- หน้าแรก
- ระบบพุทธขจัดมารปราบผี? ขอหนีไปสึกดีกว่า!
- บทที่ 48 ศัตรูร่วมแห่งยุทธภพ
บทที่ 48 ศัตรูร่วมแห่งยุทธภพ
บทที่ 48 ศัตรูร่วมแห่งยุทธภพ
บทที่ 48 ศัตรูร่วมแห่งยุทธภพ
"อมิตาพุทธ! ท่านข้าหลวงอย่าได้เกรงใจไปเลย"
เมื่อเผชิญหน้ากับท่าทีที่กระตือรือร้นจนเกินงามของข้าหลวงเฉา ท่าทีของหลินอิงเซียงกลับดูเย็นชาและแข็งกร้าว
เขาไม่อ้อมค้อม พูดโพล่งเข้าประเด็นทันที "การที่ท่านข้าหลวงให้เกียรติอาตมาถึงเพียงนี้ นับเป็นวาสนาของอาตมาก็จริง แต่เหตุไฉนท่านข้าหลวงถึงต้องจับอาตมาย่างบนกองไฟเช่นนี้ด้วยเล่า?"
ประโยคเรียบง่ายเพียงประโยคเดียว กลับทำให้ข้าหลวงเฉาไม่อาจเสแสร้งแกล้งทำเป็นคุณลุงใจดีต่อไปได้
คนฉลาดคุยกัน ไม่จำเป็นต้องพูดให้มากความก็เข้าใจเจตนาของอีกฝ่ายได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
ใบหน้าของข้าหลวงเฉาเปลี่ยนสีเร็วยิ่งกว่าการแสดงงิ้วเปลี่ยนหน้า รอยยิ้มพิมพ์ใจเมื่อครู่เลือนหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยความเคร่งขรึมและทรงอำนาจสมฐานะผู้ปกครองสามอำเภอ
แม้ข้าหลวงเฉาจะชราภาพจนใกล้ถึงวัยเกษียณแล้ว
แต่ดวงตาคู่เก่านั้นกลับยังคงฉายแววเฉียบคมและเปี่ยมไปด้วยสติปัญญา
"ถูกต้อง ท่านปรมาจารย์กล่าวหาว่าข้าจับท่านย่างบนกองไฟ ข้าก็จะยอมรับตามตรงว่าข้ากำลังย่างท่านจริงๆ!"
เมื่อเปิดอกคุยกันแล้ว ข้าหลวงเฉาก็ไม่คิดจะปิดบังอีกต่อไป "แต่ข้าเชื่อในสัจธรรมข้อหนึ่งที่ว่า 'ทองแท้ย่อมไม่แพ้ไฟ'!
ท่านปรมาจารย์เป็นคนฉลาด เช่นนั้นข้าก็จะพูดตรงๆ การที่ข้าจัดงานมหาธรรมสภาสามอำเภอขึ้นในครั้งนี้ ก็เพื่อต้องการจะใช้เวลาช่วงสุดท้ายก่อนเกษียณ สังคายนาความเน่าเฟะในวงการยุทธภพของทั้งสามอำเภอให้สิ้นซาก!
แต่ทว่า... ข้าไม่อาจประกาศตัวเป็นศัตรูกับเหล่าสำนักและลัทธิต่างๆ โดยตรงได้ เพราะเกรงว่าจะเกิดการต่อต้านอย่างรุนแรงจนบ้านเมืองลุกเป็นไฟ"
"ท่านข้าหลวงจึงต้องการให้อาตมาเป็นผู้ยืนเผชิญหน้ากับพวกเขาแทน? ให้อาตมาเป็นหมากตัวหน้าคอยรับลูกหลง?"
หลินอิงเซียงชี้ไปที่จมูกตัวเองพลางยิ้มขื่น "เช่นนั้นอาตมาคงต้องขอบพระคุณท่านข้าหลวงจริงๆ ที่เห็นคุณค่าในตัวอาตมา และดูจากสถานการณ์แล้ว อาตมาคงไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธสินะ?"
"ย่อมเป็นเช่นนั้น! อย่าคิดว่าท่านมีสำนักตรวจการหนุนหลังแล้วจะนอนหลับสบายไร้กังวล แม้สำนักตรวจการจะเป็นหน่วยงานที่ข้ามิอาจเอื้อม แต่ที่อาณาจักรชีสุ่ยแห่งนี้มันไกลปืนเที่ยง อำนาจของสำนักตรวจการแผ่ขยายมาไม่ถึงหรอก ข้าต่างหากคือกฎหมายในสามอำเภอนี้ หากข้าจะยัดข้อหาให้ท่านและวัดเหลยอินเป็นลัทธินอกรีต มันง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ!"
