- หน้าแรก
- เซียนพลังจิตในโลกไซเบอร์พังค์
- บทที่ 4 สปีดรัน 【พลังจิต】 ในหนึ่งนาที
บทที่ 4 สปีดรัน 【พลังจิต】 ในหนึ่งนาที
บทที่ 4 สปีดรัน 【พลังจิต】 ในหนึ่งนาที
"เอ้า 'อาสาสมัคร' ทั้งสองคนล้างเนื้อล้างตัวสะอาดเอี่ยม อยู่ตรงนี้แล้ว"
ที่ปลายสุดของระเบียงทางเดิน หน้าประตูกระจกใสที่เปิดกว้าง ชายร่างยักษ์กำลังยืนคุยกับใครบางคน
คู่สนทนาของเขาคือหญิงสาวในชุดกาวน์สีขาว อายุอานามน่าจะยี่สิบต้นๆ รูปร่างหน้าตาสะสวย ผมสั้นสีน้ำตาล ดูเหมือนเธอจะใช้ผิวหนังเทียมจำลองระดับสูง นอกเหนือจากลวดลายสีทองจางๆ รอบลำคอแล้ว เธอก็ดูเหมือนมนุษย์ธรรมชาติทุกประการ
แต่นั่นเป็นไปไม่ได้
"ต่อมสังเคราะห์" สามารถหลั่งฮอร์โมนสังเคราะห์รวมถึงสารกระตุ้น เพื่อเพิ่มสมาธิในการทำงาน; "ดวงตาเทียมออปติคอล" มอบการมองเห็นความละเอียดสูงเหนือกว่าคนปกติหลายสิบเท่า เสริมการจับภาพเคลื่อนไหว การตรวจจับความร้อน การส่งโปรแกรมทางเครือข่าย หรือแม้แต่ยิงแสงเลเซอร์
"โครงกระดูกโลหะผสม" ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกายอย่างมหาศาล และทำหน้าที่เป็น "ฐานราก" รับภาระจากอวัยวะเทียมชิ้นอื่นๆ เพราะบางชิ้นส่วนต้องการเงื่อนไขเบื้องต้น ไม่สามารถปลูกถ่ายได้ทันที
"แขนกล" ไม่ได้มีดีแค่เพิ่มพละกำลัง พอร์ตเชื่อมต่อข้อมูล เครื่องมือช่างแบบบิวต์อิน การเพิ่มความไวของระบบประสาท...
หมอผ่าตัดเพียงแค่เปลี่ยนแขนครั้งเดียว ก็ได้มือที่แม่นยำราวมืออาชีพฝึกฝนมานับสิบปี หรือที่ปรึกษาความปลอดภัยเครือข่าย หากมีแขนกลปรับแต่งพิเศษ ก็จะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำสงครามข้อมูลได้อย่างก้าวกระโดด
สรุปสั้นๆ
"มนุษย์ธรรมชาติ" ที่ไร้อวัยวะเทียม ต่อให้จะไปสมัครเป็นแรงงานเถื่อนในโรงงานก็ยังไม่มีใครเอา ขนาดงานแบกหามที่ท่าเรือ เขาก็ยังวัดกันที่แรง คนอื่นแบกเที่ยวเดียวได้งานเท่ากับคุณแบกสิบเที่ยว เป็นเจ้าของกิจการที่ไหนก็รู้ว่าจะเลือกใคร
"วิดานี! รับรองว่าคนรอบนี้เธอต้องถูกใจแน่! แรงดีไม่มีตก!"
ชายร่างยักษ์หัวเราะร่า น้ำเสียงเจือความประจบประแจง
"ถ้าจะให้ฉันพูดนะ..."
