- หน้าแรก
- วิหารเทพกระดูก
- บทที่ 28 - บุกตะลุยด่านสุดโหด
บทที่ 28 - บุกตะลุยด่านสุดโหด
บทที่ 28 - บุกตะลุยด่านสุดโหด
บทที่ 28 - บุกตะลุยด่านสุดโหด
☆☆☆☆☆
ในป่าทึบที่มืดสลัวเริ่มมีความวุ่นวายเกิดขึ้นอีกครั้งเพราะการปรากฏตัวของผู้ท้าทายหน้าใหม่
ภายในห้องเล็กๆ ตรงทางเข้าใต้โพรงไม้ หนิงจู๋หยุดยืนจ้องมองป้ายสุสานที่ตั้งเด่อยู่เหนือหัว
[เรือนทดสอบนี้ ยินดีต้อนรับสายพิษ สายวิญญาณ สายซากศพ สายพลังจิต และสายมืด— สายแสง สายไฟ สายสายฟ้า... ห้ามเข้าโดยเด็ดขาด]
“ที่แท้ก็มีข้อจำกัดนี่เอง มิน่าล่ะ”
หนิงจู๋สลับร่างเป็นศิษย์ซากศพทันที เขาอัญเชิญเจ้าหมัดสองและเจ้ากรงเล็บหนึ่งออกมาทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดขนาบข้างซ้ายขวา
จากนั้นเขาก็อัญเชิญทหารกระดูกธรรมดาออกมาอีกสองตัวให้เดินนำหน้าห่างออกไปสิบเมตรเพื่อใช้เป็นหน่วยสำรวจทาง
“อับบา อับบา...”
“แกรก แกรก...”
ทางเดินตรงหน้านี้ทั้งแคบและยาวสนิทไม่มีแสงไฟแม้แต่นิดเดียว แถมลมก็ไม่พัดผ่าน ทุกอย่างนิ่งสงัดเหมือนอยู่ในหลุมศพที่ไร้อากาศ
ทหารกระดูกทั้งสี่ตัวก้าวเดินอย่างเชื่องช้าด้วยท่าทางที่แข็งทื่อ
ทันใดนั้น ผ้าคลุมรัตติกาลที่ขาดรุ่งริ่งบนร่างของหนิงจู๋ก็เริ่มขยับไหวทั้งที่ไม่มีลม
พลังธาตุที่เย็นยะเยือกแต่กลับให้ความรู้สึกสดชื่นอย่างประหลาดไหลซึมผ่านผ้าคลุมเข้าสู่ร่างกายกระดูกของเขาอย่างไม่ขาดสาย
หนิงจู๋ปล่อยใจให้ว่างเปล่า
เปลวไฟวิญญาณได้รับการบำรุงจนเต้นระรัวด้วยความยินดี สีเขียวเข้มของมันยิ่งดูสดใสและมีพลังมากขึ้นกว่าเดิม
เป็นเพราะพรสวรรค์ ‘ผ้าคลุมรัตติกาล’ สินะ?
ยิ่งอยู่ในที่ที่มืดมิดและไร้แสงสว่างมากเท่าไหร่ ร่างอสูรของเขาก็ยิ่งรู้สึกเป็นอิสระและทรงพลังมากขึ้นเท่านั้น
ตอนที่อยู่หอพักสุสานเขาก็รู้สึกแบบนี้เหมือนกันแต่ไม่รุนแรงเท่าที่นี่
ตอนนี้แค่เดินอยู่ในอุโมงค์ทางเข้า พลังธาตุความมืดกลับหนาแน่นจนน่าตกใจ
ถ้าเปลี่ยนเป็นนักอาคมคนอื่นมาเดินตรงนี้ล่ะก็ คงได้ตาบอดสนิทมองอะไรไม่เห็นแน่ๆ
“ตึ้ง!”
คลื่นพลังลึกลับที่ไร้รูปร่างพุ่งเข้าจู่โจมดั่งกระแสน้ำหลาก
อากาศรอบตัวเกิดรอยกระเพื่อมที่บิดเบี้ยว
ตามมาด้วยเสียงหึ่งๆ ที่มีความถี่ต่ำมากจนทำให้รู้สึกสั่นสะท้านไปถึงดวงวิญญาณ
ทหารกระดูกทั้งสี่ตัวที่นำทางอยู่ เปลวไฟวิญญาณในกะโหลกเริ่มหมุนวนเป็นเกลียว ระบบรับรู้พังทลายลงจนยืนนิ่งงันคุมตัวเองไม่อยู่
นี่เหรอที่เขาเรียกว่าเสียงหวีดสยองวิญญาณ???
