- หน้าแรก
- วิหารเทพกระดูก
- บทที่ 53 - วันที่ต้องอิจฉาสายอัญเชิญ
บทที่ 53 - วันที่ต้องอิจฉาสายอัญเชิญ
บทที่ 53 - วันที่ต้องอิจฉาสายอัญเชิญ
บทที่ 53 - วันที่ต้องอิจฉาสายอัญเชิญ
☆☆☆☆☆
ภายในรังหมูสามสี ทั้งสามคนยังคงเดินหน้าต่อไป
อุปสรรคสำคัญของที่นี่คือเนินเขาหินที่สูงต่ำสลับกันไปมา บนหินมีเหลี่ยมคมแหลมโตนับไม่ถ้วนที่ทำให้ปีนป่ายลำบาก แถมยังต้องคอยระวังไม่ให้โดนบาดจนเป็นแผลโดยไม่จำเป็นอีกด้วย
ไม่นานนัก หมูสามสีตัวที่สองก็พุ่งพรวดออกมา
ตามมาด้วยตัวที่สาม
สิ่งที่ต่างจากตัวแรกคือ หมูสองตัวนี้มีผิวหนังสีดำเป็นส่วนใหญ่ ส่วนสีแดงกับสีเขียวรวมกันยังไม่ถึงสามในสิบส่วนเลยด้วยซ้ำ
พรสวรรค์ 'หนังหมูสามสี'
สีแดงคือพลัง สีเขียวคือความเร็ว และสีดำคือพลังป้องกัน
หมูสองตัวนี้... หนังเหนียวและถึกเป็นพิเศษ
หนิงจู๋ไม่ได้สั่งให้เจ้าหมัดสิบหกกับเจ้าถีบสิบห้าเข้าไปสู้
เขาแบ่งเหยื่อให้ไอ้ใหญ่ตัวหนึ่ง และหลิ่วหงอีกตัวหนึ่ง
"ปัง!"
"กิ๊กกิ๊กก๊าก!"
การต่อสู้ทั้งสองฝั่งจบลงแบบม้วนเดียวจบ
ต่อให้หนังหมูจะหนาแค่ไหน แต่พอเจอระดับวิวัฒนาการที่ทิ้งห่างกันหนึ่งช่วงตัว ความต่างนี้มันก็ถึงขั้นคอขาดบาดตายได้เลย
หลังจากจบศึก
หนิงจู๋ขยับกรามล่างเผยรอยยิ้ม พลางเอ่ยปากชมไก่ยอดนักมวยก่อนว่า:
"ไม่เลว คราวนี้หูหมูเสียไปแค่ข้างเดียว ตับหมูแหลกไปหน่อย แต่กระดูกหางหมูยังสภาพกริ๊บ ถือว่าพัฒนาขึ้นเยอะนะเนี่ย"
หลิ่วหงเอากรงเล็บไก่ขูดพื้นดังแคร่กๆ
นี่มันคำชมจริงเปล่าเนี่ย? ทำไมฟังแล้วรู้สึกทะแม่งๆ วะ?
โธ่เอ๊ย! ต้องโทษไอ้หมูดำนี่แหละที่พลังป้องกันมันดันสูงเกินไปหน่อย ฟีลลิ่งตอนต่อยมันไม่เหมือนตัวเมื่อกี้ เธอเลยเผลอลงแรงหนักมือไปนิด!
หนิงจู๋ยิ้มขำ ไฟวิญญาณที่ฉายแววพอใจมองไปยังโครงกระดูกขาวโพลนข้างๆ
ไอ้ใหญ่เริ่มลงมือถ่ายเลือดหมูรอไว้แล้ว
ทั้งที่เขายังไม่ได้สั่งเลยด้วยซ้ำ
แหม... สอนง่ายสอนดียังกับผ้าพับไว้
แต่ว่า...
ตอนสู้เมื่อกี้มันก็ยังคุมแรงไม่อยู่เหมือนกัน
ชิ้นส่วนที่พอจะเก็บกู้ได้คงมีแค่หางหมูกับเครื่องในบางส่วน ส่วนหูหมูกับตับหมูโดนมันบี้จนกลายเป็นเศษเนื้อพังยับเยินไปเรียบร้อย
"พี่หนิง ถึงตาผมโชว์ฝีมือบ้างแล้ว!"
