- หน้าแรก
- วิหารเทพกระดูก
- บทที่ 52 - หัตถ์เทวะนักชำแหละ
บทที่ 52 - หัตถ์เทวะนักชำแหละ
บทที่ 52 - หัตถ์เทวะนักชำแหละ
บทที่ 52 - หัตถ์เทวะนักชำแหละ
☆☆☆☆☆
หลังจากอ่านแผนที่เสร็จ หนิงจู๋ก็สวมสายรัดข้อมือทันที
ภายใต้สายตาที่ดูเข้มงวดของเหล่าทหารยาม เขาพร้อมกับหลิ่วหงและกงเล่อโหยวก็ทยอยเดินข้ามประตูโค้งสามสีเข้าไป
"ฟุ่บ!"
รู้สึกเหมือนมีแรงต้านเล็กๆ ก่อนที่ภาพตรงหน้าจะมืดไปวูบหนึ่งแล้วกลับมาสว่างอีกครั้ง
สิ่งที่เห็นคือพื้นที่ที่เต็มไปด้วยหินรูปร่างประหลาด หินสีเขียวใต้เท้าทั้งหนาและแข็ง แถมยังให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกเหมือนสัมผัสโดนโลหะ
เบื้องหน้ามีภูเขาหินเตี้ยๆ สองลูกตั้งขนาบข้าง สูงประมาณยี่สิบสามสิบเมตร บีบให้เกิดเส้นทางขรุขระสามสายแยกออกจากกัน
พอเงยหน้ามองฟ้าก็เห็นแต่เมฆสีเทาครึ้ม ไม่มีทั้งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ แสงสลัวๆ ดูมัวซัวไปหมด อย่างน้อยถ้าไม่มีชุดกันแดดผิวก็คงไม่โดนเผาจนไหม้เกรียมล่ะนะ
"การบุกประตูมิติเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว"
หลิ่วหงมีสีหน้าจริงจัง "หนิงจู๋ นายเป็นสายเวทย์วิญญาณ ให้คอยคุมเชิงอยู่ข้างหลังหรือตรงกลางนะ หน้าที่ผู้บัญชาการกับคนสำรวจเส้นทางยกให้นายจัดการเลย"
หนิงจู๋พยักหน้าแล้วเปลี่ยนร่างกายมารทันที
ร่ายอาคมรอบแรก ทหารโครงกระดูกระดับแกร่งโผล่ออกมาหนึ่งตัว
ร่ายอาคมรอบสอง กระตุ้นอัญเชิญทวีคูณสำเร็จ ทหารโครงกระดูกระดับแกร่งอีกสองตัวก็ตามมาสมทบ
"กิ๊กกิ๊กก๊าก!"
หลิ่วหงเปลี่ยนร่างเป็นไก่ยอดนักมวย ขนทุกเส้นดูมันวาวเป็นประกาย สีเหลืองสดใสของเธอช่วยเติมพลังให้กับโลกที่แสนจืดชืดใบนี้ขึ้นมาทันตา
"มอออ!"
กงเล่อโหยวเปลี่ยนร่างเป็นวัวทรงพลัง
หัววัวที่ดูดุดันมีห่วงเหล็กคล้องจมูก ร่างกายท่อนล่างคล้ายมนุษย์ที่มีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ
เขาเอาหมัดซ้ายกระแทกฝ่ามือขวาจนเกิดเสียงดังปึกๆ ไฟแห่งการต่อสู้ในแววตามันพลุ่งพล่านจนแทบจะเก็บไม่อยู่
"อาวัว นายรับหน้าที่แบกของกับเป็นตัวแท็งก์นะ ส่วนไก่เหลืองรับหน้าที่เป็นกองหน้าสายบวก"
"จัดไปครับพี่หนิง ผมทำตามคำสั่งพี่ทุกอย่าง!"