หนิงจู๋หยุดก้าวเท้า
สมุนซากศพโดนเล่นงานอย่างหนักจนหลุดจากการควบคุมของเขาไปชั่วขณะ
แต่ตัวเขาเองล่ะ... กลับไม่เป็นอะไรเลย?
อย่าว่าแต่จิตวิญญาณจะพร่าเลือนเลย ร่างกายก็ยังขยับได้คล่องแคล่วไม่มีอาการแข็งทื่อเกิดขึ้นแม้แต่นิดเดียว
ความรู้สึกจริงๆ ในตอนนี้มันเหมือนมีคนมาเป่าลมใส่หูเฉยๆ มันแค่รู้สึกยิกๆ คันๆ นิดหน่อยเท่านั้นเอง
หนิงจู๋พยายามเค้นสมองหาเหตุผล
คิดไปคิดมาก็คงต้องยกความดีความชอบให้พรสวรรค์ ‘เปลวเพลิงดวงวิญญาณ’
พลังจิตวิญญาณของเขาไม่เพียงแต่จะโชกโชนเหมือนไฟที่ลุกโชนเท่านั้น
แต่มันยังมีความมั่นคงแข็งแกร่งดั่งหินผาอีกด้วย
การโจมตีที่มุ่งเน้นไปที่ระบบประสาทหรือจิตใจแบบนี้ เลยแทบจะไม่มีผลอะไรกับเขาเลย
“อับบา อับบา!”
เจ้าหมัดสองและเจ้ากรงเล็บหนึ่งเริ่มได้สติกลับมาก่อนเพื่อน
ผ่านไปอีกสามวินาที ทหารกระดูกธรรมดาสองตัวก็กลับสู่สภาพปกติ พวกมันเริ่มหมุนกระดูกคอซ้ายทีขวาทีเพื่อมองหาศัตรู
“เอาล่ะ เดินหน้าต่อ”
หนิงจู๋สั่งการด้วยความมั่นใจที่เพิ่มขึ้น
ในเมื่อเสียงหวีดสยองวิญญาณซึ่งเป็นอุปสรรคที่อันตรายที่สุดในบ้านผีสิงนี้กลายเป็นเรื่องขี้ผงสำหรับเขา เรือนทดสอบที่ยืนยงมาสิบปีหลังนี้ก็น่าจะใกล้ถึงเวลาที่ความลับของสมบัติจะถูกเปิดเผยเสียที
“ซ่า ซ่า ซ่า—”
ที่หัวมุมข้างหน้า สิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์ที่นอนหมอบอยู่กับพื้นค่อยๆ เงยหัวที่เน่าเปื่อยขึ้นมา
มันสวมเสื้อผ้าเก่าๆ ที่ส่งกลิ่นเหม็นเน่าคลุ้งไปทั่ว ใบหน้าครึ่งหนึ่งดูเหมือนโดนตัวอะไรบางอย่างแทะกินไปจนแหว่ง หนอนสีขาวขนาดเท่าเมล็ดถั่วกำลังรวมตัวกันปาร์ตี้อยู่ในบาดแผลที่เปิดกว้าง เลือดสีแดงคล้ำค่อยๆ ไหลหยดออกจากมุมปากที่เบี้ยวผิดรูป
[พรสวรรค์]: เชื้อโรคเกาะกุม / การปีนป่ายผิดรูป
[ทักษะ 1 ดาว]: ฉีกกระชาก (ขั้นเชี่ยวชาญ)
“อ๊าก— อะ อ๊าก!”
ศพคลานดินเห็นศัตรูเข้าพอดี มันรีบใช้มือและเท้าพุ่งเข้าหาหนิงจู๋อย่างรวดเร็ว
ทหารกระดูกธรรมดาที่ขวางหน้าอยู่พยายามจะยกขาถีบเพื่อสกัดกั้น
กร๊อบ! ขาโดนกัดจนหักคากราม!
ศพคลานดินที่ท่าทางเหมือนสุนัขบ้ายิ่งกว่าเจ้าหนูเสียอีก ทั้งกัดทั้งข่วนจนทหารกระดูกตัวแรกล้มกลิ้งลงไปกับพื้น
ทหารกระดูกตัวที่สองรีบพุ่งเข้าไปช่วยแต่ก็โดนรุมยำจนเละเทะภายในไม่กี่กระบวนท่า กลายเป็นเศษกระดูกกองอยู่บนพื้นทันที
“อับบา!!”
