เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 52 - หัตถ์เทวะนักชำแหละ

บทที่ 52 - หัตถ์เทวะนักชำแหละ

บทที่ 52 - หัตถ์เทวะนักชำแหละ


บทที่ 52 - หัตถ์เทวะนักชำแหละ

☆☆☆☆☆

หลังจากอ่านแผนที่เสร็จ หนิงจู๋ก็สวมสายรัดข้อมือทันที

ภายใต้สายตาที่ดูเข้มงวดของเหล่าทหารยาม เขาพร้อมกับหลิ่วหงและกงเล่อโหยวก็ทยอยเดินข้ามประตูโค้งสามสีเข้าไป

"ฟุ่บ!"

รู้สึกเหมือนมีแรงต้านเล็กๆ ก่อนที่ภาพตรงหน้าจะมืดไปวูบหนึ่งแล้วกลับมาสว่างอีกครั้ง

สิ่งที่เห็นคือพื้นที่ที่เต็มไปด้วยหินรูปร่างประหลาด หินสีเขียวใต้เท้าทั้งหนาและแข็ง แถมยังให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกเหมือนสัมผัสโดนโลหะ

เบื้องหน้ามีภูเขาหินเตี้ยๆ สองลูกตั้งขนาบข้าง สูงประมาณยี่สิบสามสิบเมตร บีบให้เกิดเส้นทางขรุขระสามสายแยกออกจากกัน

พอเงยหน้ามองฟ้าก็เห็นแต่เมฆสีเทาครึ้ม ไม่มีทั้งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ แสงสลัวๆ ดูมัวซัวไปหมด อย่างน้อยถ้าไม่มีชุดกันแดดผิวก็คงไม่โดนเผาจนไหม้เกรียมล่ะนะ

"การบุกประตูมิติเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว"

หลิ่วหงมีสีหน้าจริงจัง "หนิงจู๋ นายเป็นสายเวทย์วิญญาณ ให้คอยคุมเชิงอยู่ข้างหลังหรือตรงกลางนะ หน้าที่ผู้บัญชาการกับคนสำรวจเส้นทางยกให้นายจัดการเลย"

หนิงจู๋พยักหน้าแล้วเปลี่ยนร่างกายมารทันที

ร่ายอาคมรอบแรก ทหารโครงกระดูกระดับแกร่งโผล่ออกมาหนึ่งตัว

ร่ายอาคมรอบสอง กระตุ้นอัญเชิญทวีคูณสำเร็จ ทหารโครงกระดูกระดับแกร่งอีกสองตัวก็ตามมาสมทบ

"กิ๊กกิ๊กก๊าก!"

หลิ่วหงเปลี่ยนร่างเป็นไก่ยอดนักมวย ขนทุกเส้นดูมันวาวเป็นประกาย สีเหลืองสดใสของเธอช่วยเติมพลังให้กับโลกที่แสนจืดชืดใบนี้ขึ้นมาทันตา

"มอออ!"

กงเล่อโหยวเปลี่ยนร่างเป็นวัวทรงพลัง

หัววัวที่ดูดุดันมีห่วงเหล็กคล้องจมูก ร่างกายท่อนล่างคล้ายมนุษย์ที่มีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ

เขาเอาหมัดซ้ายกระแทกฝ่ามือขวาจนเกิดเสียงดังปึกๆ ไฟแห่งการต่อสู้ในแววตามันพลุ่งพล่านจนแทบจะเก็บไม่อยู่

"อาวัว นายรับหน้าที่แบกของกับเป็นตัวแท็งก์นะ ส่วนไก่เหลืองรับหน้าที่เป็นกองหน้าสายบวก"

"จัดไปครับพี่หนิง ผมทำตามคำสั่งพี่ทุกอย่าง!"

