เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 22 - กำแพงที่พังทลายกับสถิติใหม่

บทที่ 22 - กำแพงที่พังทลายกับสถิติใหม่

บทที่ 22 - กำแพงที่พังทลายกับสถิติใหม่


บทที่ 22 - กำแพงที่พังทลายกับสถิติใหม่

☆☆☆☆☆

นัดแนะกับสวี่หลีเฮ่าเสร็จสรรพว่าจะเจอกันวันพรุ่งนี้

หนิงจู๋กลับถึงหอพักแล้วเริ่มลงมืออัญเชิญทหารกระดูกต่อทันที

“สมุนของข้า ออกมา!”

“ออกมาเลย ไอ้หนุ่มรูปหล่อ!”

...

เมื่อรวบรวมครบสิบตัว

หนิงจู๋ก็ส่งสติเข้าไปในวิหารเทพกระดูกเพื่อเริ่มพิธีสังเคราะห์

วิ้งงง— หน่วยรบระดับแกร่งตัวใหม่ปรากฏกายออกมาท่ามกลางแสงเรืองรอง

หนิงจู๋กวาดสายตามองแวบหนึ่ง พบว่าเป็นโครงกระดูกผู้หญิง

โครงร่างกระดูกค่อนข้างเล็ก มีรอยขีดข่วนสองจุดบนกระดูกไหปลาร้า กระดูกขาดูหนากว่าปกตินิดหน่อยและกระดูกปลายนิ้วเท้าค่อนข้างแหลมคม แต่โดยรวมก็ยังดูเหมือนทหารกระดูกทั่วไป

“วิเคราะห์ข้อมูลอสูร”

[พรสวรรค์]: ไร้ความรู้สึกเจ็บปวด / การต่อประกอบกระดูก

[ทักษะ 1 ดาว]: กระโดดไกล (ขั้นสำเร็จ)

“...”

หนิงจู๋กะพริบตาปริบๆ พลางแหงนหน้ามองฟ้าถอนหายใจยาวเหยียด

ฉันขอถามหน่อยเถอะ เป็นทหารกระดูกทำไมไม่ฝึกต่อย ฝึกข่วน ฝึกเตะล่ะ? จะไปฝึกกระโดดไกลเพื่ออะไรกันครับเนี่ย?

เราไม่ได้จะไปแข่งโอลิมปิกนะเพื่อน ไม่ต้องขยันหาเรื่องเซอร์ไพรส์ขนาดนี้ก็ได้!

“ตัวประหลาดโผล่มาอีกตัวละ”

“เจ๊โดด ตามผมออกมานี่หน่อย”

หนิงจู๋ทำตัวเหมือนครูประจำชั้นที่ต้องมาคอยกุมขมับกับลูกศิษย์เจ้าปัญหา

เขายืนอยู่ในห้องฝึกซ้อมแล้วเรียกทหารกระดูกออกมาเฉพาะตัว

“อับบา—”

เจ๊โดดรับคำสั่งทันที

มันยืนนิ่งด้วยเท้าทั้งสองข้างก่อนจะเหวี่ยงแขนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วพร้อมกับใช้แรงถีบมหาศาลจากกระดูกขาพุ่งตัวออกไป

หนิงจู๋ยังไม่ทันได้ตั้งตัว

เจ๊โดดก็พุ่งทะยานข้ามห้องไปไกลหลายสิบเมตรก่อนจะปะทะเข้ากับกำแพงดัง ปัง! แล้วหงายหลังล้มตึงลงกับพื้นเหมือนศพที่ไร้วิญญาณ

“ทักษะสุดจัด... แต่สมองไม่มี...”