"อืม"
หญิงสาวที่ถูกเรียกว่า "วิดานี" ก้าวออกมาข้างหน้า
เธอค่อยๆ กวาดสายตามองชายหนุ่มสองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังเขา
ซ่งสือเดาะลิ้นในใจ
เพราะสายตาที่เธอมองมา ไม่เหมือนมองมนุษย์ แต่เหมือนกำลังจ้องมองกบที่ถูกวางยาสลบ แผ่หราอยู่บนเตียงผ่าตัด
สายตาที่ไล่สำรวจร่างของซ่งสือตั้งแต่หัวจรดเท้า ชวนให้นึกถึงมีดผ่าตัดเย็นเฉียบที่กำลังวางแผนกรีดลงเนื้อ
ผ่านไปประมาณหนึ่งนาที วิดานีก็เงยหน้าขึ้น พยักหน้าเล็กน้อย
เธอผลักประตูกระจกออก ส่งสัญญาณให้ทุกคนตามเข้ามา
หลังบานประตูคือห้องแล็บขนาดใหญ่ กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อฉุนจมูกตลบอบอวล รอบด้านเต็มไปด้วยอุปกรณ์ซับซ้อน แต่พอดูออกว่าเป็นเครื่องมือวิจัยทางการแพทย์
คนข้างในมีไม่มาก
ถ้ารวมวิดานีด้วย ก็มีนักวิจัยใส่เสื้อกาวน์อยู่แค่ห้าคน
อาจเป็นผลจากการ "เกิดใหม่" แม้ตอนนี้จะยังไม่ตื่นรู้พลังจิต แต่ประสาทสัมผัสทั้งห้าของซ่งสือก็เฉียบคมกว่าคนทั่วไป
ดังนั้น เมื่อเขาเดินตามวิดานีเข้าไปในห้องแล็บ เขาก็สัมผัสได้ลางๆ ถึงอารมณ์ที่แฝงมากับสายตาที่จ้องมองมาจากระยะไกล... ความสมเพช ความเย็นชา เสียงถอนหายใจ...
"อืม... กลุ่มอาการต่อต้านทางจิตจากการปลูกถ่าย"
วิดานีหยุดเดินกะทันหัน แล้วหันกลับมา
เห็นดังนั้น ชายร่างยักษ์ก็รู้งาน รีบเก็บปืนไฟฟ้าเข้าที่แล้วถอยไปยืนด้านข้าง
ผู้หญิงคนนี้เป็นศิษย์รักของผู้อำนวยการ "เคนก์" นิสัยก็ถอดแบบกันมาเป๊ะ คือเกลียดการถูกรบกวนเวลาทำงานและการพูดคุยไร้สาระที่สุด เขาเป็นแค่รปภ.ติดอาวุธธรรมดาๆ ไม่อยากหาเรื่องให้เธอโกรธโดยใช่เหตุ
"เพื่อนร่วมงานของฉันคงอธิบายรายละเอียดที่เกี่ยวข้องไปแล้ว ฉันจะไม่พูดซ้ำ"
"ในทางทฤษฎี สาเหตุของ 'กลุ่มอาการต่อต้านทางจิตจากการปลูกถ่าย' คือการร่วงหล่นของสติปัญญา หรือจิตใจพังทลาย ส่วนนิยามของ 'จิต' กับ 'สติปัญญา' นั้น ปัจจุบันวงการวิชาการยังไม่มีข้อสรุปที่ตรงกัน"
"บางคนมองว่า 'สติปัญญา' เท่ากับ 'จิต' มีความหมายเดียวกัน แต่บางคนก็มองว่าสองอย่างนี้แค่ซ้อนทับกันบางส่วน ไม่เหมือนกันซะทีเดียว โดย 'จิต' เป็นเพียงส่วนที่แสดงออกภายนอกของ 'สติปัญญา'"
วิดานีเว้นจังหวะ:
"ในมุมมองส่วนตัว ฉันเห็นด้วยกับทฤษฎีที่สอง"
งั้นเธอก็มีความรู้ใช้ได้เลยนี่
ซ่งสือคิดในใจ
ความจริงแล้ว แม้แต่ในอีกยี่สิบกว่าปีข้างหน้า นิยามของ "สติปัญญา" และ "จิต" ก็ยังไม่มีข้อสรุปที่ทำให้ทุกคนยอมรับได้ แต่สำหรับซ่งสือผู้เป็นถึงผู้ใช้พลังจิตระดับวงแหวนที่สี่ เขาต้องเห็นด้วยกับทฤษฎีที่สองอยู่แล้ว