เมื่อถอดหน้ากากออก ข้าหลวงเฉาก็เผยสันดานขุนนางเฒ่าเจ้าเล่ห์ออกมาจนหมดเปลือก
อย่างที่เขาว่ากันว่า 'ปากข้าราชการมีสองปาก' พูดอย่างไรก็ถูกไปหมด การใช้อำนาจบาตรใหญ่ข่มขู่ผู้น้อยถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา
'ไอ้แก่หนังเหนียว!'
หลินอิงเซียงก่นด่าในใจ
ส่วนข้าหลวงเฉากลับยิ้มร่าราวกับจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์ "ท่านกำลังแอบด่าข้าในใจอยู่ล่ะสิ? ไม่เป็นไรหรอก คนทั้งแผ่นดินด่าข้ามาเยอะแล้ว เพิ่มท่านอีกสักคนจะเป็นไรไป แต่ข้าขอบอกไว้ก่อนนะว่าข้าเป็นคนยุติธรรม หากท่านยอมทำงานให้ข้า ข้าก็จะไม่เอาเปรียบท่าน ย่อมต้องมีผลตอบแทนให้อย่างงาม!"
หลินอิงเซียงหูผึ่งทันที "ผลตอบแทนอันใด?"
ข้าหลวงเฉายิ้มกว้างกว่าเดิม เมื่อหลินอิงเซียงถามถึงผลประโยชน์ นั่นหมายความว่าการเจรจาสำเร็จไปแล้วแปดส่วน "ข้อแรก แม้ข้าจะใกล้เกษียณ แต่บารมีที่สั่งสมมาตลอดหลายปี แม้แต่กษัตริย์ยังต้องเกรงใจ หากท่านช่วยข้าจัดการเรื่องสำนักต่างๆ ได้อย่างงดงาม ข้ารับรองว่าจะผลักดันให้วัดเหลยอินเป็นสำนักอันดับหนึ่งแห่งอาณาจักรชีสุ่ย! เผลอๆ อาจจะได้เลื่อนขั้นเป็นสำนักประจำราชสำนักด้วยซ้ำ!
ข้อสอง เมื่อข้าพ้นจากตำแหน่ง ตำแหน่งข้าหลวงใหญ่ผู้ดูแลสามอำเภอย่อมต้องว่างลง และจะต้องคัดเลือกจากนายอำเภอทั้งสามขึ้นมาแทน ข้าได้ยินมาว่าท่านสนิทสนมกับนายอำเภอเย่แห่งไป๋เหอ ถึงขั้นลูกชายเขามาฝากตัวเป็นศิษย์ การคัดเลือกข้าหลวงคนใหม่ ข้าเองก็มีสิทธิ์มีเสียงอยู่ไม่น้อย...
เป็นอย่างไร? ข้อเสนอของข้าพอจะทำให้ท่านพอใจหรือไม่?"
หลินอิงเซียงนิ่งคิดเพียงครู่เดียว ก็พยักหน้าตอบตกลง "ตกลง! ท่านข้าหลวง เรามาทำสัญญากัน!"
......
ในขณะที่หลินอิงเซียงกำลังเจรจาอยู่กับข้าหลวงเฉา ข่าวลือเกี่ยวกับเขาก็แพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว
ณ ภัตตาคารอวิ๋นเหอ ภัตตาคารที่ใหญ่ที่สุดในอำเภออวิ๋นเหอ
ว่ากันว่าเป็นกิจการของพ่อบ้านใหญ่เฉาแห่งจวนข้าหลวง
บัดนี้ เหล่าเจ้าสำนักและผู้นำลัทธิต่างๆ ที่มาร่วมงานมหาธรรมสภา ต่างพำนักอยู่ที่ภัตตาคารแห่งนี้กันอย่างคับคั่ง
"ได้ยินข่าวหรือยัง? ท่านปรมาจารย์หลิงอินแห่งวัดเหลยอิน พอมาถึงปุ๊บ ท่านข้าหลวงก็เรียกเข้าพบเป็นการส่วนตัวทันทีเลย!"
"เฮอะ! ไอ้ปรมาจารย์หลิงอินนี่มันเป็นใครมาจากไหนกัน? ขนาดเจ้าสำนักระดับขอบเขตก่อนกำเนิดคนอื่นๆ ยังต้องรอคิวเรียกตัวอยู่เลย!"
"โดนไอ้หน้าใหม่ที่เพิ่งดังได้ไม่กี่เดือนตัดหน้าแบบนี้ พวกเจ้าสำนักคงหัวเสียกันน่าดู ถ้าไอ้หมอนั่นมีฝีมือจริงก็แล้วไป แต่ถ้าเป็นแค่เด็กเส้นล่ะก็... หึหึ รับรองว่าชะตาขาดแน่!"