แค่โดดครั้งเดียว กระดูกจมูกของเจ๊โดดก็แตกละเอียดจนมองเห็นเปลวไฟวิญญาณข้างในได้ชัดแจ๋ว

แต่มันกลับทำท่ากระตือรือร้นจะลุกขึ้นมาโดดโชว์อีกรอบ หนิงจู๋ถึงกับมุมปากกระตุกแล้วรีบสั่งให้หยุดทันที

“ไปพักผ่อนเถอะป้า”

หนิงจู๋ใช้พลังส่งเจ๊โดดกลับเข้าที่พักไปอย่างไว

ในเสี้ยววินาทีนั้น สติของเขาก็ดำดิ่งเข้าสู่วิหารเทพกระดูกพร้อมๆ กัน

เจ้าหนูย้ายบ้านไปแล้ว มันไปอยู่ที่เกาะหมายเลขสามที่เขาเพิ่งเปิดขึ้นมาใหม่เพื่ออยู่ร่วมกับพวกทหารกระดูกทั่วไป

ส่วนที่เกาะหมายเลขสองตอนนี้มีทหารกระดูกระดับแกร่งยืนบื้ออยู่เจ็ดตัว พวกมันดูสงบเรียบร้อยไม่มีทีท่าจะฆ่าแกงกันเอง

หนิงจู๋เริ่มตั้งชื่อให้พวกมันทีละตัว:

เจ้าทุ่ม ;

เจ้ากอด ;

เจ้าหมัดหนึ่ง ; สมุนระดับแกร่งที่ถนัดทักษะหมัดกระดูก (ตัวที่ 1)

เจ้าหมัดสอง ; สมุนระดับแกร่งที่ถนัดทักษะหมัดกระดูก (ตัวที่ 2)

เจ้ากรงเล็บหนึ่ง ; สมุนระดับแกร่งที่ถนัดทักษะกรงเล็บกระดูก (ตัวที่ 1)

เจ้าตบหนึ่ง ; สมุนระดับแกร่งที่ถนัดทักษะตบกระดูก (ตัวที่ 1)

เจ๊โดด ; ทหารกระดูกระดับแกร่งที่มีทักษะกระโดดไกล

ยกเว้นวันศุกร์ที่เขาไม่ได้ทำพิธีสังเคราะห์ นอกนั้นเขาสังเคราะห์เพิ่มวันละสองตัวมาตลอด

ถ้านับรวมต้ากู่เข้าไปด้วย ตอนนี้หนิงจู๋มีลูกน้องมือดีถึงแปดตัว ซึ่งล้วนเป็นหน่วยรบระดับแกร่งทั้งสิ้น!

“มองแวบแรกก็ดูอลังการงานสร้างดีนะ...”

“แต่ความจริงคือถ้าต้องไปเจอพวกระดับช่วงกลางที่เก่งจริงๆ แปดตัวนี้รวมพลังกันก็น่าจะเอาไม่อยู่”

หนิงจู๋เหลือบมองต้ากู่ที่อยู่เกาะหมายเลขหนึ่ง

มันนั่งแห้งอยู่คนเดียวพลางประคองกะโหลกชิ้นหนึ่งขึ้นมาดูดซับเปลวไฟวิญญาณ

กะโหลกนั่น—แน่นอนว่าไม่ใช่ของเจ้าตาแก่ตัวแรกสุด

ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทุกครั้งที่หนิงจู๋เรียกทหารกระดูกออกมาทดสอบทักษะกันเอง มักจะมีพวกที่บาดเจ็บสาหัสกระดูกแตกเป็นเสี่ยงๆ อยู่เสมอ

ไอ้พวกที่เยียวยาไม่ไหว เขาก็ขี้เกียจรอให้มันต่อกระดูกเอง

เขาเลยเอาไปให้ต้ากู่กินซะเลย เพื่อใช้เป็นเสบียงคุณภาพต่ำและช่วยหมุนเวียนพลังงานไปในตัว ถือว่าเป็นการช่วยลดขยะในวิหารไปในตัวด้วย

“อับบา อับบา...” (๑´0`๑)

ต้ากู่กินอย่างเอร็ดอร่อย

หนิงจู๋ส่ายหัวพลางละสายตาออกมา

ทหารกระดูกทั่วไปนอกจากโอกาสมีทักษะจะต่ำแล้ว โอกาสที่จะวิวัฒนาการไปสู่ช่วงกลางก็น้อยจนน่าตกใจ

มีแค่ต้ากู่ที่เป็นสายพันธุ์พิเศษและมีพรสวรรค์ไม่เหมือนใคร เขาหวังว่ามันจะสามารถทลายกำแพงแห่งชีวิตและกลายเป็นไพ่ตายที่แท้จริงในมือของเขาได้

“จะขี้เกียจไม่ได้ ฝึกต่อ!”

