- หน้าแรก
- ระบบพุทธขจัดมารปราบผี? ขอหนีไปสึกดีกว่า!
- บทที่ 39 ปริศนาธรรมของท่านปรมาจารย์
บทที่ 39 ปริศนาธรรมของท่านปรมาจารย์
บทที่ 39 ปริศนาธรรมของท่านปรมาจารย์
บทที่ 39 ปริศนาธรรมของท่านปรมาจารย์
"ซีเหมินเป่า?"
หลินอิงเซียงมองชื่อแปลกตาบนเทียบชื่อตรงหน้าด้วยความงุนงง
เทียบชื่อฉบับนี้ถูกฝากมากับผู้แสวงบุญที่ขึ้นเขามาตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อนำมามอบให้กับหลินอิงเซียง
บนเทียบนั้นไร้ซึ่งข้อความยืดเยื้อเยิ่นเย้อ มีเพียงตัวอักษรเรียบง่ายสามคำปรากฏอยู่
แม้หลินอิงเซียงจะไม่เคยรู้จักเจ้าของชื่อบนเทียบนี้มาก่อน แต่เมื่อพิจารณาจากแซ่ของอีกฝ่าย ก็พอจะคาดเดาได้ว่าคนผู้นี้น่าจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเด็กหนุ่มนามว่าซีเหมินอวี้ถังที่มาเมื่อคืนวานอย่างแน่นอน
ในเมื่ออีกฝ่ายส่งเทียบชื่อมาให้ เป็นการประกาศเจตนาว่าจะมาเยือนถึงถิ่นอย่างเปิดเผย หลินอิงเซียงย่อมไม่อาจแสดงท่าทีอ่อนข้อให้เห็น
หลังจากต้อนรับผู้แสวงบุญที่มาไหว้พระในช่วงเช้าเสร็จสิ้น พอถึงช่วงบ่าย เขาก็มารอการมาเยือนของอีกฝ่ายอยู่ภายในมหาวิหาร
เมื่อล่วงเลยยามอู๋ (ช่วงเที่ยงวัน) เหล่าผู้แสวงบุญที่ขึ้นมาไหว้พระต่างทยอยแยกย้ายกันกลับลงไป
ชายชราซีเหมินเป่าจึงได้พาหลานชายซีเหมินอวี้ถัง เดินทางมาถึงหน้าประตูวัดเหลยอิน
บริเวณหน้าวัดเหลยอินนั้น เจ้าเสี่ยวเฮย หมาป่ามารจันทร์ทมิฬขนาดเท่าสุนัขโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ กำลังนอนหมอบตากแดดอยู่อย่างเกียจคร้าน
และบนหลังของมัน ก็มีฝ่าหลิง ศิษย์ตัวน้อยที่ดูราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบนั่งขี่อยู่
"หมาป่ามาร? วิญญาณภูต?"
ดวงตาของซีเหมินเป่าหรี่ลง พร้อมกับแค่นเสียงเย็นชาในใจ 'ที่แท้ก็เป็นลัทธิมารนอกรีต แหล่งซ่องสุมสิ่งโสมม! ถึงขั้นเลี้ยงดูปีศาจเอาไว้ในสถานที่เช่นนี้เชียวรึ!'
ปีศาจคือศัตรูคู่อาฆาตของเผ่าพันธุ์มนุษย์ นี่คือสัจธรรมที่ผู้คนทั่วหล้าต่างรู้แจ้ง
หากไม่ใช่เพราะปีศาจตรงหน้าไม่มีกลิ่นอายคาวเลือดของความชั่วร้าย เกรงว่าซีเหมินเป่าคงอดใจไม่ไหว ต้องลงมือสังหารมันทิ้งเสียเดี๋ยวนั้น
เมื่อสัมผัสได้ว่ามีคนแปลกหน้าสองคนเดินเข้ามา เจ้าเสี่ยวเฮยที่กำลังนอนตากแดดอยู่อย่างสบายใจก็ลุกพรวดขึ้นทันที
"โฮก... โฮก..."
