- หน้าแรก
- วิหารเทพกระดูก
- บทที่ 76 - ความเปลี่ยนแปลงของซือเม่ย
บทที่ 76 - ความเปลี่ยนแปลงของซือเม่ย
บทที่ 76 - ความเปลี่ยนแปลงของซือเม่ย
บทที่ 76 - ความเปลี่ยนแปลงของซือเม่ย
☆☆☆☆☆
ระว่างที่รออาจารย์มารับ
หนิงจู๋ขอยายถังเข้าไปใช้ห้องสงบสติอารมณ์เพื่อตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของตัวเองอย่างละเอียด
"สมุน ออกมา!"
วงเวทคู่ปรากฏขึ้นพร้อมกับทหารโครงกระดูกจิ๋วธรรมดาๆ สองตัวที่ก้าวออกมาตามคำเรียก
หนิงจู๋ร่ายมนตร์ซ้ำอีกครั้ง
มันยังคงเป็นอัญเชิญทวีคูณเหมือนเดิม ทำให้ตอนนี้มีโครงกระดูกสี่ตัวยืนอยู่ตรงหน้า
ถ้าเป็นเมื่อก่อนนี่คือขีดจำกัดสูงสุดแล้ว
เพราะเขาสามารถคุมทหารโครงกระดูกจิ๋วได้พร้อมกันแค่สี่ตัวเท่านั้น
แต่ทว่าคราวนี้หนิงจู๋ลองร่ายคาถาเป็นครั้งที่สามและมันก็ยังเป็นอัญเชิญทวีคูณอยู่ดี สรุปคือตอนนี้มีทหารโครงกระดูกถึงหกตัวมายืนรอรับคำสั่งอยู่ตรงหน้าเขาอย่างพร้อมเพรียง
"ทักษะอัญเชิญทหารโครงกระดูกจิ๋วระดับสำเร็จ..."
ไฟวิญญาณของหนิงจู๋สั่นไหวด้วยความตื่นเต้น
ตอนที่สู้ตายกับกระต่ายโลหิตนักล่าทักษะนี้มันมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแต่เขาไม่มีเวลามานั่งดู
พอได้มาทดสอบแบบเน้นๆ ถึงได้รู้ซึ้งถึงความโหดของมัน
นอกจากจะการันตีอัญเชิญทวีคูณร้อยเปอร์เซ็นต์และเพิ่มขีดจำกัดเป็นหกตัวแล้ว
การใช้พลังงานยังลดน้อยลงไปอีกมากด้วย
เรียกใช้งานทีไรมันแทบจะออกมาในพริบตาเดียวเหมือนแค่กะพริบตาก็เสร็จแล้ว
ถึงระดับเลเวลของพวกมันจะยังอยู่แค่สายพันธุ์ด้อยช่วงเริ่มต้นซึ่งดูเหมือนจะเป็นแค่ขนมหวานสำหรับศัตรูระดับเดียวกันก็ตาม
แต่ในสภาวะที่พลังวิญญาณเต็มเปี่ยม จำนวนกระดูกที่เขาเรียกออกมาได้มันมหาศาลมากจริงๆ
แถมพอคุมได้พร้อมกันถึงหกตัว ต่อให้ไม่ใช่รุ่นอัปเกรดแต่ถ้าเน้นรุมกินโต๊ะและคอยเรียกตัวใหม่มาเสริมทัพเรื่อยๆ เขาก็มีโอกาสสูงมากที่จะเก็บพวกสายพันธุ์ด้อยช่วงกลางที่ไม่เน้นความเร็วได้แบบไม่ยากเย็น
"ยุทธวิธีทะเลกระดูก เน้นปริมาณไม่เน้นคุณภาพสินะ..."
หนิงจู๋ค่อนข้างพอใจกับผลลัพธ์นี้
เขาเก็บโครงกระดูกสองตัวกลับเข้าวิหารไปก่อนจะเรียกไอ้ใหญ่ออกมาทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดอันดับหนึ่ง
"อ๊ะ... บะ!"
ไอ้ใหญ่ก้าวออกมาจากวงเวทแล้วรีบคุกเข่าลงกับพื้นทันที
ผ่านไปครึ่งเดือน ร่างกายที่เคยแตกหักของมันงอกออกมาสมบูรณ์นานแล้ว
พอได้เจอหนิงจู๋อีกครั้ง ไฟวิญญาณที่สุกใสของมันก็วูบไหวด้วยความดีใจสุดขีด
ราชาไม่ได้ทิ้งข้าน้อยไปจริงๆ ด้วย!