หนิงจู๋กลับมาที่ห้องนั่งสมาธิ เริ่มทำพิธีหลอมผลึกวิญญาณเพื่อเติมพลังไฟวิญญาณให้เต็มเปี่ยม แล้วเริ่มร่ายมนตร์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

คราวนี้เขาไม่ได้สังเคราะห์แต่ส่งพวกมันไปรวมกันที่เกาะหมายเลขสามเพื่อสะสมกำลังพลไว้ใช้ยามฉุกเฉิน

จากการคลุกคลีมาหลายวัน หนิงจู๋พบว่าพื้นที่กักเก็บในวิหารเทพกระดูกก็มีขีดจำกัดอยู่เหมือนกัน

แต่ลูกน้องระดับแกร่งแปดตัวบวกกับเจ้าหนูและพวกกองโจรที่เหลือ ตอนนี้ปริมาณเพิ่งจะถึงแค่เกือบครึ่งของความจุทั้งหมด ถ้าอยากจะให้เต็มคงต้องขยันกว่านี้อีกเยอะ

“กร๊อบ!”

จู่ๆ ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น

แรงสั่นสะเทือนบางอย่างพุ่งตรงเข้าสู่ส่วนลึกของดวงวิญญาณจนกะโหลกของหนิงจู๋สั่นสะท้าน เปลวไฟวิญญาณข้างในเริ่มม้วนตัวอย่างบ้าคลั่ง

วงเวทอัญเชิญที่กำลังร่ายอยู่หยุดชะงักไปทันที

แต่หนิงจู๋กลับไม่รู้สึกเจ็บปวดจากการถูกตีกลับเลย เขากลับรู้สึกดีใจจนเนื้อเต้น เขาเริ่มเรียกสมุนออกมาใหม่อีกครั้งผ่านความว่างเปล่า

“ซ่า ซ่า ซ่า~~~”

วงเวทวงกลมสองวงปรากฏขึ้นพร้อมกัน

ทหารกระดูกสองตัวค่อยๆ โผล่พ้นพื้นขึ้นมาจากใจกลางวงเวททั้งซ้ายและขวา

อัญเชิญแบบทวีคูณเหรอ?

หนิงจู๋ขยับไฟวิญญาณอย่างตื่นเต้นแล้วร่ายต่อทันที

“ออกมาเลย ไอ้หนุ่มรูปหล่อ!”

“ซ่า ซ่า ซ่า~~~”

สองวงอีกแล้ว!

ทหารกระดูกสองตัวที่มีรูปร่างต่างกันยืนบื้ออยู่ตรงหน้าหนิงจู๋เพื่อรอรับคำสั่ง

หนิงจู๋กวาดสายตามองแวบเดียว

ทั้งหมดเป็นแค่ช่วงต้นและไม่มีทักษะอะไรเลย โครตจะธรรมดา

แต่ความมหัศจรรย์คือเขาได้ทำลายขีดจำกัดเดิมลงแล้ว ตอนนี้เขาสามารถเรียกทหารกระดูกออกมาพร้อมกันได้ถึงสี่ตัว!

การพัฒนาที่ดูเหมือนจะเล็กน้อยนี้ กลับไปตรงกับการคาดเดาในใจของเขาพอดิบพอดี

“ความชำนาญเลื่อนระดับแล้ว?!”

“ตอนกลางวันยังแอบบ่นอยู่เลยว่าทุกคนประเมินฉันสูงไป ที่ไหนได้ทักษะของฉันมันแค่ขั้นเริ่มต้นเอง...”

