- หน้าแรก
- วิหารเทพกระดูก
- บทที่ 27 - บ้านผีสิงเสียงหวีดสยอง
บทที่ 27 - บ้านผีสิงเสียงหวีดสยอง
บทที่ 27 - บ้านผีสิงเสียงหวีดสยอง
บทที่ 27 - บ้านผีสิงเสียงหวีดสยอง
☆☆☆☆☆
“ขำโฮก มีคนจากห้องเยี่ยอิ๋นสิบสองทำเป็นซ่า เดินตัวปลิวเข้าไปแล้วโดนหามออกมาในสภาพนอนมาเลยทีเดียว!”
“มีข่าววงในบอกว่าสวี่หลีเฮ่าจากห้องโจ้วจินห้องสามกำลังท้าทาย ‘ตึกเหล็กกล้า’ อยู่ล่ะ!”
“หยางเสวียนจากห้องโจ้วจินห้องสองผ่านด่าน ‘หอคอยยอดรัก’ ได้แล้ว ร่างอสูรจิ้งจอกเสน่ห์ของเธอถือโอกาสทะลวงขึ้นสู่ระดับสายพันธุ์ด้อยช่วงกลางไปเรียบร้อยแล้วด้วย เธอจะกลายเป็นดาวเด่นคนต่อไปหรือเปล่านะ? ต้องรอดูกันต่อไป!”
...
ในเขตเรือนทดสอบตอนนี้คึกคักเหมือนตลาดนัดไม่มีผิด
หนิงจู๋กางร่มไม้ไผ่เดินทอดน่องไปทั่ว
เนื่องจากเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ พวกรุ่นพี่และเพื่อนร่วมรุ่นจากห้องเยี่ยอิ๋นเลยพากันมาเดินเล่นหาความสำราญกันที่นี่
คนพวกนี้ไม่ได้มาท้าทายด่านเองหรอกแต่เน้นมาเสือกเรื่องชาวบ้านมากกว่า
ใครได้ของดีหรือใครซวยจนหน้าแตก ถ้าได้ลองตั้งวงเมาท์กันเมื่อไหร่ล่ะก็คุยกันยาวจนลืมวันลืมคืนแน่นอน
“นี่ได้ยินข่าวหรือเปล่าว่า ‘บ้านผีสิงเสียงหวีดสยอง’ มีคนมุดเข้าไปอีกแล้วนะ? นั่นมันเรือนทดสอบที่ตั้งตระหง่านมาสิบปีโดยไม่มีใครพังด่านได้เลยนะ ความโหดของมันติดอันดับต้นๆ ของด่านทั้งหมดเลยนะนั่น อัจฉริยะกี่คนต่อกี่คนพากันไปจบเห่ที่นั่นหมด!”
“เป็นรุ่นน้องผู้หญิงจากห้องโจ้วจินห้องหนึ่งน่ะ เห็นว่าเป็นครั้งที่สามของเธอแล้วนะ สองครั้งก่อนหน้านี้พ่ายแพ้กลับมาอย่างไม่เป็นท่าเลยล่ะ...”
ห้องโจ้วจินห้องหนึ่งงั้นเหรอ?
บ้านผีสิงเสียงหวีดสยองเหรอ?
หนิงจู๋เลิกคิ้วขวาขึ้นด้วยความสนใจ
“รุ่นพี่ครับ ไอ้เรือนทดสอบที่ว่านั่นมันยากขนาดไหนเหรอครับ? ทำไมตั้งสิบปีถึงไม่มีใครผ่านไปได้เลยล่ะ?”