เสียงคำรามต่ำดังลอดออกมาจากลำคอของมัน ขนทั่วร่างเริ่มยาวเฟื้อยออกมา เตรียมพร้อมที่จะกลายร่างเข้าสู่สถานะต่อสู้ในพริบตา
"เสี่ยวเฮย! ห้ามเสียมารยาท!"
ฝ่าหลิงกระโดดลงจากหลังหมาป่ามารอย่างคล่องแคล่ว แล้วตบลงที่หัวของมันเบาๆ หนึ่งที
จากนั้นเจ้าตัวน้อยก็หันไปพนมมือทำความเคารพซีเหมินเป่าและหลานชาย "ท่านทั้งสองคงเป็นแขกที่ท่านเจ้าอาวาสรออยู่กระมัง? ท่านเจ้าอาวาสได้สั่งความไว้แล้วว่าให้รอท่านทั้งสองอยู่ที่มหาวิหาร เชิญพวกท่านเข้าไปด้านในได้เลย"
แม้ซีเหมินเป่าจะไม่สบอารมณ์ที่เห็นพวกปีศาจและภูตผีเหล่านี้ แต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังอยู่ในถิ่นของผู้อื่น
ตราบใดที่ยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของอีกฝ่าย ก็ไม่ควรชิงลงมือแตกหัก นี่คือคุณสมบัติพื้นฐานของยอดสายลับผู้ช่ำชอง
ซีเหมินเป่าปรับสีหน้าให้เรียบเฉย พยักหน้าให้ฝ่าหลิงเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเท้าเดินตรงเข้าไปภายในวัดทันที
ภายในมหาวิหาร หลินอิงเซียงได้จัดเตรียมโต๊ะน้ำชาไว้เรียบร้อยแล้ว เขายังชงชาชั้นดีเอาไว้หนึ่งกา เตรียมพร้อมที่จะสนทนาประสาผู้กล้ากับผู้มาเยือน
ทว่าเหตุการณ์ต่อจากนั้น กลับดำเนินไปในทิศทางที่เหนือความคาดหมายของหลินอิงเซียงไปไกลลิบ
เมื่อเขาได้ยินเสียงผลักประตูเข้ามา เขาก็ยกกาน้ำชาขึ้นเตรียมจะรินชาต้อนรับตามมารยาท
แต่ทว่าเมื่อเขาหันหน้าไปมอง ร่างทั้งร่างกลับแข็งทื่ออยู่กับที่
เพราะข้อมูลที่ปรากฏขึ้นในเนตรธรรมของเขานั้น มันช่างน่าตื่นตะลึงจนเกินจะรับไหว
[ชื่อ: ซีเหมินเป่า]
[สถานะ: อดีตผู้ตรวจการบูรพาแห่งสำนักตรวจการต้าโจว, อดีตขุนนางบรรดาศักดิ์ป๋อ ราชทินนามเฉิงอี้แห่งราชวงศ์เซียนต้าโจว, ว่าที่ขุนนางบรรดาศักดิ์กง ตำแหน่งผู้ตรวจการ]
ระดับพลัง: [ระดับพลัง: ขอบเขตเทวะมนุษย์ ปรมาจารย์วิญญาณหยาง (บาดเจ็บสาหัส)]
......
ข้อมูลที่ปรากฏขึ้นในเนตรธรรม แทบจะทำให้ถ้วยชาและกาน้ำชาในมือของหลินอิงเซียงร่วงหล่นลงพื้น
เดิมทีเขาคิดว่าบุคคลที่หนุนหลังซีเหมินอวี้ถังอยู่นั้น อย่างมากที่สุดก็คงเป็นเพียงสายสืบสดับลมระดับนิลกาฬเท่านั้น
แต่ใครจะไปคาดคิดว่า ซีเหมินเป่าผู้นี้ จะเป็นถึงอดีตผู้ตรวจการบูรพาแห่งสำนักตรวจการ เป็นตัวตนระดับปรมาจารย์วิญญาณหยาง ผู้บรรลุขั้นรวมมนุษย์และสวรรค์เป็นหนึ่ง!