วัวทรงพลังพ่นลมหายใจร้อนๆ ออกจากจมูกพลางก้าวขาหนาๆ ไปยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลังหนิงจู๋ เพื่อป้องกันไม่ให้มีมอนสเตอร์มาแอบตุ๋ยหลัง

ไก่ยอดนักมวยหันมาแยกเขี้ยวใส่หนิงจู๋ทีหนึ่งพลางพูดด้วยน้ำเสียงอาฆาตว่า "ฉันยอมให้เรียกไก่เหลืองดีกว่าโดนเรียกว่าไก่ทอดล่ะนะ"

"โอเค รหัสไก่เหลือง ยืนยันเรียบร้อย"

ไฟวิญญาณของหนิงจู๋วูบไหว เขาชี้นิ้วกระดูกไปข้างหน้า:

"เจ้าหมัดสิบหก เจ้าตบสิบเจ็ด เจ้าถีบสิบห้า เริ่มสำรวจทางได้"

"อับบะ..."

ทหารโครงกระดูกทั้งสามตัวทำตามคำสั่งราชันย์ แยกย้ายกันไปเดินตามทางเล็กๆ ทั้งสามสาย

ทางซ้ายกับทางขวาไม่มีอะไรผิดปกติ มีแต่ทางที่เจ้าตบสิบเจ็ดเดินเข้าไปนั่นแหละ ที่มีเสียงร้อง "กรู๊ๆ" ดังลั่นออกมา ก่อนจะมีหมูอ้วนตัวหนึ่งวิ่งพล่านออกมา

หมูตัวนี้ยาวเกือบสองเมตร สูงเมตรหนึ่ง ผิวหนังเป็นสีแดง ดำ และเขียวสลับกันไปมา แต่สีเขียวกับสีดำมีอยู่นิดเดียว ส่วนสีแดงล่อไปตั้งแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของร่างกาย

[พรสวรรค์]: หนังหมูสามสี / พลังหมูสารพัดนึก

"โอ้โห เจอหมูสามสีตั้งแต่เริ่มงานเลยแฮะ!"

กงเล่อโหยวรัวหมัดเข้าหากัน อยากจะกระโจนเข้าไปซัดใจจะขาด

แต่พอคิดได้ว่านี่คือการสู้แบบทีม ถ้าขยับมั่วซั่วเพื่อนร่วมทีมอาจจะตกอยู่ในอันตรายได้ เขาเลยข่มใจไว้นั่งดูเชิงอยู่เงียบๆ

"กรู๊ๆๆ!!"

หมูสามสีใช้ทักษะพุ่งชนเต็มพิกัด เจ้าตบสิบเจ็ดหลบไม่ทัน จมูกหมูขนาดใหญ่กระแทกเข้าที่กระดูกสันหลังจนหักสะบั้น ร่างแยกออกจากกันเป็นสองท่อนทันที

"กรู๊ๆๆๆ!!"

โดนปลุกจากฝันหวานแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนหรือหมูก็โมโหจัดทั้งนั้น

หมูสามสีไม่ยอมเลิกรา มันตามเข้าไปขวิดซ้ำจนร่างเจ้าตบสิบเจ็ดแหลกละเอียด ไฟวิญญาณในหัวกะโหลกที่แตกกระจายเกือบจะดับวูบลง

"ไก่เหลือง ระดับช่วงเริ่มต้น จัดการได้เลย"

"ฟึ่บ!" สิ้นเสียงสั่งของหนิงจู๋

ไก่ยอดนักมวยก็พุ่งชาร์จเข้าไป เหวี่ยงหมัดหนักๆ อัดเข้ากลางหน้าผากหมูสามสีอย่างจัง

หมูสามสีที่กำลังคลั่ง พุ่งชนมาด้วยความแรงราวกับถังแก๊สยักษ์

กลับโดนชกจนกระเด็นลอยละลิ่วไปกระแทกกับภูเขาหิน ร้องอู๊ดๆ อยู่พักใหญ่ก็ยังลุกไม่ขึ้น

"พี่ไก่เหลืองครับ เบามือนิดนึง"

"หมัดนี้ของพี่เนี่ย กระดูกหางหมูต้องพังยับแน่ๆ แถมตับหมูก็คงช้ำจนใช้การไม่ได้แล้วมั้ง"