กงเล่อโหยวเบ่งกล้ามอกพลางขอเปลี่ยนหน้าที่
ถึงแม้ร่างวัวทรงพลังจะดูเหมือนเกิดมาเพื่อเป็นกรรมกรแบกหาม
แต่ไก่ยอดนักมวยเองก็ตัวบึ้กไม่แพ้กัน แถมพละกำลังก็เหลือเฟือ เธอเองก็น่าจะรับหน้าที่แบกสัมภาระและคุ้มกันของกลางได้เหมือนกันนั่นแหละ
"เอาอย่างนี้แล้วกัน อาวัว ไก่เหลือง พวกเธอสองคนคอยล่ามอนสเตอร์รอบตัวฉัน"
"ไอ้ใหญ่ นายไม่ต้องสู้แล้ว รับหน้าที่ชำแหละเก็บกู้ของอย่างเดียวพอ"
"ส่วนเรื่องสัมภาระและการคุ้มกัน... เจ้าหมัดสิบหก นายรับจ๊อบนี้ไป"
หนิงจู๋ส่งสัญญาณให้กงเล่อโหยวส่งกระสอบหนังงูมาให้
ท่ามกลางสายตาของมนุษย์วัวกับไก่เหลืองที่จ้องเขม็ง เขาเอาสัมภาระไปแขวนไว้บนไหล่ของทหารโครงกระดูกตัวจิ๋ว จากนั้นก็ตบไหล่มันเบาๆ พลางกำชับเสียงหนักแน่นว่า:
"จำไว้ กระดูกยังอยู่ กระเป๋าต้องอยู่"
"ถ้ากระเป๋าหายแต่กระดูกยังอยู่ นายโดนดีแน่!"
"อับบะ..."
เจ้าหมัดสิบหกฟังไม่รู้เรื่องหรอก แต่มันรับรู้ถึงคำสั่งพื้นฐานได้
ตอนนี้ลำดับความสำคัญอันดับหนึ่งคือการปกป้องหนิงจู๋ ซึ่งนี่เป็นโปรแกรมหลักที่ฝังอยู่ในไฟวิญญาณที่ไม่มีวันเปลี่ยน
ส่วนหน้าที่ปกป้องสัมภาระถูกตั้งเป็นอันดับสอง ซึ่งสูงกว่าชีวิตกระดูกของมันเองไปแล้วในตอนนี้
"เฮ้ย ทำแบบนี้ก็ได้เหรอ?" กงเล่อโหยวอึ้งไปเลย
"ก็นั่นสิ" หนิงจู๋บิดคอจนกระดูกลั่นกร๊อบ "ลูกน้องฉันไม่ได้มีไว้แค่สู้หรือไว้รับดาบแทนสักหน่อย"
"เด็กแบกของเกรดเอขนาดนี้จะไปหาที่ไหนได้อีก ถ้าตัวเดียวแบกไม่ไหวก็เรียกมาสองสามตัว ฉันคอยคุมให้ดีๆ หน่อยก็ไม่มีปัญหาแล้ว"
"...วันที่ต้องอิจฉาสายอัญเชิญมาถึงจนได้"
กงเล่อโหยวถลึงตาคูโตพลางกลืนน้ำลายด้วยความอิจฉาตาร้อน:
"พี่หนิง ผมรู้สึกว่าพี่คนเดียวก็เป็นตี้ได้ทั้งตี้แล้วล่ะ"
"จะมีพวกผมหรือไม่มีมันก็แทบไม่ต่างกันเลย"
"อ้อ จริงด้วย พี่เลื่อนระดับเป็นช่วงกลางแล้วต้องสำเร็จทักษะใหม่แน่ๆ มอนสเตอร์ระดับต่ำที่ใช้เวทย์อัญเชิญได้น่ะมีน้อยจะตาย กายมารของพี่หายากขนาดนี้ โอกาสได้สกิลใหม่ต้องสูงกว่าพวกผมแน่นอน..."
"สายตาแหลมคมขึ้นนี่นา..."