เจ้าหมัดสองคำรามลั่น มันเหวี่ยงหมัดเข้าใส่หลังของศพคลานดินจนเนื้อแตกกระจุยเป็นรูโหว่
หนึ่งซากศพหนึ่งโครงกระดูกตะลุมบอนกันนัวเนีย
อาศัยจังหวะที่ได้เปรียบจากการลอบโจมตีบวกกับร่างกายโครงกระดูกที่ไม่กลัวความเจ็บปวดและเชื้อโรค
ศพคลานดินเริ่มจะสู้ไม่ไหว
เจ้าหมัดสองเริ่มคุมสถานการณ์และเป็นฝ่ายกดดันอยู่ฝ่ายเดียว
“อย่าเพิ่งฆ่ามัน เหลือลมหายใจไว้ให้มันหน่อย”
หนิงจู๋สั่งการ ทหารกระดูกเจ้าหมัดสองที่แขนหายไปข้างหนึ่งและขาเกือบหักถูกส่งกลับวิหารเทพกระดูกทันที
ในเมืองหญ้าคา การจะหาสัตว์อสูรที่ยังมีชีวิตอยู่มาทดลองนั้นทำได้ยากมาก
ยิ่งพวกสายความตายด้วยแล้ว ยิ่งมีค่าตัวต่ำแถมยังมีความเสี่ยงเรื่องการปนเปื้อน พวกจอมเวทที่มีประสบการณ์เลยไม่ค่อยอยากจะจับพวกมันกันเท่าไหร่นัก
การได้มาเจอพวกมันในเรือนทดสอบแบบนี้ ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ทดสอบสมมติฐานที่เขาคิดไว้
“เด็กดี มาอยู่กับพี่ไหมจ๊ะ?”
หนิงจู๋ในร่างศิษย์ซากศพใช้ปลายนิ้วกระดูกสีเทาลูบหัวที่เน่าเปื่อยของศพคลานดินพลางพูดด้วยน้ำเสียงเอ็นดู
“แฮ่...” (╬◣д◢)
ศพคลานดินไม่ยอมเล่นด้วย มันยังคงพยายามจะงับมือเขาและมีจิตสังหารที่แรงกล้ามาก
หนิงจู๋รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
สัตว์อสูรประเภทซอมบี้หรือศพเดินได้ก็ถือเป็นหนึ่งในสาขาใหญ่ของสายความตายเหมือนกัน
แต่ในตอนนี้ การที่เขาจะส่งหน่วยรบเข้าสู่วิหารเทพกระดูกได้นั้น จำเป็นต้องมีทักษะเป็นสื่อกลางเท่านั้น
ตราบใดที่มันไม่ใช่ทหารกระดูกที่เขาอัญเชิญออกมาเอง เขาก็ไม่สามารถส่งมันเข้าไปกักเก็บไว้เพื่อรอเรียกใช้งานในภายหลังได้
แถมในตอนนี้นิ้วมือของศิษย์ซากศพยังไม่มีความสามารถในการสยบวิญญาณหรือควบคุมพวกซากศพชั้นต่ำได้โดยตรง
เมื่อหนิงจู๋เข้าใจความจริงข้อนี้แล้ว เขาจึงผละออกจากศพคลานดินแล้วสั่งการอย่างเรียบเฉย:
“เจ้ากรงเล็บหนึ่ง เล็งไปที่หัว ปลิดชีพมันซะ”
ฉั๊วะ!!
เจ้ากรงเล็บหนึ่งทำตามคำสั่งของเจ้านายทันที มันตวัดกรงเล็บเข้าที่หัวกะโหลกปิดฉากการต่อสู้อย่างเด็ดขาดและรวดเร็ว
หนิงจู๋เดินหน้าสำรวจต่อ
เขายังคงใช้ทหารกระดูกธรรมดาสองตัวนำทางเหมือนเดิม
ส่วนเจ้าหมัดสามถูกเรียกออกมาแทนเจ้าหมัดสองเพื่อยืนคุมเชิงอยู่ข้างซ้ายของเขา
“อ๊าก!”
“แฮ่ๆๆ!!”
ศพกระโดดตัวหนึ่งปรากฏกายออกมา มันกระโดดพรวดพราดเข้ามาหา
เจ้าหมัดสามปล่อยหมัด เจ้ากรงเล็บหนึ่งตวัดกรงเล็บ การต่อสู้เริ่มขึ้นทันที
แต่นี่เป็นแค่เมนูออร์เดิร์ฟเท่านั้น
เพราะข้างหลังยังมีศพกระโดดอีกหกตัวที่ต่อแถวเรียงหนึ่งกระโดดตามกันมาติดๆ
“ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง!”