“น้องชายเพิ่งเข้าเรียนสิถ้านะ?” รุ่นพี่ผมทองปรายตามองหนิงจู๋ที่เดินผ่านมาแล้วพูดจาฉะฉานว่า:
“จะเล่าให้ฟังนะ บ้านผีสิงเสียงหวีดสยองเนี่ยเมื่อก่อนเคยดังระเบิดระเบ้อเลยล่ะ”
“คนสร้างด่านดันไม่ทิ้งชื่อเอาไว้ ตอนแรกเลยไม่มีใครสนใจเท่าไหร่”
“แต่พอนานเข้า คนที่เข้าไปท้าทายพากันหงายหลังกลับมาหมด ทุกคนเลยรู้ซึ้งทันทีว่านี่มันคือหลุมศพของเหล่าอัจฉริยะชัดๆ ความยากของมันโครตจะหลุดโลกเลยล่ะ”
รุ่นพี่ผมขาวที่ยืนอยู่ข้างๆ ยิ้มพลางเสริมว่า “พวกรุ่นพี่คนอื่นเขาก็ไม่ธรรมดานะ”
“พอช่วยกันขุดคุ้ยหาเบาะแสดู ในที่สุดก็รู้ว่าคนสร้างคือรุ่นพี่ผู้หญิงลึกลับคนหนึ่งเมื่อสิบปีก่อน”
“เธอเป็นระดับกึ่งฟ้าเชียวนะ ร่างอสูรก็เกี่ยวกับพวกสายความตายด้วย”
“แต่เพราะเธอเป็นพวกเก็บตัวจัดเลยไม่ค่อยมีใครรู้จักชื่อเสียงเรียงนามเท่าไหร่นักจนกระทั่งเรียนจบจากไปนั่นแหละ”
หนิงจู๋เริ่มรู้สึกคันไม้คันมืออยากจะไปดูให้เห็นกับตาขึ้นมาทันที
รุ่นพี่ผมทองเห็นท่าทางอยากรู้อยากเห็นของเขาเลยเอ่ยปากชวน:
“น้องชายอยากไปดูหน่อยไหมล่ะ? อยู่ใกล้ๆ นี่เอง”
“คำนวณเวลาดูแล้วผู้ท้าชิงก็น่าจะใกล้โดนเตะออกมาแล้วล่ะ จะรุ่งหรือจะร่วง เดี๋ยวไปถึงก็รู้เองแหละ”
“รบกวนรุ่นพี่นำทางด้วยนะครับ” หนิงจู๋ยิ้มตอบอย่างสุภาพ
รุ่นพี่ผมขาวเดินเคียงข้างไปพลางถามขึ้นว่า “น้องชายดูท่าจะกลัวแสงนะ?”
“ถ้าใช้ร่างอสูรสายความมืดก็ไม่แปลกหรอกที่จะสนใจบ้านผีสิงเสียงหวีดสยอง”
“ว่าแต่น้องอยู่ห้องเยี่ยอิ๋นห้องไหนล่ะ? ถือว่ารู้จักกันไว้เป็นเพื่อนนะ”
“ผมอยู่ห้องโจ้วจินห้องสามครับ”
หนิงจู๋ตอบไปตามตรงแบบไม่ได้คิดอะไรมาก
รุ่นพี่ทั้งสองคนถึงกับชะงักฝีเท้าไปครู่หนึ่ง สีหน้าของพวกเขาเปลี่ยนเป็นกระอักกระอ่วนอย่างเห็นได้ชัด:
“ขอโทษทีนะน้องชาย พี่เสียมารยาทไปหน่อย”
“พอดีน้องดูหน้าใหม่น่ะ พี่เลยนึกว่าเป็นเด็กห้องเยี่ยอิ๋นเหมือนพวกพี่...”
“ไม่เป็นไรครับ แค่ชื่อเรียกเฉยๆ” หนิงจู๋ไม่ได้ใส่ใจ “ช่วยเล่าเรื่องบ้านผีสิงเสียงหวีดสยองต่อหน่อยได้ไหมครับ เผื่อผมจะลองเข้าไปดูสักตั้ง”
“น้องชายต้องระวังให้มากนะ!”
รุ่นพี่ผมทองเปลี่ยนท่าทีมาเป็นจริงจังทันทีพลางกำชับว่า:
“จากข้อมูลของพวกที่เคยแพ้มานะ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในด่านนั้นคือ ‘เสียงหวีดสยองวิญญาณ’ ที่จะดังขึ้นทุกๆ ห้านาที”
“ถ้าโดนคลื่นเสียงนั้นเข้าไปตรงๆ ร่างอสูรจะแข็งทื่อไปเลย หรือที่ร้ายแรงกว่านั้นคือดวงวิญญาณจะพร่าเลือนจนคุมสติไม่อยู่”
“นอกจากนี้ยังมีพวกศพกระโดด ศพหัวตะแกรง ศพลอยลูกโป่ง... สารพัดสัตว์อสูรสายความตายระดับต่ำคอยดักซุ่มลอบโจมตีอยู่ตลอดเวลาเพื่อขัดขวางไม่ให้เข้าไปข้างในได้...”