ผู้ใช้พลังจิตระดับสูงแห่งวิถี 【มติร่วม】 สามารถเปลี่ยนความทรงจำของคนอื่นได้ด้วยความคิดเดียว หรือยัดเยียดอารมณ์ด้านลบและเศษเสี้ยวความทรงจำอันเลวร้ายมหาศาลจนเหยื่อรับไม่ไหว
ในกรณีหลัง เหยื่อมักจะสติแตก ร้องไห้โฮ หมดอาลัยตายอยาก หรือถึงขั้นฆ่าตัวตาย สภาพจิตใจเรียกได้ว่าพังพินาศย่อยยับ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ได้การันตีว่าจะกระตุ้นให้เกิด "โรคไซเบอร์ไซโคซิส" เสมอไป
ถึงโอกาสจะสูงมากก็เถอะ
แน่นอน ในฐานะผู้ใช้พลังจิตแห่งวิถี 【มหาต้นกำเนิด】 ซ่งสือคงจะใช้เปลวเพลิงพลังจิตเผาทุกอย่างในรัศมีร้อยเมตรรอบตัวอีกฝ่ายให้กลายเป็นแก้ว ก่อนที่มันจะได้ทันลงมือแก้ความทรงจำเขา
แต่เอาเข้าจริง เขาไม่ใช่นักวิจัยที่เอาแต่มุดหัวอยู่ในห้องแล็บ จะแบ่งแยกความต่างของ "สติปัญญา" กับ "จิต" ยังไง เขาก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่หรอก
"นี่คือยาที่พวกนายจะต้องใช้ เป็นเอนไซม์สังเคราะห์แบบพุ่งเป้าที่ออกฤทธิ์ต่อวงจรประสาท"
วิดานีเดินไปที่โต๊ะ ชี้ไปยังตู้แช่เย็นทรงลูกบาศก์สีขาว ผ่านช่องหน้าต่างใสจะเห็นหลอดแก้วเรียงราย แปะฉลากลายมือหวัดๆ
ขณะนั้นเอง นักวิจัยชายคนหนึ่งก็เดินเข้ามา ในมือถือชิปเปล่าๆ สองอันที่ไม่มีเครื่องหมายใดๆ
"พอขึ้นไปบนเครื่องแล้ว ให้เสียบไอ้นี่เข้าที่พอร์ตหลังหู" นักวิจัยพูดเสียงเรียบ
เมื่อเห็นทั้งสองคนยังนิ่งเฉย เขาจึงเอ่ยอย่างไม่เต็มใจว่า
"การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดแบ่งเป็นสองส่วน หนึ่งคือเสียบชิปความทรงจำนี้ สองคือขึ้นไปนอนบนเครื่องนั้น"
เขาไม่อธิบายว่าในชิปมีความทรงจำอะไร และไม่อธิบายด้วยว่าเครื่องจักรหน้าตาเหมือนเครื่อง CT สแกนที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนั้นทำอะไรได้
แต่ซ่งสือกับมาริโกเข้าใจดี
นั่นคือสิ่งที่จะเปลี่ยนพวกเขาให้กลายเป็น "โรคไซเบอร์ไซโคซิส"
"เครื่องมีแค่เครื่องเดียว ใครจะเริ่มก่อน?"
สายตาของนักวิจัยชายสลับมองระหว่างซ่งสือกับมาริโก พอเห็นทั้งคู่ยังเงียบ เขาก็ขมวดคิ้ว
"พวกนายควรจะรู้สึกเป็นเกียรติด้วยซ้ำ"
"เครื่อง 'ปรับจูนสติปัญญาแผนภูมิที่สาม' ของเฟยชุ่ยฟาร์มาซูติคอลเครื่องนี้ ราคามาตรฐานอยู่ที่ 7.4 ล้านเครดิต ต่อให้ซื้อผ่านช่องทางภายใน ก็ไม่ต่ำกว่า 5 ล้าน... คนอย่างพวกนายชาตินี้ทั้งชาติคงไม่มีปัญญาแตะต้อง แต่ตอนนี้กลับได้มานอนแช่อยู่ในแสงแห่งเทคโนโลยี"
"แถมพวกนายกำลังจะได้อุทิศตนเพื่อวงการแพทย์ที่ยิ่งใหญ่ มอบคุณค่าอันสูงส่งให้กับชีวิตเส็งเคร็งที่ผ่านมาของตัวเอง ในเวลาแบบนี้ พวกนายยังจะมาลังเลอะไรอีก?"