ผู้ตรวจการบูรพานั้นยิ่งใหญ่เพียงใด คนทั่วไปอาจจะไม่ตระหนักรู้
แต่หลินอิงเซียง ผู้ซึ่งรู้ตัวว่าถูกสำนักตรวจการเพ่งเล็งมาสักพัก ย่อมทำการบ้านศึกษาข้อมูลมาเป็นอย่างดีในช่วงวันที่ผ่านมา
สำนักตรวจการ ในฐานะหนึ่งในสามหน่วยงานหลักที่คอยพิทักษ์ราชวงศ์เซียนต้าโจว ระดับล่างสุดคือสายสืบสดับลมฝึกหัด ซึ่งถือเป็นเพียงลูกจ้างชั่วคราวเท่านั้น
สูงขึ้นไปอีกขั้น คือสายสืบสดับลมตัวจริง ซึ่งแบ่งออกเป็นสี่ระดับ ได้แก่ นภา, ปฐพี, นิลกาฬ และทองเหลือง
และต้องสูงขึ้นไปกว่านั้นอีก จึงจะเป็นระดับผู้ตรวจการ
สำนักตรวจการแห่งต้าโจวมีผู้ตรวจการใหญ่สี่ทิศ คือ บูรพา, ทักษิณ, ประจิม และอุดร แยกย้ายกันดูแลรับผิดชอบการสืบข่าวสารในแต่ละทิศทั่วแผ่นดินต้าโจว
หากหลินอิงเซียงเข้าร่วมกับสำนักตรวจการในตอนนี้ อย่างมากที่สุดเขาก็คงเป็นได้แค่สายสืบสดับลมระดับนิลกาฬเท่านั้น
ห่างไกลจากตำแหน่งผู้ตรวจการถึงหนึ่งแสนแปดหมื่นลี้
ระดับขอบเขตเทวะมนุษย์ ปรมาจารย์วิญญาณหยาง!
นี่คือตัวตนที่เพียงแค่ตบเบาๆ ทีเดียว หลินอิงเซียงก็คงแหลกสลายคามือ!
ซู่... ซู่...
หลินอิงเซียงยืนตะลึงงันอยู่กับที่ ในขณะที่น้ำชาจากกาในมือยังคงรินไหลออกมาจนล้นถ้วย เจิ่งนองเปียกชุ่มไปทั้งมือของเขาและพื้นโต๊ะ
ซีเหมินเป่าขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางเอ่ยขึ้น "วิธีการรับแขกของท่านปรมาจารย์หลิงอินช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก หรือท่านต้องการให้ผู้เฒ่าอย่างข้าดื่มน้ำชาบนโต๊ะและบนพื้นกระนั้นหรือ?"
หลินอิงเซียงเพิ่งจะได้สติกลับคืนมา แต่เขาไม่อาจยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเพราะความตกใจนี้ได้
ยิ่งคู่ต่อสู้ร้ายกาจเพียงใด หลินอิงเซียงยิ่งต้องไม่ให้อีกฝ่ายมองเห็นความตื้นลึกหนาบางของตน ทางที่ดีที่สุดคือต้องแสร้งทำตัวให้ดูลึกลับซับซ้อนเข้าไว้ จึงจะมีคุณสมบัติพอที่จะเจรจากับอีกฝ่ายต่อไปได้
"อมิตาพุทธ น้ำชาถ้วยนี้ อาตมาตั้งใจรินให้โยมซีเหมินจริงๆ"
หลินอิงเซียงค่อยๆ วางถ้วยชาในมือลง ใบหน้ายังคงเปื้อนยิ้มอย่างลึกลับยากจะคาดเดา "เมื่อน้ำชาถูกรินจนเต็มแล้ว ก็ถึงเวลาที่ควรจะปล่อยวาง หากยังฝืนรินต่อไป น้ำที่ล้นออกมาก็จะลวกมือเอาได้ โยมซีเหมินคิดว่าวาจาของอาตมาถูกต้องหรือไม่?"
"วาจาของท่านปรมาจารย์แฝงนัยยะลึกซึ้งเสียจริง!"
ดวงตาของซีเหมินเป่าทอประกายวาววับ เขาเดินตรงเข้ามาหาหลินอิงเซียง แล้วทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างไม่เกรงใจ
"ท่านปรมาจารย์หลิงอินกำลังเตือนข้าอยู่หรือ? แล้วถ้าหากผู้เฒ่าอย่างข้าไม่ยอมปล่อยมือเล่า?"