วัวทรงพลังแสดงอาการเสียดายออกมาทางสีหน้าอย่างเห็นได้ชัด

ไก่ยอดนักมวยสูดหายใจเข้าลึก คราวนี้เธอไม่ได้ถลึงตาใส่ แต่กลับจ้องปีกของตัวเองพลางขมวดคิ้วคิดว่าควรจะออมแรงไว้แค่ไหนดี

"ไม่เป็นไร สู้ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ชินเอง"

หนิงจู๋อารมณ์ดี เขาตะโกนบอก:

"หูหมูยังสภาพดีอยู่ เดี๋ยวฉันจัดการเก็บกู้เอง"

"สิบหก สิบห้า มาช่วยกันหน่อย"

ได้ยินดังนั้น เจ้าหมัดสิบหกกับเจ้าถีบสิบห้าก็เดินเข้าหาอย่างว่าง่าย

พวกมันทำตามคำสั่ง เข้าไปรุมสกรัมหมูที่บาดเจ็บจนสลบเหมือด จากนั้นก็ใช้กรงเล็บกระดูกที่แหลมคมพยายามกรีดท้องหมูเพื่อถ่ายเลือดออก

ระหว่างทางเจ้าหมูสามสีดันทะลึ่งฟื้นขึ้นมาพยายามจะดิ้นสู้

หลิ่วหงเลยเดินมาซ้ำอีกหมัด คราวนี้มันนิ่งสนิทถาวร ไม่ขยับเขยื้อนอีกต่อไป

"ไม่ได้การล่ะ จะให้ฉันมานั่งชำแหละอยู่คนเดียวไม่ได้..."

"ต้องหาทางเพิ่มประสิทธิภาพกันหน่อย..."

หนิงจู๋มองดูทหารโครงกระดูกที่ทำหน้าเซ่อๆ ซ่าๆ แล้วหันไปมองวัวทรงพลังที่กำลังโชว์กล้ามแขน กับไก่ยอดนักมวยที่กำลังสะบัดหมัดไปมาเหมือนยังไม่สะใจ

สองคนนี้คะแนนวิชากายวิภาคศาสตร์ห่วยแตกสิ้นดี ถ้าฝากงานละเอียดแบบนี้ไว้กับพวกเขาล่ะก็ ชาตินี้ภารกิจคงไม่เสร็จแน่

"ไอ้ใหญ่ พวกเรามาลองพัฒนาศักยภาพใหม่ๆ ดูหน่อยไหม ลองปั้นนายให้เป็นนักชำแหละระดับโปรดูเป็นไง?"

หนิงจู๋เกิดไอเดียสุดบรรเจิดขึ้นมากะทันหัน

เพียงใช้ความคิดวูบเดียว ไอ้ใหญ่ที่กำลังนั่งแทะหัวกะโหลกอยู่ในสภาวิญญาณโครงกระดูกก็โผล่พรวดออกมากลางโลกความจริงด้วยสีหน้ามึนตึ๊บ

"อับบะ?" ┌(。Д。)┐

"อับบะ อับบะ!" ('▼皿▼)'

พอมันเห็นไก่ยอดนักมวยกับวัวทรงพลัง ไฟวิญญาณก็พุ่งพล่านทันที เตรียมพร้อมเปิดศึกตะลุมบอน

"พวกเดียวกันใจเย็นๆ"

หนิงจู๋เคาะซี่โครงมันไปทีหนึ่ง ก่อนจะใช้ปลายนิ้วกระดูกที่เปื้อนเลือดสอนวิธีถ่ายเลือดหมู วิธีเฉือนหูหมู และวิธีควักเครื่องในออกมาทีละขั้นตอน

ไอ้ใหญ่: ???

นึกว่าเรียกมาสู้?

ทำไมต้องมานั่งยำซากสัตว์สี่ขาที่ตายไปแล้วด้วยเนี่ย? หรือว่ามันแกล้งตายกันแน่?!

ไอ้ใหญ่ยังไม่เข้าใจหรอกว่าการทำมาหากินเลี้ยงปากท้องมันคืออะไร

แต่ในเมื่อเป็นบัญชาจากราชันย์ ต่อให้กะโหลกจะตึ๊บแค่ไหนมันก็จะตั้งใจเรียนรู้ให้ถึงที่สุด!

