฟิลจู่โจมทิ้งไป แล้วหยิบปืนพกกระสุนยางออกมา——แต่ก็ช่างเถอะ ยังไงเขาก็ไม่ต้องไปบวกระยะประชิดกับไอ้บ้าไซเบอร์นั่นอยู่แล้ว
อดีตวิศวกรระดับสามที่กลายเป็น "โรคไซเบอร์ไซโคซิส"
ถ้าต้องสู้กันให้ตายไปข้างหนึ่ง เขาไม่คิดว่าจะแพ้ โดยเฉพาะเมื่อมีอาวุธครบมือ——แต่การบาดเจ็บและความเสียหายต่ออวัยวะเทียมเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ และนั่นคือความเสียหายที่ต้องควักเนื้อจ่ายเอง สัญญาเอาท์ซอร์สที่เขาเซ็นเบิกได้แค่นิดเดียว
ไม่คุ้ม ไม่คุ้มจริงๆ
"รับทราบ! ไม่มีปัญหา! หัวหน้าลุยได้เลย!"
ชายเคราแพะชะโงกหน้าออกจากที่กำบัง ยกปืนพกขึ้น ตะโกนลั่น
"พวกเราจะยิงคุ้มกั——"
แต่แล้ววินาทีถัดมา
เสียงคำรามแสบแก้วหูก็ดังแหวกอากาศยามค่ำคืน!
ชายเคราแพะชะงัก
เสียงนี้มัน
ยานพาหนะของบาเลนที่พวกเขานั่งมา... มอเตอร์ไซค์?!
ไอ้หมอนั่นทำบ้าอะไร? ไม่เอาเบี้ยเลี้ยงภารกิจแล้วเรอะ?
นอกห้องแล็บ วิดานีได้ยินเสียงเครื่องยนต์นี้แล้วก็นึกอะไรขึ้นได้ รีบพุ่งไปที่หน้าต่าง
แสงไฟเจิดจ้าสว่างวาบขึ้นในระยะไกล
นั่นคือหนึ่งในอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยที่สถาบันวิจัยจัดซื้อ ผลิตภัณฑ์ในเครือบริษัทยักษ์ใหญ่ 【สือซวี่ทรานสิต】
มอเตอร์ไซค์รุ่น "เฟยเยว่เจ่อ" (ผู้ทะยานข้าม) กำลังคำรามลั่น ไม่สนเสียงแจ้งเตือนถี่ยิบจากระบบอัจฉริยะบนรถ มีใครบางคนบิดคันเร่งจนสุดเกจในรวดเดียว พุ่งทะยานไปทางประตูสถาบันวิจัยด้วยความเร็วสูง!
"ซ่งสือ?!"
น้ำเสียงของวิดานีเปลี่ยนไปเป็นครั้งแรก เธอเผยสีหน้าตกตะลึง ไม่อยากจะเชื่อ
นึกถึงโบรลิคที่ยังไม่กลับมา เธอเข้าใจสถานการณ์ทันที ยันตัวกับขอบหน้าต่าง ยื่นครึ่งตัวออกไป ดวงตาเทียมที่ใสราวกับแก้วเริ่มส่องแสง
"สิทธิ์การใช้งาน ยืนยันคำสั่ง ล็อกประตูป้อมยามทันที ป้อมปืน 'เซนทิเนล' เข้าสู่โหมดเฝ้าระวังและค้นหาศัตรู กล้องวงจรปิดเริ่มล็อกเป้า——"
แทบจะในเวลาเดียวกัน
"ซ่ง... ซ่งสือ?"
เสียงคำรามของเครื่องยนต์ที่ถูกรีดเค้นจนถึงขีดสุดนั้นดังสนั่น
มาริโกซึ่งติดตั้งระบบเสริมประสาทสัมผัสระดับล่างมาบ้าง ทำให้การได้ยินดีขึ้น จึงได้ยินเสียงของวิดานีเช่นกัน
"...ซ่ง... สือ?"
มาริโกยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง พึมพำกับตัวเองอย่างลืมตัว จู่ๆ คำคำหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในสมองที่ขุ่นมัว
"...สัญญา"
แล้วเขาก็จำได้
"ฉันจำได้แล้ว... ฉันคือมาริโก"
ชายหนุ่มมองไปรอบๆ ห้องแล็บขนาดใหญ่ที่บัดนี้เละเทะไม่มีชิ้นดี อุปกรณ์เสียหายจำนวนมาก รายงานการทดลองเปื้อนเลือดแปะติดพื้น ทุกที่เต็มไปด้วยแขนขาที่ขาดวิ่นและชิ้นส่วนเครื่องจักร
สายตาเลื่อนต่ำลง
"หัตถ์แห่งแดดาลัส" ที่เขาเคยภาคภูมิใจ และจนถึงตอนนี้ก็ยังผ่อนไม่หมด บัดนี้พังยับเยิน ผิวหนังเทียมที่เหลืออยู่ไม่กี่ชิ้นห้อยต่องแต่ง ประกายไฟสีครามแลบแปลบปลาบจากรอยแตกภายในเป็นระยะ
สีเดิมของมันถูกเลือดข้นคลั่กกลบจนมิด
"ฉันไม่รู้จักคนชื่อเกรลีสักหน่อย"
มาริโกพึมพำ ความทรงจำก่อนหน้านี้พรั่งพรูเข้ามา การเชื่อมต่อทางกายภาพ, การปลดล็อกอวัยวะเทียม, เสียงเครื่องยนต์คำรามในตอนนี้... ชายหนุ่มเหมือนได้ฟังเรื่องตลกที่สุดในชีวิต ไหล่สั่นเทิ้ม กล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุก
"ฮ่า, ฮ่า! ฮ่าฮ่าฮ่า——!"
ท่ามกลางเสียงหัวเราะอันน่าสมเพช มาริโกร้องไห้โฮ
เมื่อรวมกับรูปลักษณ์ภายนอกในตอนนี้ เขาดูน่ากลัวยิ่งนัก
"ทำไมคนที่ต้องตายถึงเป็นฉัน? ฉันสมควรตายงั้นเหรอ?"
มาริโกอยากจะตะโกนออกไปดังๆ แต่เขาไม่กล้า เขาไม่กล้าให้คนอื่นในสถาบันวิจัยรู้เรื่องนี้
ไกลออกไป เครื่องยนต์เพิ่งเริ่มคำราม วิดานีชะโงกหน้าออกไป มือข้างหนึ่งค่อยๆ ยกขึ้น
ใช่แล้ว จะให้สถาบันวิจัยได้เมมโมรี่ชิปของเขาไปไม่ได้ จะให้พวกมันรู้เรื่องข้อตกลงระหว่างเขากับซ่งสือไม่ได้
แกร๊ก
กระบอกโลหะเด้งออกมาจาก "หัตถ์แห่งแดดาลัส" มันคือถังเก็บสารฟีโลจิสตันสำหรับโมดูล "เครื่องพ่นไฟ" สารเชื้อเพลิงพลังงานสูงสำหรับงานอุตสาหกรรมนี้ แม้แต่โลหะผสมก็ยังละลายได้ นับประสาอะไรกับสมอง
รักษาสัญญาด้วย
มาริโกคิด และทำได้เพียงคิดเช่นนั้น
ไม่มีเวลาให้ลังเลแล้ว
มาริโกใช้มือที่สั่นเทายัดถังเชื้อเพลิงที่กรีดจนเป็นรอยแยกลงไปในปาก แล้วพุ่งตัวเข้าใส่วิดานีที่อยู่ไกลออกไปอย่างสุดแรง
"เป้าหมายจะระเบิดพลีชีพ! ทุกคนถอย——ไม่สิ ห้ามยิง!"
รูม่านตาของหัวหน้าทีมหดเกร็ง
กระสุนปืนสาดซัดมาราวกับพายุฝน โถมเข้าใส่มาริโก แต่เขาไม่สนใจ วิ่งตะบึงเข้าใส่วิดานีราวกับหมาบ้า!
ปัง——ตู้ม!
ไม่รู้ว่าเป็นประกายไฟจากกระสุนนัดไหน
มาริโกถูกเปลวเพลิงกลืนกินในพริบตา ผิวหนังเทียมละลายหยดลงมาราวกับน้ำตาเทียน เปลวไฟที่ดูเหมือนไม่มีวันมอดดับพวยพุ่งออกจากทวารทั้งเจ็ด เผาผลาญศีรษะจนมอดไหม้! คลื่นกระแทกซัดสาดไปทั่วทิศทาง!
ราวกับปีศาจร้ายจากขุมนรก
และวินาทีถัดมา ร่างของมาริโกที่ไม่อาจทานทนได้อีกต่อไปก็ปลิวละลิ่วเหมือนว่าวสายป่านขาด ชนอุปกรณ์เครื่องมือล้มระเนระนาด ก่อนจะถูกพายุลูกกระสุนและทะเลเพลิงกลืนกินไปจนสิ้น
นอกห้องแล็บ
วิดานีหลบเศษโลหะที่กระเด็นมา ไม่ทันรอให้คลื่นความร้อนจางหาย เธอจ้องเขม็งไปที่ด้านล่างตึก
ห่างออกไปหนึ่งกิโลเมตร
เปลวไฟสีน้ำเงินเข้มพุ่งออกจากท่อไอเสียทั้งสี่ การเร่งความเร็วระดับสูงสุดโดยไม่สนระบบความปลอดภัย——ชั่วพริบตา มอเตอร์ไซค์ที่ออกตัวก็กลายเป็นเส้นแสงสีน้ำเงินเข้มฉีกกระชากความมืดมิดของยามค่ำคืน พุ่งหายไปในพริบตา!