ไฟวิญญาณของหนิงจู๋วูบไหว พลางสารภาพออกมาตรงๆ ว่า: "กลัวว่ามันจะเหม็นจนพวกนายรับไม่ไหว เลยยังไม่อยากโชว์ไพ่ตายตอนนี้"
"เดินหน้ากันต่อเถอะ ในเวลาห้าวันต้องเผื่อเวลาเดินทางกลับสักวันหนึ่งด้วย เทียบกับจำนวนภารกิจที่เรารับมาแล้วจะมัวแต่อู้ไม่ได้เด็ดขาด"
"เหม็น?" กงเล่อโหยวเริ่มอยากรู้หนักกว่าเดิม
แต่ในเมื่อหนิงจู๋ไม่ยอมเฉลยรายละเอียด และหลิ่วหงเองก็ทำท่าทีเฉยเมยเหมือนไม่สนใจ เขาเลยจำใจต้องเลิกเซ้าซี้แล้วกลับมาโฟกัสกับงานตรงหน้าแทน
"อับบะ! อับบะ อับบะ!"
ในขณะที่คนสามคนกำลังคุยกัน
ไอ้ใหญ่ก้มหน้าก้มตาทำงานหนัก ทั้งชำแหละ ทั้งเก็บของ ยุ่งจนหัวหมุนไปหมด
แต่ทว่า เมื่อมันเอาของกลางที่เปื้อนเลือดมาส่งให้ถึงมือราชา และเห็นราชาขยับกรามยิ้มกว้างให้ด้วยความพอใจ มันก็รู้สึกมีไฟขึ้นมาทันที ราวกับมีประตูสู่โลกใบใหม่เปิดออกตรงหน้าไฟวิญญาณของมัน
จังหวะนั้นเอง แขกที่ไม่ได้รับเชิญก็โผล่มาป่วน
หมูสามสีตัวที่สี่พุ่งทะยานออกมาพร้อมอารมณ์ที่คุกรุ่นสุดขีด
คราวนี้เป็นหมูสีเขียวที่ถึงแม้จะมีหุ่นเหมือนถังแก๊ส แต่พอมันวิ่งด้วยความเร็วสูงจนเกิดเสียงลมหวีดหวิว รัศมีของมันก็น่าเกรงขามไม่น้อยเลยทีเดียว
กงเล่อโหยวเห็นเหยื่อแล้วคึกจัด เขาอ้าแขนเตรียมจะกระโจนเข้าใส่
ใครจะไปนึกว่าเจ้าหมูเขียวจะวิ่งผ่านเขาไปหน้าตาเฉย พุ่งตรงดิ่งไปหาไก่ยอดนักมวยแทน พร้อมกับใช้ทักษะพุ่งชนเต็มพิกัด... จนตัวเองไปชนเข้ากับเนินเขาหินเต็มแรง
"ไอ้หมูบื้อเอ๊ย"
ไก่ยอดนักมวยที่กระพือปีกบินหลบขึ้นไปบนฟ้าสูงกว่าสิบเมตร ค่อยๆ ร่อนลงมาอย่างนิ่มนวล
กระโดดโจมตีกลางเวหา —— นี่คือทักษะใหม่ที่เธอสำเร็จมาหลังจากเลื่อนระดับเป็นสายพันธุ์ด้อยช่วงกลาง
การจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัวทำให้เจ้าหมูเขียวเสียจังหวะ นอกจากหัวจะแตกเลือดอาบแล้ว ยังมึนงงจนเดินเซไปเซมา
"ระวังด้วย เจ้านี่เลเวลเท่าพวกเธอนะ" หนิงจู๋เตือน
ในรังหมูสามสี อัตราส่วนระหว่างระดับช่วงกลางกับช่วงเริ่มต้นเห็นว่าอยู่ที่ 1 ต่อ 2
พวกเขาเพิ่งบุกเข้ามาได้ไม่เท่าไหร่และยังเดินไปไม่ไกลมาก นึกไม่ถึงเลยว่าจะเจอระดับช่วงกลางเข้าให้แล้ว ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ลองเชิงเลยล่ะ
"มอออ!"
กงเล่อโหยวคำรามลั่น พลางหาจังหวะเข้าชาร์จกอดตูดหมูเขียวไว้แน่น
จากด้านข้าง หลิ่วหงเหวี่ยงหมัดหนักอัดเข้าใส่เบ้าตาหมูเขียวอย่างจัง
สองคนหนึ่งหมูพัวพันกันนัวเนีย
เจ้าหมูเขียวที่เสียความเร็วซึ่งเป็นจุดแข็งของมันไป สุดท้ายก็ดิ้นไม่หลุด
ส่วนผลตอบแทนที่วัวทรงพลังกับไก่ยอดนักมวยต้องจ่ายไป มีเพียงรอยถลอกบนหนังวัวสองจุดกับขนไก่ที่หลุดกระจายออกมาสามกระจุกเท่านั้น
"อับบะ..."