มิน่าล่ะ สองคนนี้ถึงได้มาลงเอยที่นี่ สมควรแล้วจริงๆ
เมื่อนึกถึงประวัติอาสาสมัครที่ได้อ่านก่อนหน้านี้ นักวิจัยชายก็ส่ายหน้าด้วยความผิดหวัง ยิ่งมั่นใจในความคิดของตัวเอง
แต่เขาไม่ได้พูดคำเหล่านั้นออกมา—เขาไม่มีความอดทนพอจะเสวนากับพวกโง่เขลาดักดาน
"งั้น เริ่มจากแกก่อน..." เขาหันไปทางซ่งสือ
"ฉันเอง"
มาริโกขัดขึ้น สูดลมหายใจเข้าลึกๆ
กล้ามเนื้อบนใบหน้าเขากระตุกเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายมาริโกก็แค่หลับตาลงแล้วลืมตาขึ้น ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่น
"แม่งเอ๊ย! รีบๆ จบจะได้รีบรู้ผล! ฉันเอง!" มาริโกคว้าชิปไป สีหน้าตึงเครียด
"เอาเลย ให้ฉันลองไอ้เครื่องบบ้านี่——หวังว่ายาของพวกแกจะใช้ได้ผลจริงๆ นะ"
นักวิจัยชายทำหน้าไม่พอใจ แค่นเสียงฮึในลำคออย่างไม่มีความหมาย แล้วโบกมือ
พวกชุดกาวน์อีกสองสามคนรีบเข้ามา พาตัวมาริโกขึ้นไปนอนบน "เครื่องปรับจูนสติปัญญาแผนภูมิที่สาม" พร้อมกับใช้สายรัดสองเส้นล็อกแขนและขาไว้แน่น แม้จะล็อกระบบอวัยวะเทียมไว้แล้ว แต่เพื่อป้องกันการดิ้นรน ก็ต้องมีมาตรการป้องกันไว้ก่อน
จนถึงตอนนี้ ชายร่างยักษ์ที่ยังไม่ไปไหนก็เตรียมพร้อมเช่นกัน ถ้าเดี๋ยวมาริโกดิ้นแรงจนสายรัดเอาไม่อยู่ เขาก็จะแจกไฟฟ้าให้สักดอก
มาริโกนอนราบลงบนแท่น อุปกรณ์รูปร่างคล้ายหมวกกันน็อกที่มีสายระโยงระยางกว่าสิบเส้นห้อยลงมาครอบหัวมาริโก
แสงสว่างรอบตัวเลือนหาย เหลือเพียงความมืดมิด
โลกทั้งใบเงียบสงัดลงในพริบตา
กลิ่นฉุนของน้ำยาฆ่าเชื้อ กราฟหุ้นที่พุ่งขึ้นลง อารมณ์ความรู้สึกอันซับซ้อนในใจ... ทั้งหมดพลันห่างไกลออกไป
ท่ามกลางภวังค์ มาริโกได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของตัวเองที่ค่อยๆ ถี่กระชั้นขึ้น
【ชิปความทรงจำ ■■ ติดตั้งแล้ว】
【เริ่มอ่านความทรงจำภายใน——】
【เริ่มการปรับจูนสติปัญญา——】
วินาทีถัดมา
ชายหนุ่มร่วงหล่นลงสู่ขุมนรก
"ผ... ผมอยากเข้าห้องน้ำ"
เมื่อได้ยินเสียงสั่นเครือนั้น นักวิจัยชายที่กำลังก้มหน้าดูแท็บเล็ตข้อมูลก็หันขวับ
เขามองไปยังต้นเสียง
เห็นหนึ่งในสอง "อาสาสมัคร" ของการทดลองครั้งนี้ ไอ้เด็กหนุ่มที่ตอนแรกดูสงบนิ่ง มาตอนนี้หน้าซีดเผือด——ด้วยอานุภาพของดวงตาเทียม นักวิจัยมองเห็นเหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายบนหน้าผากของอีกฝ่าย มือทั้งสองสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
สายตาของเด็กหนุ่มจดจ้องไปที่ "เครื่องปรับจูนสติปัญญาแผนภูมิที่สาม" อย่างไม่วางตา
ตอนนี้เข้าสู่นาทีที่สามที่อาสาสมัครชื่อ "มาริโก" เข้าไปในเครื่อง
จะเห็นได้ว่าร่างกายท่อนล่างของมาริโกกำลังกระตุกอย่างรุนแรง ราวกับกำลังแบกรับภาระหนักอึ้ง พร้อมกับเสียงคำรามต่ำๆ ที่ฟังดูเหมือนเสียงสัตว์ป่าบาดเจ็บ ดังลอดออกมาจากปากของเขา ก้องกังวานไปทั่วห้องแล็บ!