วัวทรงพลังพ่นลมหายใจร้อนๆ ออกจากจมูกพลางก้าวขาหนาๆ ไปยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลังหนิงจู๋ เพื่อป้องกันไม่ให้มีมอนสเตอร์มาแอบตุ๋ยหลัง
ไก่ยอดนักมวยหันมาแยกเขี้ยวใส่หนิงจู๋ทีหนึ่งพลางพูดด้วยน้ำเสียงอาฆาตว่า "ฉันยอมให้เรียกไก่เหลืองดีกว่าโดนเรียกว่าไก่ทอดล่ะนะ"
"โอเค รหัสไก่เหลือง ยืนยันเรียบร้อย"
ไฟวิญญาณของหนิงจู๋วูบไหว เขาชี้นิ้วกระดูกไปข้างหน้า:
"เจ้าหมัดสิบหก เจ้าตบสิบเจ็ด เจ้าถีบสิบห้า เริ่มสำรวจทางได้"
"อับบะ..."
ทหารโครงกระดูกทั้งสามตัวทำตามคำสั่งราชันย์ แยกย้ายกันไปเดินตามทางเล็กๆ ทั้งสามสาย
ทางซ้ายกับทางขวาไม่มีอะไรผิดปกติ มีแต่ทางที่เจ้าตบสิบเจ็ดเดินเข้าไปนั่นแหละ ที่มีเสียงร้อง "กรู๊ๆ" ดังลั่นออกมา ก่อนจะมีหมูอ้วนตัวหนึ่งวิ่งพล่านออกมา
หมูตัวนี้ยาวเกือบสองเมตร สูงเมตรหนึ่ง ผิวหนังเป็นสีแดง ดำ และเขียวสลับกันไปมา แต่สีเขียวกับสีดำมีอยู่นิดเดียว ส่วนสีแดงล่อไปตั้งแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของร่างกาย
[พรสวรรค์]: หนังหมูสามสี / พลังหมูสารพัดนึก
"โอ้โห เจอหมูสามสีตั้งแต่เริ่มงานเลยแฮะ!"
กงเล่อโหยวรัวหมัดเข้าหากัน อยากจะกระโจนเข้าไปซัดใจจะขาด
แต่พอคิดได้ว่านี่คือการสู้แบบทีม ถ้าขยับมั่วซั่วเพื่อนร่วมทีมอาจจะตกอยู่ในอันตรายได้ เขาเลยข่มใจไว้นั่งดูเชิงอยู่เงียบๆ
"กรู๊ๆๆ!!"
หมูสามสีใช้ทักษะพุ่งชนเต็มพิกัด เจ้าตบสิบเจ็ดหลบไม่ทัน จมูกหมูขนาดใหญ่กระแทกเข้าที่กระดูกสันหลังจนหักสะบั้น ร่างแยกออกจากกันเป็นสองท่อนทันที
"กรู๊ๆๆๆ!!"
โดนปลุกจากฝันหวานแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนหรือหมูก็โมโหจัดทั้งนั้น
หมูสามสีไม่ยอมเลิกรา มันตามเข้าไปขวิดซ้ำจนร่างเจ้าตบสิบเจ็ดแหลกละเอียด ไฟวิญญาณในหัวกะโหลกที่แตกกระจายเกือบจะดับวูบลง
"ไก่เหลือง ระดับช่วงเริ่มต้น จัดการได้เลย"
"ฟึ่บ!" สิ้นเสียงสั่งของหนิงจู๋
ไก่ยอดนักมวยก็พุ่งชาร์จเข้าไป เหวี่ยงหมัดหนักๆ อัดเข้ากลางหน้าผากหมูสามสีอย่างจัง
หมูสามสีที่กำลังคลั่ง พุ่งชนมาด้วยความแรงราวกับถังแก๊สยักษ์
กลับโดนชกจนกระเด็นลอยละลิ่วไปกระแทกกับภูเขาหิน ร้องอู๊ดๆ อยู่พักใหญ่ก็ยังลุกไม่ขึ้น