ภายใต้เสียงคำรามของเครื่องยนต์ มีเสียงกลไกหมุนทำงานดังแทรกขึ้นมา
ด้วยคำสั่งจากวิดานี เมทริกซ์ป้อมปืนกลอัตโนมัติ "เซนทิเนล" ที่ติดตั้งอยู่ในสวนหย่อมและกำแพงสูงตื่นขึ้นพร้อมกัน เข้าสู่โหมดเฝ้าระวัง แสงสีแดงฉานส่องออกมาจากภายใน ผ่านระบบที่เชื่อมต่อระหว่างกล้องวงจรปิดของสถาบันวิจัยและระบบค้นหาศัตรูของตัวปืน ล็อกเป้าเส้นแสงสีน้ำเงินนั้นในเสี้ยววินาที——
ติ๊ด
ติ๊ด...
เมทริกซ์ป้อมปืนกลอัตโนมัติดังแกร๊กๆ แต่กลับไม่ยิงออกไป
ในโลกเครือข่าย
โปรแกรมรวนระบบถูกปล่อยเข้าสู่เครือข่ายสาธารณะตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้! แม้ไฟร์วอลล์จะกำลังลบมันออกด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ แต่สิทธิ์การยิงของเมทริกซ์ป้อมปืนกลที่ถูกโปรแกรมนั้นยึดไว้แน่น ก็กู้คืนกลับมาไม่ได้ชั่วคราว!
วิดานีหันขวับ
"ยิงสนับสนุนระยะไกล!"
"เราไม่ได้พกอาวุธระยะไกลมา!" หัวหน้าทีมพูดรัวเร็ว
"เวลาเตรียมตัวน้อยเกินไป! และเราประเมินไว้แต่แรกว่าที่นี่ไม่จำเป็นและไม่เหมาะจะใช้อาวุธหนักหรือระยะไกล!"
วิดานีกำลังจะพูดอะไรต่อ แต่รูม่านตาก็หดวูบ ร่างทั้งร่างกระโดดหลบไปด้านข้าง
เสียงปืนดังรัวแทบจะเป็นเส้นเดียวกัน บริเวณหน้าต่างบานนั้นระเบิดออก!
รวมสิบสองนัด หมดแม็กกาซีน
แม้ด้วยระยะทางและข้อจำกัดของตัวปืนพกเอง กระสุนส่วนใหญ่จะปลิวหายไปไหนไม่รู้กลางทาง แต่ก็มีนัดหนึ่งที่โชคดีเข้าเป้า เฉี่ยวผนังภายนอกหน้าต่างจนแหว่ง
วิดานีหลบตามสัญชาตญาณ แล้วรีบตั้งสติพุ่งกลับไปที่ขอบหน้าต่าง
เปลวไฟสีน้ำเงินจากท่อไอเสียมอเตอร์ไซค์... ไม่สิ ไม่ใช่แค่นั้น!
ห่างไกลจากแสงนีออนของเมือง ภายใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มืดมิด
บนร่างของคนขี่มอเตอร์ไซค์ มีเปลวเพลิงสีทองแดงลุกโชนขึ้นเงียบงันชั่วขณะหนึ่ง ราวกับกระสุนส่องวิถีที่ส่องสว่างรอบตัว
ตัวอย่างอาสาสมัครที่เมื่อไม่นานมานี้ยังดูขี้ขลาดตาขาว บัดนี้มือหนึ่งจับแฮนด์รถ อีกมือเก็บปืนพก "ดินปืนดำ" เข้าที่ แสงไฟที่สว่างวาบขึ้นเพียงชั่วครู่ทำให้สายตาของทั้งสองสบกันอย่างชัดเจน——ริมฝีปากของอีกฝ่ายขยับเล็กน้อย เหมือนพูดอะไรบางอย่าง
ไม่ทันที่โปรเซสเซอร์ข้อมูลจะวิเคราะห์การอ่านปาก
พันธนาการทั้งมวลถูกปลดเปลื้อง
ชายหนุ่มกดปุ่มบนแผงหน้าปัดอย่างไม่ลังเล โน้มตัวกดจุดศูนย์ถ่วงลงต่ำ
ที่มาของชื่อพาหนะเคลื่อนที่ "เฟยเยว่เจ่อ" (ผู้ทะยานข้าม) มาจาก "ระบบจำลองต้านแรงโน้มถ่วง" ที่ติดตั้งอยู่ โฆษณาว่าให้ผู้บริโภคสัมผัสความรู้สึกวิเศษของการขี่เรือเหาะได้ในราคาเพียงหนึ่งในร้อย
ท่ามกลางเสียงคำรามของเครื่องยนต์ที่ถูกรีดจนสุดขีด ซ่งสือสูดหายใจลึก กระแทกคันเร่งจนจม!