นักวิจัยแสดงสีหน้าไม่พอใจ พูดเสียงเย็น:
"เวลาสำคัญขนาดนี้ แกยังจะ——"
"ให้เขาไป"
หลังจอมอนิเตอร์ที่แสดงกราฟข้อมูลซับซ้อน วิดานีเงยหน้าขึ้น
เสียงคำรามกดต่ำที่ดังก้องรอบตัวไม่ได้ทำให้วิดานีหวั่นไหวแม้แต่น้อย เธอยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย พูดเรียบๆ ว่า
"——ให้เขาไป ฉันไม่อยากเห็นของเสียเลอะเทอะในพื้นที่ทดลองเดี๋ยวนี้"
เสียงของนักวิจัยชายขาดห้วงไปทันที หน้าถอดสีเหมือนอยากจะแย้ง แต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดลงคอ
กลับเป็นชายร่างยักษ์ที่ยืนอยู่ไม่ไกลที่หลุดขำ "พรืด" ออกมา
"โบรลิค พาเขาไปห้องน้ำ กลับมาให้ได้ภายในสิบนาที"
วิดานีปรายตามองชายร่างยักษ์แวบหนึ่ง แล้วก้มหน้ากลับไปจ้องจอภาพต่อ
"ไม่มีปัญหาครับ รับประกันภารกิจสำเร็จ——"
โบรลิคยักไหล่ มือข้างหนึ่งหิ้วปืนไฟฟ้า กวักมือเรียกซ่งสือให้ตามไป
ตอนที่ลุกขึ้น ดูเหมือนซ่งสือจะยังอยู่ในอาการตกใจกลัวจนขาอ่อนเกือบล้มคะมำ ทำให้นักวิจัยคนนั้นมองด้วยสายตาเหยียดหยามยิ่งกว่าเดิม
ทันทีที่เดินพ้นห้องแล็บมาถึงหัวมุมระเบียง ซ่งสือก็รู้สึกว่าไหล่ทรุดฮวบ
แขนโลหะเย็นเฉียบกดลงบนไหล่ของเขาอย่างกะทันหัน
โบรลิคถือปืนไฟฟ้าในมือหนึ่ง อีกมือโอบรอบคอซ่งสือราวกับเพื่อนซี้ที่สนิทกันมานาน
แต่เสียงที่กระซิบข้างหูซ่งสือนั้น เต็มไปด้วยความหงุดหงิดอย่างปิดไม่มิด
"อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะว่าแกจะทำอะไร ไอ้ลูกหมา"
ด้วยความต่างของขนาดร่างกาย เพียงแค่โบรลิคออกแรงนิดเดียว ซ่งสือก็เหมือนจะถูกบดขยี้ในอ้อมแขน
"ไอ้พวกแบบแกฉันเจอมาเยอะ" โบรลิคแค่นหัวเราะ จ้องตาซ่งสือเขม็ง กดเสียงต่ำ
"มานึกเสียใจเอาตอนจ่อคอหอยแล้วเหรอ? เหอะ เงินบริษัทมันไม่ได้หาง่ายๆ หรอกนะ ถ้ากลัวตายนัก แกน่าจะไปขายตูดที่ถนนซินดี้โน่น ไม่ใช่มาที่นี่"
"ผ... ผมเปล่า..." ซ่งสือหดตัวลีบ แสดงอาการหวาดกลัวอย่างชัดเจน
"เตือนไว้ก่อนนะ หน้าต่างห้องน้ำที่นี่ปิดตายหมดแล้ว เพราะงั้นรีบๆ ขี้เยี่ยวซะ หรือจะชักว่าวสักน้ำก็ตามใจ แต่อย่าได้คิดหาเรื่องเดือดร้อนให้ฉัน ฉันไม่อยากเสียเวลามายิงจู๋แกทิ้งหรอกนะ"
"——อย่า-หา-เรื่อง-ให้-ฉัน"