"พี่ไก่เหลืองครับ เบามือนิดนึง"
"หมัดนี้ของพี่เนี่ย กระดูกหางหมูต้องพังยับแน่ๆ แถมตับหมูก็คงช้ำจนใช้การไม่ได้แล้วมั้ง"
วัวทรงพลังแสดงอาการเสียดายออกมาทางสีหน้าอย่างเห็นได้ชัด
ไก่ยอดนักมวยสูดหายใจเข้าลึก คราวนี้เธอไม่ได้ถลึงตาใส่ แต่กลับจ้องปีกของตัวเองพลางขมวดคิ้วคิดว่าควรจะออมแรงไว้แค่ไหนดี
"ไม่เป็นไร สู้ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ชินเอง"
หนิงจู๋อารมณ์ดี เขาตะโกนบอก:
"หูหมูยังสภาพดีอยู่ เดี๋ยวฉันจัดการเก็บกู้เอง"
"สิบหก สิบห้า มาช่วยกันหน่อย"
ได้ยินดังนั้น เจ้าหมัดสิบหกกับเจ้าถีบสิบห้าก็เดินเข้าหาอย่างว่าง่าย
พวกมันทำตามคำสั่ง เข้าไปรุมสกรัมหมูที่บาดเจ็บจนสลบเหมือด จากนั้นก็ใช้กรงเล็บกระดูกที่แหลมคมพยายามกรีดท้องหมูเพื่อถ่ายเลือดออก
ระหว่างทางเจ้าหมูสามสีดันทะลึ่งฟื้นขึ้นมาพยายามจะดิ้นสู้
หลิ่วหงเลยเดินมาซ้ำอีกหมัด คราวนี้มันนิ่งสนิทถาวร ไม่ขยับเขยื้อนอีกต่อไป
"ไม่ได้การล่ะ จะให้ฉันมานั่งชำแหละอยู่คนเดียวไม่ได้..."
"ต้องหาทางเพิ่มประสิทธิภาพกันหน่อย..."
หนิงจู๋มองดูทหารโครงกระดูกที่ทำหน้าเซ่อๆ ซ่าๆ แล้วหันไปมองวัวทรงพลังที่กำลังโชว์กล้ามแขน กับไก่ยอดนักมวยที่กำลังสะบัดหมัดไปมาเหมือนยังไม่สะใจ
สองคนนี้คะแนนวิชากายวิภาคศาสตร์ห่วยแตกสิ้นดี ถ้าฝากงานละเอียดแบบนี้ไว้กับพวกเขาล่ะก็ ชาตินี้ภารกิจคงไม่เสร็จแน่
"ไอ้ใหญ่ พวกเรามาลองพัฒนาศักยภาพใหม่ๆ ดูหน่อยไหม ลองปั้นนายให้เป็นนักชำแหละระดับโปรดูเป็นไง?"
หนิงจู๋เกิดไอเดียสุดบรรเจิดขึ้นมากะทันหัน
เพียงใช้ความคิดวูบเดียว ไอ้ใหญ่ที่กำลังนั่งแทะหัวกะโหลกอยู่ในสภาวิญญาณโครงกระดูกก็โผล่พรวดออกมากลางโลกความจริงด้วยสีหน้ามึนตึ๊บ
"อับบะ?" ┌(。Д。)┐
"อับบะ อับบะ!" ('▼皿▼)'
พอมันเห็นไก่ยอดนักมวยกับวัวทรงพลัง ไฟวิญญาณก็พุ่งพล่านทันที เตรียมพร้อมเปิดศึกตะลุมบอน
"พวกเดียวกันใจเย็นๆ"
หนิงจู๋เคาะซี่โครงมันไปทีหนึ่ง ก่อนจะใช้ปลายนิ้วกระดูกที่เปื้อนเลือดสอนวิธีถ่ายเลือดหมู วิธีเฉือนหูหมู และวิธีควักเครื่องในออกมาทีละขั้นตอน
ไอ้ใหญ่: ???
นึกว่าเรียกมาสู้?
ทำไมต้องมานั่งยำซากสัตว์สี่ขาที่ตายไปแล้วด้วยเนี่ย? หรือว่ามันแกล้งตายกันแน่?!