วินาทีถัดมา
ราวกับมีมนุษย์ดัดแปลงที่ติดตั้งอวัยวะเทียมวิศวกรรมหนักพิเศษ กลั้นหายใจ รวมพลัง แล้วชกหมัดหนักๆ เข้าที่ใต้ท้องรถในแนวตั้ง
จังหวะที่พุ่งชนไม้กั้นอันที่สามจนหักสะบั้น พลังมหาศาลก็ระเบิดขึ้นใต้ตัวรถ ท่ามกลางกระแสลมที่ฉีกกระชากข้างหู และลมหนาวที่ปะทะใบหน้า ซ่งสือกระชากแฮนด์รถขึ้น มอเตอร์ไซค์ทั้งคันก็เหินทะยานขึ้นจากพื้น!
"ระบบจำลองต้านแรงโน้มถ่วง" หรืออีกชื่อคือ "สปริงอัดอากาศ"!
ภายใต้ท้องฟ้ามืดมิดของปาโลเซอร์
เงาดำพุ่งทะยานขึ้นฟ้า!
กลางอากาศสูงจากพื้นกว่าสิบเมตร มอเตอร์ไซค์ที่ลุกโชนด้วยเปลวไฟสีน้ำเงินเข้มกระแทกอากาศแตกกระจาย ด้วยท่วงท่าที่ไม่อาจขวางกั้น เหยียบย่ำและกระโดดข้ามประตูสถาบันวิจัยที่กำลังจะปิดลงได้อย่างอุกอาจ!
ตามมาด้วยเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับแผ่นดินสะเทือน
จากนั้น ไม่ว่าจะเป็นเสียงคำรามกึกก้องของเครื่องยนต์ หรือเปลวเพลิงที่ลุกโชน ล้วนหายลับไปจากสายตา
"วิดานี แล้วตอนนี้..."
หัวหน้าทีมถือปืนไรเฟิล เอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
วิดานีเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มืดมิด
บนฟ้าไร้ดวงดาว
ท่ามกลางเสียงคำรามของโรงงานนับไม่ถ้วนในเขตโรตาที่ดังตลอดคืน ท้องฟ้าของปาโลเซอร์ถูกปกคลุมด้วยหมอกควันหนาทึบมานานแล้ว ฝนกรดกัดกร่อนตกไม่ขาดสาย แม้แต่วันที่หาได้ยากที่มีแดดออก แสงแดดที่ส่องผ่านชั้นเมฆลงมาก็ยังสะท้อนเป็นแสงสีรุ้งแปลกตา
เหมือนแสงนีออนในเวลากลางวัน
มองดูหญิงสาวที่เหมือนจะตกอยู่ในภวังค์ หัวหน้าทีมลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เตรียมจะขอตัวลา ภารกิจครั้งนี้ถือว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เดี๋ยวต้องมีรายงานกองโตให้เขียน และการไต่สวนความรับผิดชอบอีกสารพัด แค่คิดเขาก็...
"ฮะ ฮ่า——ฮ่าฮ่า——"
"น่าสนใจ... เป็นตัวอย่างทดลองที่หาได้ยากจริงๆ"
วิดานีหัวเราะเสียงต่ำอย่างกดดัน ก่อนจะหันกลับมาในวินาทีถัดมา สีหน้ากลับมาเรียบเฉย
"เรื่องที่นี่ฉันจะแจ้งอาจารย์ ส่วนเรื่องอื่นๆ ให้เป็นไปตามกฎบริษัท"
เธอเหลือบมองไปที่ห้องแล็บที่พังพินาศ
ไฟจากสารฟีโลจิสตันค่อยๆ มอดลง เหลือเพียงโครงกระดูกสีดำทมิฬที่แตกหัก นั่งคุกเข่าข้างหนึ่งตระหง่านอยู่กลางกองซากปรักหักพัง
"ร่างกายเสียหายขนาดนี้..."
วิดานีขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่คิดนานก็ตัดสินใจ
"หาคนเก็บกวาด เอาไปแช่แข็งไว้ก่อน ตัวอย่างนี้อาจจะมีประโยชน์ในภายหลัง"
(จบบท)