ผ่านไปสิบกว่านาที ท่ามกลางเสียงหวีดสยองวิญญาณอีกสองรอบ ศพกระโดดทั้งเจ็ดตัวก็ลงไปนอนนิ่งสนิท
เจ้าหมัดสามสลับตัวออกมาไม่ทันเลยต้องสังเวยชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย
ส่วนเจ้ากรงเล็บหนึ่งยังเหลือกะโหลกที่สมบูรณ์อยู่ ถ้าหาเศษกระดูกมาต่อใหม่สักสองสามวันก็น่าจะกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม
“แฮ่ แฮ่ แฮ่!!”
ในอากาศมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวฉุนกะทิพุ่งเข้าใส่ ‘ศพหัวตะแกรง’ ปรากฏตัวออกมาแล้ว
กะโหลกส่วนบนของมันมีลักษณะบุ๋มลงไปเหมือนตะแกรง
ด้านในมีของเหลวสีเงินจากโลหะหนักที่เน่าเสียขังอยู่ ทุกย่างก้าวที่มันเดินโซซัดโซเซไปมา ของเหลวพิษจะกระเซ็นออกมาปนเปื้อนพื้นที่รอบข้างอยู่ตลอดเวลา
ครู่ต่อมา หลังจากจัดการศพหัวตะแกรงได้สำเร็จ บนท้องฟ้าก็มีลูกโป่งสีชมพูสองสามใบปลิวมาทางนี้
นั่นคือ ‘ศพลอยลูกโป่ง’ ซากศพที่มีความสามารถในการลอยตัวซึ่งหาได้ยากในบรรดาพวกสายซากศพ
ที่คอของพวกมันมีโซ่สนิมเขรอะล่ามไว้ ปลายโซ่อีกด้านผูกติดกับลูกโป่งพิเศษสามถึงหกใบ
ถ้าลูกโป่งใบไหนแตกขึ้นมา ควันพิษจะพุ่งกระจายออกมาทันที ใครที่ฝีมือไม่ถึงขั้นล่ะก็ห้ามประมาทพวกมันเด็ดขาด
หนิงจู๋เดินหน้ากวาดล้างด่านอย่างบ้าคลั่ง—บุกทะลวงไปข้างหน้าด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี!
เรือนทดสอบถูกออกแบบมาโดยรุ่นพี่ที่จบไปแล้วและมีอาจารย์คอยดูแลรักษาไว้
ซากศพที่คอยขวางทางยังคงมีจำนวนและความโหดเท่ากับตอนที่สร้างใหม่ๆ
บวกกับความมืดมิดที่มองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้วตัวเอง และเสียงหวีดสยองวิญญาณที่ดังขึ้นทุกๆ ห้านาที...
นี่มันไม่ใช่สิ่งที่เด็กระดับสายพันธุ์ด้อยช่วงต้นจะรับมือไหวเลยสักนิด
มิน่าล่ะตลอดสิบปีที่ผ่านมา เหล่านักเรียนเซิ่นโหลวรุ่นแล้วรุ่นเล่าถึงต้องมาพ่ายแพ้และจมกองเลือดอยู่ที่นี่
“ระวังแสง... แล้วแสงมันอยู่ที่ไหนล่ะ?”
ยิ่งลึกเข้าไป หนิงจู๋ก็ยิ่งระวังตัวมากขึ้น
เขาจำภาพตอนที่เห็นเถียนชุนได้ดี ร่างพยัคฆ์อเวจีของเธอมีรอยไหม้เกรียมไปทั้งตัว บาดแผลนั้นหนักหนาสาหัสมากจริงๆ
“พรึบ!”
แสงสีทองเจิดจ้าพลันระเบิดออกมา ทหารกระดูกสองตัวข้างหน้ากรีดร้องโหยหวนก่อนจะแตกกระจายสลายไปทันที ศัตรูตัวใหม่ปรากฏกายออกมาแล้ว
มันสวมชุดช่างยีนส์ ผูกเนกไทสีน้ำเงิน แต่สิ่งที่ประหลาดที่สุดคือบนคอของมันไม่มีหัว แต่กลับมีหลอดไฟไส้ทังสเตนขนาดมหึมาตั้งอยู่แทน
สัตว์อสูรประเภทซากศพ... ศพหลอดไฟ?
นี่มันคือซากศพธาตุแสงงั้นเหรอ!
[จบแล้ว]