"ใช่แล้ว แบบนั้นแหละ"

"เฮ้ย! นายบีบตับหมูแตกหมดแล้ว เบามือหน่อยเสิวะ..."

ผ่านไปครึ่งชั่วโมง

หนิงจู๋รวบรวมหูหมูมาได้แค่คู่เดียว

ส่วนหางหมูกับตับหมูพังยับเยินจนเอาไปส่งภารกิจไม่ได้เลยแม้แต่ชิ้นเดียว

พวกหัวใจ ปอด และถุงลม... อวัยวะพวกนี้พอมีราคานิดๆ หน่อยๆ ก็นับเป็นเศษเงินเก็บไว้ขายเองได้

แต่ก็น่าเสียดายที่ความพยายามครั้งแรกของไอ้ใหญ่มันช่างงุ่มง่ามจนของเสียเกือบหมด

"พยายามต่อไป"

"เดินหน้าต่อเถอะ ล่ากันต่อ"

หนิงจู๋เก็บหูหมูกับเนื้อหัวหมูอีกประมาณยี่สิบชั่งใส่กระสอบหนังงูรักษาความเย็นแล้วโยนให้กงเล่อโหยว

กงเล่อโหยวรับมาแบกไว้บนบ่าชิลๆ น้ำหนักแค่นี้จิ๊บจ๊อยมากสำหรับเขา

แต่สายตาของเขายังคงจ้องมองหนิงจู๋กับไอ้ใหญ่ที่เดินอยู่ข้างๆ ปากวัวขยับพึมพำส่งภาษาวิญญาณออกมาว่า:

"พี่หนิง นี่คือหมัดเด็ดของพี่ใช่ไหมครับ?"

"ไอ้โครงกระดูกขาวที่ตบเจ๊หลิ่วคว่ำในวิชาพละคาบแรกก็คือตัวนี้ใช่ไหม?"

"ปิ๊งป่อง! ทายถูกเผงเลย แต่เสียใจด้วยนะไม่มีรางวัลให้" หนิงจู๋แสยะยิ้มตอบอย่างอารมณ์ดี

"มันมีสติปัญญาด้วยเหรอเนี่ย..."

"พระเจ้าช่วย ถ้าปั้นดีๆ นะ เรื่องความเก่งในการรบไว้ก่อนเถอะ แค่ไม่ต้องมานั่งชำแหละเก็บกู้เองเนี่ย ชีวิตก็สบายขึ้นเป็นกองเลยนะครับพี่..."

ใบหน้าวัวของกงเล่อโหยวฉายแววอิจฉาออกมาอย่างชัดเจน

กายมารของเขาสามมารถกำหมัดได้ก็จริงแต่มันหยาบกร้านเกินกว่าจะทำงานละเอียดแบบนี้ได้

ถ้าจะให้เปลี่ยนร่างกลับเป็นมนุษย์มาทำก็พอไหวอยู่ แต่ติดที่เขาเป็นคนอารมณ์ร้อนแถมไม่มีความอดทน งานเลยมักจะพังไม่เป็นท่าตลอด

แต่ทหารโครงกระดูกนี่มันคนละเรื่องเลย

มีโครงสร้างร่างมนุษย์ นิ้วยาวเรียว กรงเล็บแหลมคม...

แถมไม่กลัวทั้งการกัดกร่อน พิษร้าย หรือความสกปรก... เพราะมันไม่มีความรู้สึกเจ็บปวด แถมกระดูกยังหามาเปลี่ยนใหม่ได้ตลอด

นอกจากจะขยันขันแข็ง อึดถึกทน พละกำลังดีเยี่ยมแล้ว...

ที่สำคัญที่สุดคือเริ่มจะฉลาดขึ้นมาแล้วด้วย

นี่... นี่มันคือว่าที่หัตถ์เทวะนักชำแหละชัดๆ เลยนี่นา!

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 52 - หัตถ์เทวะนักชำแหละ

คัดลอกลิงก์แล้ว