โบรลิคจ้องหน้าซ่งสือแทบจะจมูกชนกัน
พูดจบ เขาก็ชักมือกลับ ตบหลังซ่งสือเต็มแรง ผลักให้พุ่งไปทางห้องน้ำข้างหน้า
"ไอ้ลูกหมา ไสหัวไปได้แล้ว"
เด็กหนุ่มตัวสั่นเทา เผลอหันกลับไปมอง——โบรลิคยืนโงนเงน ขยับปืนไฟฟ้าในมือ ยิ้มกวนประสาทแล้วผิวปากหวือ
เด็กหนุ่มจึงวิ่งหนีเข้าห้องน้ำไปอย่างลนลาน
และทันทีที่ซ่งสือเข้าไปในห้องส้วมและปิดล็อกประตู
สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปในพริบตา ความหวาดกลัวเมื่อครู่หายวับไป มือที่เคยสั่นเทากำแน่นแล้วคลายออก
ซ่งสือยกมือขวาที่แบออก ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางลากผ่านหน้าอก
สุดท้าย หยุดลงที่ตำแหน่งหัวใจ
ในวิวัฒนาการอันยาวนาน วิธีการปลุกพลังจิตให้ตื่นขึ้นนั้นมีนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะให้ยอดฝีมือถ่ายพลัง, การบรรลุธรรมในชั่วพริบตา, ถูกฟ้าผ่าแล้วไม่ตาย, การฝึกสมาธิตามขั้นตอน, หรือใช้ของวิเศษหายากกระตุ้นให้ตื่น...
แต่หนึ่งในวิธีที่พบบ่อยที่สุดคือ "การได้รับแรงกระตุ้นอย่างรุนแรง"
เช่น อาการบาดเจ็บสาหัสปางตายจนเห็นภาพย้อนอดีต, ความสิ้นหวังท้อแท้เหมือนถูกโลกทั้งใบหมางเมิน, หรือเผชิญมรสุมชีวิตถาโถมจนเป็นซึมเศร้าคิดสั้น——แม้ว่ากรณีเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะจบลงที่ความตาย หรือไม่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
แต่ก็มีผู้โชคดีส่วนน้อยมากๆ ที่อาศัยจังหวะนี้ปลุกพลังจิตให้ตื่นขึ้นได้
——ว่ากันว่า ผู้ใช้พลังจิตยุคแรกๆ ต่างก็ตื่นรู้ด้วยวิธีนี้กันทั้งนั้น
แรงกระตุ้นอย่างรุนแรง
ในสถานการณ์แบบนี้ จะมีอะไรดีไปกว่าการ "กระตุ้น" หัวใจสักทีล่ะ?
ในเมื่อไม่มีเวลาไปหาวิธีอื่น งั้นก็ขอใช้วิธีดั้งเดิมที่สุดนี่แหละ
วินาทีถัดมา ซ่งสือกำจุกยางอุดน้ำทองแดงที่แอบจิ๊กมาไว้แน่น เล็งไปที่ใต้หัวใจ แล้วกรีดลงไปโดยไม่ลังเล!
แค่ลำพังมาริโกสร้างความวุ่นวาย ยังไม่พอที่จะการันตีการหลบหนี เขาต้องมีแต้มต่อที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือพลังของตัวเอง
อวัยวะเทียมไม่พอ ก็เอาพลังจิตมาโปะ
เอาล่ะ...
หนึ่งนาที สปีดรัน 【พลังจิต】!
(จบบท)