หลินอิงเซียงหัวเราะเบาๆ "ท่านผู้เฒ่าซีเหมินย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าตนเองต้องการสิ่งใด การจะให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ท่านปราถนา แล้วมาสร้างความลำบากใจให้กับอาตมานั้นรังแต่จะไร้ประโยชน์ ไม่แน่ว่าในวันหน้า อาตมาอาจจะเป็นผู้ยื่นมือเข้าช่วยท่านผู้เฒ่าซีเหมินให้สมหวังก็เป็นได้"
คราวนี้ ซีเหมินเป่าถึงกับตกตะลึงจนนิ่งอึ้งไปจริงๆ
ยิ่งหลินอิงเซียงพูดจาเป็นปริศนาจับต้นชนปลายไม่ถูกมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าหลินอิงเซียงนั้นลึกล้ำสุดหยั่งคาด
บางครั้งการหลอกลวงยอดฝีมือ กลับทำได้ง่ายดายกว่าการหลอกคนธรรมดาเสียอีก
เพราะยิ่งเป็นยอดฝีมือ ก็ยิ่งมีความคิดซับซ้อน ชอบคิดวิเคราะห์ไปไกล บ่อยครั้งเพียงแค่คำพูดเรียบง่ายประโยคเดียว ก็สามารถทำให้พวกเขาเก็บไปคิดตีความได้มากมายก่ายกอง
ยิ่งไปกว่านั้น หลินอิงเซียงก็ไม่ได้พูดจามั่วซั่วไปเรื่อยเปื่อย แต่เขาล่วงรู้ข้อมูลสำคัญบางอย่างผ่านทางเนตรธรรมจริงๆ
ท่าทีของซีเหมินเป่าดูอ่อนลงกว่าเมื่อครู่มาก เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ท่านปรมาจารย์รู้หรือว่าสิ่งที่ข้าต้องการคืออะไร?"
"อมิตาพุทธ!"
หลินอิงเซียงใช้นิ้วจุ่มน้ำชาที่นองอยู่บนโต๊ะ แล้วบรรจงเขียนตัวอักษรสองคำลงบนพื้นโต๊ะ
ผู้ตรวจการ!
ทันทีที่สองคำนี้ปรากฏขึ้น ซีเหมินเป่าแทบจะกระโดดตัวลอยด้วยความตกใจ
"ท่านปรมาจารย์... ท่านรู้อะไรมามากน้อยเพียงใดกันแน่?"
"สิ่งที่ควรรู้ อาตมารู้ สิ่งที่ไม่ควรรู้ อาตมาก็ไม่รู้ บางทีอาจจะเป็นดั่งที่อาตมาได้กล่าวไป สักวันหนึ่ง อาตมาอาจจะช่วยเหลือท่านผู้เฒ่าซีเหมินได้บ้างไม่มากก็น้อย ท่านผู้เฒ่าคิดเห็นเช่นไร?"
ซีเหมินเป่าจ้องมองหลินอิงเซียงอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะค่อยๆ พยักหน้าช้าๆ "ท่านปรมาจารย์กล่าวได้ถูกต้อง เป็นข้าเองที่มีตาหามีแววไม่"
เขาเรียกซีเหมินอวี้ถัง เตรียมตัวจะหันหลังกลับ แต่สุดท้ายก็หยุดฝีเท้า แล้วเอ่ยกับหลินอิงเซียงโดยไม่หันกลับมามอง "ท่านปรมาจารย์วางใจเถิด นับจากนี้ไปสำนักตรวจการแห่งอาณาจักรชีสุ่ยล้วนอยู่ภายใต้การบัญชาของข้า สำหรับข้อมูลของท่านและวัดเหลยอิน ข้าขอรับรองว่าจะเขียนรายงานให้เป็นที่พอใจของท่านอย่างแน่นอน"
"ข้าเพียงหวังว่า หากมีวันที่ข้าต้องการความช่วยเหลือจากท่านจริงๆ ขอให้ท่านปรมาจารย์เห็นแก่หน้าข้าในวันนี้ ยื่นมือเข้าช่วยข้าสักครั้งเถิด!"