คุยกันไปเดินกันไปจนกระทั่งเข้าสู่เขตป่าทึบที่ดูวังเวง
แสงแดดที่ลอดผ่านยอดไม้ลงมาที่พื้นดินนั้นเบาบางมากจนแทบจะไม่มีผลอะไรแล้ว
หนิงจู๋หุบร่มไม้ไผ่เก็บอย่างผ่อนคลาย
ผิดกับซ่งหมิงและตู้เหย่ รุ่นพี่ทั้งสองคนที่เริ่มมีท่าทีระแวดระวังตัวทุกฝีก้าว
“นั่นไง ช่องว่างตรงโพรงไม้นั่นแหละคือทางเข้า”
“ตัวบ้านผีสิงจริงๆ มันฝังอยู่ใต้ดินนะ พื้นที่ข้างล่างน่ะกว้างขวางพอๆ กับป่าผืนนี้เลยล่ะ”
“น้องชายคิดดูให้ดีนะ เรือนทดสอบนี้ตามทฤษฎีแล้วมีแค่ระดับฟ้าอย่างจินจื่ออวิ๋นหรือเซวียผิงชวน หรือไม่ก็พวกสายความตายที่เป็นระดับกึ่งฟ้าถึงจะมีลุ้นผ่านไปได้ ถ้ามีทางเลือกอื่นพี่แนะนำว่าอย่าไปเสียสิทธิ์ฟรีๆ ที่นี่เลย...”
“ขอบคุณสำหรับคำแนะนำครับรุ่นพี่”
“แต่ถ้าไม่ลองด้วยตัวเอง ใจมันก็ยังคาใจอยู่ดี ให้ผมไปสัมผัสให้รู้ดำรู้แดงจนต้องถอดใจไปเองน่าจะดีกว่าครับ”
หนิงจู๋ยิ้มบางๆ
สายตาของเขาพลันไปสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่าง
ที่หน้าโพรงไม้ มีร่างอสูรที่ดูเหมือนโดนไฟลวกจนดำเป็นตอตะโกตะเกียกตะกายคลานออกมา
ขนสีฟ้าอ่อน ลายพาดกลอนสีดำ กลิ่นคาวปลาเน่าลอยมาตามลม...
พยัคฆ์อเวจีเหรอ?
เพื่อนบ้านในสุสานนี่นา?
ที่แท้เด็กห้องหนึ่งที่มาท้าทายด่านสายความตายก็คือเธอนี่เอง
วูบ— พยัคฆ์อเวจีคืนร่างเป็นมนุษย์ เถียนชุนหอบหายใจอย่างหนักจนตัวโยน
เธอดูเหมือนจะสัมผัสได้ว่ามีคนจ้องมองอยู่
เถียนชุนขมวดคิ้วพลางส่งสายตาเย็นเยียบออกมา ดวงตาที่เป็นประกายน้ำค้างคู่นั้นดูดุดันมาก เธอตั้งท่าจะอ้าปากตะโกนไล่คนที่มามุงดู
แต่แล้วสายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นหนิงจู๋เข้าพอดี
ริมฝีปากที่กำลังจะอ้าออกพลันชะงักค้างไปทันที
“พวกเราถอยเหอะว่ะ โพรงไม้ยังไม่พังแถมเถียนชุนยังหมดสภาพแบบนี้ แสดงว่าการท้าทายครั้งที่สามของเธอก็เหลวไม่เป็นท่าเหมือนเดิม”
“ไปๆๆ รู้ผลแล้วก็แยกย้ายเถอะ อย่าอยู่แถวนี้เลย”
“รุ่นน้องเถียนนี่อารมณ์ร้อนจะตาย อย่าไปขวางหูขวางตาเธอเข้าล่ะเดี๋ยวจะซวยเอา”
พวกที่มาแอบดูอยู่ไกลๆ เริ่มทยอยถอยหนี
ซ่งหมิงและตู้เหย่เองก็ก้มหน้าก้มตาทำเป็นดูเห็ดดูมดที่พื้นเพราะกลัวจะโดนเถียนชุนหมายหัวเอา
ทว่า...