......
เสียงนินทาจากชั้นล่างลอยขึ้นไปเข้าหูผู้คนในห้องรับรองพิเศษบนชั้นสอง
ภายในห้องนั้น เหล่าเจ้าสำนักระดับขอบเขตก่อนกำเนิดกำลังนั่งชุมนุมกันอยู่
เมื่อได้ยินคำครหาจากด้านล่าง ใบหน้าของพวกเขาก็ดูบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว
"ได้ยินไหม? ได้ยินกันหรือเปล่า? ไอ้ปรมาจารย์หลิงอินบ้าบออะไรนั่น เมื่อไม่กี่เดือนก่อนข้ายังไม่เคยได้ยินชื่อมันเลยด้วยซ้ำ!"
ชายร่างยักษ์หนวดเคราเฟิ้มตบโต๊ะดังปังๆ ด้วยความโมโห
"ไอ้เด็กเมื่อวานซืนที่เพิ่งโผล่หัวออกมาไม่นาน กล้าดียังไงมาขี่คอพวกเรา! มันน่าโมโหนัก!"
"เจ้าสำนักหู! เบาๆ หน่อย! พวกเราไม่ได้หูหนวก ไม่ต้องทำเสียงดังขนาดนั้นก็ได้!"
ผู้พูดเป็นหญิงชราผมขาวโพลน ผิวหนังเหี่ยวย่นราวกับเปลือกไม้แห้ง พอยิ้มทีรอยย่นบนหน้าก็ขยุกขยิกดูน่าสยดสยองยิ่งนัก
"ยายแก่ได้ข่าววงในมาว่า ข้าหลวงเฉาคิดจะเลียนแบบราชสำนักต้าโจว โดยการจัดแบ่งระดับชั้นของสำนักในสามอำเภอ พอแบ่งระดับเสร็จ ทรัพยากรและเขตอิทธิพลก็จะถูกจัดสรรตามกฎระเบียบ ห้ามแย่งชิงกันเองตามอำเภอใจ
คนของยายแก่ในจวนข้าหลวงบอกมาว่า ครั้งนี้ท่านข้าหลวงตั้งใจจะให้มี 'สำนักระดับหนึ่ง' เพียงแค่สำนักเดียวเท่านั้น ซึ่งจะได้ส่วนแบ่งทรัพยากรและพื้นที่มากที่สุด พวกท่านคิดว่า... ท่านข้าหลวงอาจจะล็อกมงให้ไอ้หนูหลิงอินนั่นไปแล้วหรือเปล่า?"
"คิดจะข้ามหน้าข้ามตาพวกเรา ก็ต้องดูด้วยว่ามันมีน้ำยาพอไหม!"
ชายหนุ่มหน้าซีดเผือดราวกับคนป่วยใกล้ตายแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา "ถ้าคนมันกลายเป็นศพไปแล้ว ก็คงไม่มีสิทธิ์มาเรียกร้องอะไรได้อีกจริงไหม?"
"ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งฆ่าแกงกัน! ยังไงซะมันก็เป็นคนที่ท่านข้าหลวงหมายตาไว้ ตีสุนัขยังต้องดูเจ้าของ เราควรไว้หน้าท่านข้าหลวงบ้าง"
ชายอ้วนผู้สวมใส่เครื่องประดับแพรวพราวเต็มตัว รีบพูดแทรกพลางปาดเหงื่อบนหน้าผาก "แต่จะให้มันมาขี่คอพวกเรา ก็ยอมไม่ได้เด็ดขาด พวกเราเองก็รู้จักมักจี่กันมานาน รู้ไส้รู้พุงกันดี เอาอย่างนี้ไหม... เรามาพักเรื่องบาดหมางส่วนตัวกันไว้ก่อน แล้วร่วมมือกันจัดการเจ้าหลิงอินนั่นให้พ้นทางไปก่อน พวกท่านเห็นเป็นอย่างไร?"
"ข้าเห็นด้วย!"
"ตกลง!"
"ข้าไม่ขัดข้อง!"
ไม่มีใครคัดค้านแม้แต่คนเดียว ข้อเสนอของชายอ้วนได้รับการตอบรับเป็นเอกฉันท์ในทันที
แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าข้าหลวงเฉาตั้งใจจับเขาโยนเข้ากองไฟ แต่หลินอิงเซียงก็คงคาดไม่ถึงว่าพวกจอมยุทธ์ในสามอำเภอนี้จะเป็นพวกหัวร้อนจุดเดือดต่ำขนาดนี้
ยังไม่ทันจะก้าวเท้าออกจากจวนข้าหลวง เขาก็ได้กลายเป็น 'ศัตรูร่วมแห่งยุทธภพ' ของทั้งสามอำเภอไปเสียแล้ว