ราชายังมีชีวิตอยู่!
อ๊ะ บะ บะ!!
"หือ?"
หนิงจู๋มองไปที่แผงข้อมูลแล้วต้องทำหน้าประหลาดใจ
ไอ้ใหญ่เองก็มีความก้าวหน้าเหมือนกัน
ทักษะลูกเตะบดกระดูกเลื่อนระดับขึ้นเป็นขั้นเชี่ยวชาญแล้ว
เนื่องจากทุกครั้งที่ใช้ท่านี้มันจะต้องกลายเป็นโครงกระดูกพิการ หนิงจู๋เลยสั่งห้ามไม่ให้มันใช้ท่านี้พร่ำเพรื่อเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉินเสมอ
ไม่นึกเลยว่าผ่านไปเดือนครึ่ง ความชำนาญของท่านี้จะยังเพิ่มขึ้นมาได้เอง
ต้องยอมรับเลยว่าไอ้กระดูกตัวนี้มันพรสวรรค์สูงจริงๆ สมแล้วที่เป็นร่างสายพันธุ์พิเศษ
"ซือเม่ย ออกมาเร็วเข้า!"
หนิงจู๋เรียกสมุนสายพันธุ์พิเศษอีกตัวออกมา
ผ่านไปตั้งครึ่งเดือน ซือเม่ยคงหิวจนคลุ้มคลั่งไปแล้วมั้ง?
แต่พอลองคิดดูอีกที เนื้อบอสที่เธอกินไปมันสารอาหารสูงมาก แถมยังมีผลึกวิญญาณนั่นอีก คงไม่น่าย่อยหมดง่ายๆ หรอก
วูบ~
วงเวทเปิดออกพร้อมกับภาพของซือเม่ยที่นอนหมอบนิ่งอยู่กับพื้น
???
หนิงจู๋ลองเอามือลูบหัวดู
ลองบีบคอเบาๆ และลองจิ้มที่หลังดูด้วย
—ไม่มีการตอบสนองใดๆ ทั้งสิ้น
ซือเม่ยเป็นอะไรไปเนี่ย?
ปกติพวกซอมบี้ก็ต้องการการพักผ่อนบ้างแต่ไม่น่าจะหลับลึกขนาดนี้ไม่ใช่เหรอ?
หนิงจู๋ลองพลิกตัวเธอขึ้นมาดู
และเขาก็ต้องอึ้งกับภาพที่เห็น
บนใบหน้าซอมบี้ที่เน่าเฟะครึ่งหนึ่งนั้นมีรอยแดงจางๆ ปรากฏขึ้น แถมที่มุมปากยังมีรอยยิ้ม... แห่งความฟินติดอยู่ด้วย?
"อ๊ะ บะ?"
ไอ้ใหญ่เดินเข้ามาดมๆ ดูว่าซือเม่ยตายไปจริงๆ หรือเปล่า
พวกเราเป็นวิญญาณเหมือนกันนะ
ทำไมยัยนี่ถึงได้ขี้เกียจและชอบก่อเรื่องนักนะ?
ปกติเจอราชาไม่ยอมคุกเข่าให้ก็แย่พอแล้ว
นี่ราชาอุตส่าห์เรียกตัวออกมาใช้งานเพื่อเตรียมไปรบ ดันมานอนอู้อู้อยู่แบบนี้เนี่ยนะ?
"เอ๊ะ?"
หนิงจู๋เริ่มลังเล เขาเอาหัวกะโหลกเข้าไปใกล้ๆ ร่างกายของซือเม่ยเพื่อสัมผัสกลิ่นอายในระยะประชิด
ซ่า~ ซ่า~ ซ่าาา~~
ภายในร่างกายของซือเม่ยมีเสียงเหมือนน้ำไหลเบาๆ แว่วออกมา
มันให้ความรู้สึกเหมือนมีสายน้ำสีทองแห่งพลังชีวิตอันยิ่งใหญ่กำลังไหลพุ่งพล่านอยู่ภายในตัวเธอ
นี่มัน...
หนิงจู๋เริ่มมีสมมติฐานบางอย่างแวบเข้ามาในหัวและมันทำให้เขารู้สึกสับสนไม่น้อย
ผลึกวิญญาณเจ้าแห่งประตูมิตินี่มันคือสุดยอดของยาบำรุงที่หาที่ไหนไม่ได้จริงๆ
แต่ซือเม่ยดันกำลังเตรียมตัวเลื่อนระดับเป็นช่วงปลายเหมือนกับเขาเลยงั้นเหรอ?