ไอ้ใหญ่ก้มลงชำแหละ ท่าทางอาจจะยังไม่ดูโปรคล่องแคล่วเท่าไหร่นัก แต่ก็ไม่ได้ดูเก้งก้างเหมือนตอนเริ่มงานตัวแรกแล้ว
กงเล่อโหยวเดินเข้ามาฉีกขาหมูข้างหนึ่ง แล้วกัดแทะเท้าหมูอย่างเอร็ดอร่อย
"สดๆ แบบนี้แหละรสชาติเด็ดสุด"
"เจ๊หลิ่ว กายมารเจ๊ก็เป็นพวกกินได้ทุกอย่างเหมือนกันไม่ใช่เหรอ? สนใจสักคำไหม?"
"เจ๊มีสกิล 'ระบบเผาผลาญดีเยี่ยม' แถมยังเป็นพวกกินเท่าไหร่ถ่ายเท่านั้น เดินไปถ่ายไปตลอดทางแบบนี้ ต้องคอยเติมพลังงานไว้ตลอดนะเจ๊"
ได้ยินเสียงโวยวายของกงเล่อโหยว หลิ่วหงก็ไม่ได้มีท่าทีขัดเขินอะไร เธอรับเท้าหมูครึ่งซีกไปจิกกินหน้าตาเฉย
ร่างกายมารก็แบบนี้แหละ มันได้รับสืบทอดทุกอย่างมาจากมอนสเตอร์ต้นฉบับ
มีความต้องการทางด้านอาหาร ก็ย่อมมีความต้องการด้านการขับถ่ายเป็นธรรมดา
รวมไปถึงการอาบน้ำ หรือการติดสัด... ทุกอย่างล้วนหลีกเลี่ยงไม่ได้
ยกเว้นแต่เพียงเรื่องเดียวคือ ร่างกายมารนั้นไม่สามารถให้กำเนิดทายาทได้ ซึ่งนี่คือความจริงที่รุ่นพี่นับไม่ถ้วนพยายามพิสูจน์และยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็นกฎเหล็กในวงการไปแล้ว
"เฮ้ย นั่นมันหญ้าเลือดหมูนี่นา พวกเรานี่ดวงดีชะมัด!"
หลังจากเดินต่อมาได้ครึ่งวัน หนิงจู๋ก็ค้นพบสมุนไพรสีแดงสดต้นหนึ่ง เขาหยิบอุปกรณ์ออกมาและค่อยๆ เด็ดมันอย่างระมัดระวัง
ไอ้ใหญ่มายืนอยู่ข้างๆ พลางจ้องมองทุกขั้นตอนอย่างตั้งใจ ไม่ยอมพลาดโอกาสที่จะเรียนรู้เลยแม้แต่นิดเดียว
"ครืนนนนน——"
พื้นดินเริ่มสั่นสะเทือนเบาๆ เหมือนมีฝูงสัตว์กำลังวิ่งห่อตะบึงมาทางนี้
สุนัขไม้เขียวตัวหนึ่งวิ่งหนีตายมาแบบไม่คิดชีวิต เห็นซอกเล็กซอกน้อยที่ไหนก็มุดแหลก นึกไม่ถึงเลยว่าพอเลี้ยวโค้งมาจะมาจ๊ะเอ๋กับโครงกระดูกสองตัวเข้าเต็มๆ
ตอนแรกมันมีแววตาระแวดระวังและหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด แต่พอตั้งสติได้และสัมผัสถึงออร่าได้ เขี้ยวหมาที่แยกขู่ก็ค่อยๆ หุบลง ก่อนจะตะโกนผ่านภาษาวิญญาณเสียงหลงว่า:
"เพื่อนๆ ร่วมอาชีพทุกคน เห็นทหารลาดตระเวนแถวนี้บ้างไหม? ช่วยตามคนมาช่วยด่วนเลยครับ!"
"ทางทิศใต้มีฝูงหมูสามสีฝูงใหญ่กำลังคลั่ง มีคนไปยิงลูกหมูตายไปหลายตัว ตอนนี้พ่อหมูกับแม่หมูมันบ้าเลือดกันหมดแล้ว พุ่งชนตี้อื่นกระจุยไปหลายตี้เลย! ตอนนี้สถานการณ์มันหลุดการควบคุมไปแล้วครับ!"
[จบแล้ว]