หนิงจู๋กลับเดินตรงเข้าไปหาเธอหน้าตาเฉยพลางทักทายขึ้นว่า:
“ไงคุณเถียน บังเอิญจังเลยนะครับ”
“ผมกำลังจะลงไปลองดูสักตั้งพอดี มีเทคนิคอะไรดีๆ จะแบ่งปันไหมครับ?”
น้ำเสียงของเขาดูเป็นกันเองและผ่อนคลายสุดๆ
ซ่งหมิงและตู้เหย่ถึงกับเงยหน้าขึ้นมาด้วยความอึ้ง
หนิงจู๋อยู่ห้องสามไม่ใช่เหรอ?
แล้วเถียนชุนจากห้องหนึ่งที่ชอบทำตัวสันโดษไปไหนมาไหนคนเดียวตลอดเนี่ยนะ เธอจะมีเพื่อนกับเขาด้วยเหรอ? แล้วสองคนนี้ไปรู้จักกันตอนไหนเนี่ย?
พวกคนที่กำลังจะถอยหนีถึงกับหยุดชะงักแล้วพากันเงี่ยหูฟังข่าวเมาท์ใหม่ทันที
“ฉันแนะนำว่าอย่าไป” เถียนชุนตอบสั้นๆ:
“สามครั้งที่ผ่านมา ฉันยังเข้าไม่ถึงโซนสมบัติเลยด้วยซ้ำ เรือนทดสอบนี้ระดับดินไม่มีทางผ่านไปได้แน่นอน”
หนิงจู๋ส่ายหัว: “คุณเถียนครับ สำหรับคนที่ตัดสินใจแล้ว คำพูดพวกนั้นมันไม่มีความหมายหรอกครับ”
“ผมเชื่อว่าก่อนที่คุณจะเข้าไปครั้งแรก คุณก็คงเคยได้ยินเรื่องพวกนี้มาเหมือนกันแต่คุณก็ยังเข้าไปแถมยังลองตั้งสามครั้ง”
“...” เถียนชุนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดช้าๆ ว่า: “ระวังแสง”
“พอเข้าไปถึงโซนลึกๆ จะมีสัตว์อสูรประเภทหนึ่งที่เกิดมาเพื่อฆ่าพวกสายซากศพโดยเฉพาะ”
หนิงจู๋พยักหน้าเล็กน้อย
เมื่อเห็นว่าเธอไม่มีอะไรจะพูดต่อ เขาก็ก้าวเท้าเดินมุดเข้าโพรงไม้ไปทันทีแบบรวดเดียวจบ
“วิ้งงง!”
ท่ามกลางป่าทึบ มีเสาแสงสีขาวหม่นพุ่งทะยานขึ้นฟ้าอีกครั้ง
ภายใต้เงามืด เสียงอุทานด้วยความตกใจดังขึ้นระงม:
“เข้าไปจริงๆ ด้วยแฮะ...”
“ไอ้หมอนี่เป็นใครกันแน่เนี่ย? ทำไมเถียนชุนถึงยอมคุยกับเขาดีๆ แบบนั้น? เรื่องนี้มันไม่ปกติแล้วนะ... หรือว่าจะเป็นรักแรกของเถียนชุน?!”
“รักแรกบ้านแกดิ เห็นว่าเขาอยู่ห้องโจ้วจินห้องสามนะ ได้ยินมาว่าห้องสามเพิ่งจะมีสมาชิกใหม่ที่ใช้ร่างอสูรสายซากศพรูปร่างประหลาดมาเข้าเรียน... แต่ข่าวยังไม่กรองนะ ไม่รู้จริงหรือเปล่า...”
[จบแล้ว]