แถมเธอดูจะสมบูรณ์กว่าเขาด้วยซ้ำ ไม่เหลือระยะห่างเพียงเส้นยาแดงผ่าแปดเหมือนเขาแล้ว เธอมาถึงจุดสูงสุดที่พร้อมจะข้ามเส้นแบ่งเขตระหว่างช่วงกลางและช่วงปลายได้ทุกเมื่อ
ปัญหาเดียวคือเธอไม่ได้ทะลวงระดับพรวดพราดแบบทีเดียวจบ ขั้นตอนการวิวัฒนาการของเธอมันค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปซึ่งน่าจะต้องใช้เวลาเป็นวันหรือเป็นสัปดาห์เลยทีเดียว
"ไอ้ใหญ่..."
หนิงจู๋หันไปมองเจ้าโครงกระดูกขาว:
"ตำแหน่งรุ่นพี่ของนายนี่ชักจะสั่นคลอนซะแล้วล่ะ..."
"อ๊ะ... บะ..."
ไอ้ใหญ่เริ่มเข้าใจความหมายของเรื่องระดับพลังและการวิวัฒนาการบ้างแล้ว
พอได้ยินราชาพูดด้วยน้ำเสียงเห็นใจแบบนั้น มันถึงกับแยกขากรรไกรค้างเหมือนฟ้าจะถล่มลงตรงหน้า
ยัยซอมบี้บ๊องนั่นเพิ่งจะมาแท้ๆ...
แถมยังอยู่ด้วยกันได้ไม่นานเท่าไหร่เลย...
แค่เพราะการรบครั้งก่อนได้สร้างผลงานไว้เยอะหน่อย...
ทำไม... ทำไมเธอถึงจะแซงหน้ามันไปได้แล้วล่ะ?!
"อ๊ะ บะ!"
ไอ้ใหญ่ลงไปนอนดิ้นคุกเข่าอ้อนวอนราชาอีกรอบ
มันขอร้องให้ราชาช่วยชี้ทางสว่างให้มันที
ขอแค่เก่งขึ้นได้
ต่อให้ต้องไปบุกน้ำลุยไฟที่ไหนมันก็ยอม!
ยอมสู้ถวายหัวเลยเอ้า!
"ก็ซือเม่ยน่ะพื้นฐานเดิมก็เป็นระดับช่วงกลางอยู่แล้วนี่นา"
"แถมยังกินจุ ย่อยไว ได้แทะเนื้อบอสและเขมือบผลึกวิญญาณเข้าไปทั้งก้อนอีก..."
หนิงจู๋เคาะหน้าผากกระดูกตัวเองพลางใช้ความคิด
ไม่ว่าจะคำนวณยังไง สิทธิพิเศษที่ซือเม่ยได้รับในตอนนี้ ไอ้ใหญ่ก็เทียบไม่ติดจริงๆ นั่นแหละ
"ใจเย็นๆ นะเราค่อยๆ ก้าวไปทีละก้าวแบบมั่นคงดีกว่า"
"ไม่ต้องห่วงหรอกฉันไม่ทิ้งนายแน่ เดี๋ยวพอกลับไปฉันจะลองดูแต้มความดีความชอบจากสภาอสูรว่าพอจะหาของดีๆ มาบำรุงนายได้บ้างไหม"
หนิงจู๋ให้คำมั่นสัญญา ส่วนไอ้ใหญ่ก็โขกหัวรัวๆ เหมือนกำลังขอบพระคุณราชาที่ยังเมตตาเห็นหัวมันอยู่บ้าง
"ส่วนหินก้อนนี้..."
หนิงจู๋เปิดกระเป๋าที่ยายถังเอามาให้ดู ในนั้นมีของใช้เบ็ดเตล็ดหลายอย่าง ทั้งเสื้อกันแดด เสบียงพกพา และยาสมานแผล
แต่มีของสองชิ้นที่ล้ำค่ามาก ชิ้นแรกคือ 'ไส้หลอดวุลแฟรมแสง' ที่ได้จากบ้านผีสิงซึ่งเขายังตัดใจขายไม่ลง
ส่วนอีกชิ้นคือ 'หินให้พร' ที่ดรอปมาจากกระต่ายโลหิตนักล่า
"ให้พรด้านความเร็ว... วิ่งเร็วปานสายฟ้า..."