ไอ้ใหญ่ยังไม่เข้าใจหรอกว่าการทำมาหากินเลี้ยงปากท้องมันคืออะไร
แต่ในเมื่อเป็นบัญชาจากราชันย์ ต่อให้กะโหลกจะตึ๊บแค่ไหนมันก็จะตั้งใจเรียนรู้ให้ถึงที่สุด!
"ใช่แล้ว แบบนั้นแหละ"
"เฮ้ย! นายบีบตับหมูแตกหมดแล้ว เบามือหน่อยเสิวะ..."
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง
หนิงจู๋รวบรวมหูหมูมาได้แค่คู่เดียว
ส่วนหางหมูกับตับหมูพังยับเยินจนเอาไปส่งภารกิจไม่ได้เลยแม้แต่ชิ้นเดียว
พวกหัวใจ ปอด และถุงลม... อวัยวะพวกนี้พอมีราคานิดๆ หน่อยๆ ก็นับเป็นเศษเงินเก็บไว้ขายเองได้
แต่ก็น่าเสียดายที่ความพยายามครั้งแรกของไอ้ใหญ่มันช่างงุ่มง่ามจนของเสียเกือบหมด
"พยายามต่อไป"
"เดินหน้าต่อเถอะ ล่ากันต่อ"
หนิงจู๋เก็บหูหมูกับเนื้อหัวหมูอีกประมาณยี่สิบชั่งใส่กระสอบหนังงูรักษาความเย็นแล้วโยนให้กงเล่อโหยว
กงเล่อโหยวรับมาแบกไว้บนบ่าชิลๆ น้ำหนักแค่นี้จิ๊บจ๊อยมากสำหรับเขา
แต่สายตาของเขายังคงจ้องมองหนิงจู๋กับไอ้ใหญ่ที่เดินอยู่ข้างๆ ปากวัวขยับพึมพำส่งภาษาวิญญาณออกมาว่า:
"พี่หนิง นี่คือหมัดเด็ดของพี่ใช่ไหมครับ?"
"ไอ้โครงกระดูกขาวที่ตบเจ๊หลิ่วคว่ำในวิชาพละคาบแรกก็คือตัวนี้ใช่ไหม?"
"ปิ๊งป่อง! ทายถูกเผงเลย แต่เสียใจด้วยนะไม่มีรางวัลให้" หนิงจู๋แสยะยิ้มตอบอย่างอารมณ์ดี
"มันมีสติปัญญาด้วยเหรอเนี่ย..."
"พระเจ้าช่วย ถ้าปั้นดีๆ นะ เรื่องความเก่งในการรบไว้ก่อนเถอะ แค่ไม่ต้องมานั่งชำแหละเก็บกู้เองเนี่ย ชีวิตก็สบายขึ้นเป็นกองเลยนะครับพี่..."
ใบหน้าวัวของกงเล่อโหยวฉายแววอิจฉาออกมาอย่างชัดเจน
กายมารของเขาสามมารถกำหมัดได้ก็จริงแต่มันหยาบกร้านเกินกว่าจะทำงานละเอียดแบบนี้ได้
ถ้าจะให้เปลี่ยนร่างกลับเป็นมนุษย์มาทำก็พอไหวอยู่ แต่ติดที่เขาเป็นคนอารมณ์ร้อนแถมไม่มีความอดทน งานเลยมักจะพังไม่เป็นท่าตลอด
แต่ทหารโครงกระดูกนี่มันคนละเรื่องเลย
มีโครงสร้างร่างมนุษย์ นิ้วยาวเรียว กรงเล็บแหลมคม...
แถมไม่กลัวทั้งการกัดกร่อน พิษร้าย หรือความสกปรก... เพราะมันไม่มีความรู้สึกเจ็บปวด แถมกระดูกยังหามาเปลี่ยนใหม่ได้ตลอด
นอกจากจะขยันขันแข็ง อึดถึกทน พละกำลังดีเยี่ยมแล้ว...
ที่สำคัญที่สุดคือเริ่มจะฉลาดขึ้นมาแล้วด้วย
นี่... นี่มันคือว่าที่หัตถ์เทวะนักชำแหละชัดๆ เลยนี่นา!
[จบแล้ว]