"ถ้าฉันใช้เอง มันคงเป็นไอเทมหนีตายระดับพระเจ้าเลยล่ะ..."
"แต่ถ้าให้ซือเม่ยใช้ ในสภาวะได้รับพร เธอคงจะกลายเป็นนักฆ่ามือหนึ่งที่ว่องไวเหมือนลมกรดแน่ๆ..."
หนิงจู๋พิจารณาดูแล้วตัดสินใจว่าควรรอให้ชีวิตกลับเข้าที่เข้าทางก่อนค่อยไปปรึกษาที่สภาอสูรอีกที
อัญมณีปาฏิหาริย์ที่ได้มาไม่จำเป็นต้องรีบใช้เองเสมอไป
โดยเฉพาะไอเทมเสริมพลังชั่วคราวแบบนี้ที่ใช้ครั้งเดียวก็หายไป มันดูสิ้นเปลืองและไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
ปกติที่สภาอสูรจะมีรายการไอเทมหายากให้แลกเปลี่ยน ถ้าสามารถนำไปแลกหรือเพิ่มเงินเพื่อเปลี่ยนเป็นหินที่เหมาะกับตัวเองมากกว่านี้ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ฉลาดกว่า
"ก๊อก ก๊อก ก๊อก!"
เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น
หนิงจู๋เก็บไส้หลอดและหินให้พรลงกระเป๋า พร้อมกับเรียกไอ้ใหญ่และซือเม่ยกลับเข้าวิหารไปก่อนจะสลับร่างเป็นมนุษย์แล้วเปิดประตูออก
"อาจารย์หลิน?"
คนที่ยืนอยู่หน้าประตูคือหลินเยี่ยนเยี่ยนนั่นเอง
"โย่ พ่อฮีโร่หน้าใหม่ ดูหน้าตาผ่องใสดีนี่นา"
หลินเยี่ยนเยี่ยนกวาดสายตามองหนิงจู๋ตั้งแต่หัวจรดเท้าพลางฉีกยิ้มกว้าง:
"สายตาฉันนี่มันแหลมคมจริงๆ เลยนะเนี่ย"
"จากเด็กใหม่ที่เพิ่งเข้าสถาบันจนกลายเป็นคนดังไปทั่ว ชั่วพริบตาเดียวจริงๆ"
"นี่แค่ไปลุยประตูมิติครั้งที่สองก็ฟันบอสขาดกระจุย กู้สถานการณ์ช่วยชีวิตคนไว้ได้ตั้งเยอะ ข่าวเด็ดของเธอถึงกับได้ลงหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ในเมืองชั้นในเลยนะรู้ไหม"
"เอ่อ... ขนาดนั้นเลยเหรอครับ?" หนิงจู๋เริ่มทำตัวไม่ถูก
"เอาเถอะ กลับสถาบันเซิ่นโหลวกันก่อนดีกว่า"
หลินเยี่ยนเยี่ยนยิ้มอย่างมีเลศนัย "ทำตามกฎเดิมนะ ฉันจะบินพาไปเอง เดี๋ยวจะใช้ปีกบังแดดให้ด้วย"
ไม่กี่นาทีต่อมา บนท้องฟ้าเหนือเมืองชั้นนอกก็ปรากฏเหยี่ยวเหล็กทองคำตัวมหึมาโผบินอยู่
หนิงจู๋โดนกรงเล็บที่แข็งแรงคีบตัวลอยไปกลางอากาศเหมือนกำลังขี่เมฆหมอกทะยานฟ้าแต่มันไม่มีความรู้สึกปลอดภัยเลยสักนิด
"น่าเสียดายที่เธอพลาดการสอบประจำเดือนรอบที่แล้วไป เลยยังไม่ได้ฉายาว่านักเรียนตัวท็อปอย่างเป็นทางการ"
"แต่ก็มีข่าวดีอีกเรื่องมาทดแทนนะ คือเธอได้รับเลือกให้เข้า 'หน่วยฝึกพิเศษ' เรียบร้อยแล้ว ทางสถาบันจะจัดหาเสบียงคุณภาพสูงให้เธอใช้งานฟรีๆ และเธอยังสามารถเข้าใช้โรงฝึกทุกแห่งได้แบบไม่เสียเงินด้วย สิทธิพิเศษที่เธอได้รับตอนนี้เหนือกว่านักเรียนทั่วไปหลายขุมเลยล่ะ"
[จบแล้ว]