“ความจริงมันเหลือแค่กำแพงบางๆ กั้นไว้เท่านั้นเอง และตอนนี้ฉันก็เจาะมันทะลุแล้ว! เลื่อนระดับเป็นขั้นเชี่ยวชาญสำเร็จ?!”

หนิงจู๋ฉีกยิ้มจนขากรรไกรเกือบหลุด

เพื่อนในห้องโจ้วจินที่มีพรสวรรค์ระดับดินทุกคน กว่าจะฝึกทักษะแรกให้ขึ้นถึงขั้นเชี่ยวชาญได้ ต้องใช้เวลาเฉลี่ยอย่างน้อยหนึ่งเดือนขึ้นไป

แต่เขากลับใช้เวลาแค่สัปดาห์เดียว...

ถ้าเรื่องนี้หลุดออกไปล่ะก็ รับรองว่าต้องเกิดพายุลูกใหญ่ในสถาบันแน่ๆ!

“วูบ~~~”

หนิงจู๋ลองร่ายมนตร์ต่อ แต่คราวนี้เขารู้สึกถึงแรงต้านทานที่รุนแรงมากจนไฟวิญญาณขยับไม่ได้ ทักษะไม่ยอมทำงาน

“สรุปว่าสี่ตัวคือขีดจำกัดสูงสุดในตอนนี้สินะ”

“การร่ายมนตร์สองครั้งล่าสุด ความเร็วในการร่ายไม่ได้เร็วขึ้น แต่พลังวิญญาณที่ใช้... ลดลงไปนิดหนึ่งแฮะ”

“แต่ประเด็นคือมันเป็นอัญเชิญทวีคูณทั้งสองครั้งเลยนะ! นี่มันคนละเรื่องกับเมื่อก่อนเลย!”

หนิงจู๋โยนเศษซากผลึกวิญญาณทิ้งไปแล้วคว้าชิ้นสุดท้ายขึ้นมาลองใหม่อีกรอบ

“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง...”

“พอความชำนาญถึงขั้นเชี่ยวชาญ โอกาสเกิดอัญเชิญทวีคูณพุ่งสูงขึ้นถึงประมาณห้าสิบเปอร์เซ็นต์เลยเหรอ? สรุปคือร่ายสองครั้งฉันจะได้สมุนมาสามตัวโดยเฉลี่ย?”

“ถ้าไฟวิญญาณเต็มถัง ต่อให้ไม่เรียกจากวิหารเทพกระดูก ฉันก็น่าจะคุมสมุนได้เกินสิบห้าตัวสบายๆ เลยนะเนี่ย?”

หนิงจู๋ตกใจกับผลลัพธ์ที่ได้มาก

ถ้าเขาตุนทัพไว้ก่อนแล้วใช้เครื่องทุ่นแรงจากวิหารเทพกระดูกช่วยอัญเชิญ...

นั่นไม่ได้หมายความว่าในหนึ่งศึก เขาจะสามารถเสกสมุนออกมาได้ถึงสามสิบตัวเลยเหรอ? ในระดับเดียวกันนี่ใครจะไปสู้ไหว!

“ตุนต่อสิครับรออะไร พรุ่งนี้เรือนทดสอบ ผมจะไปรีดไถ เอ๊ย ไปรับโบนัสจากรุ่นพี่ที่จบไปแล้วให้เกลี้ยงเลย!”

...

คืนนั้นหนิงจู๋ฝึกจนแทบจะคลาน

แต่พอพระอาทิตย์ขึ้น เขากลับตื่นมาด้วยท่าทางกระปรี้กระเปร่าและมีพลังล้นเหลือเหมือนเดิม

อาบน้ำ เปลี่ยนชุด

ตรวจเช็กของ: ร่มไม้ไผ่ กุญแจ เงิน

หนิงจู๋ทักทายอาหวงก่อนจะเดินออกจากเขตสุสาน

“อาจู๋ ทางนี้!”

รถวัวสภาพเก่าแก่คันหนึ่งจอดอยู่ไม่ไกลจากทางเข้า สวี่หลีเฮ่ายื่นหน้าออกมาจากหน้าต่างรถพลางกวักมือเรียกแต่ไกล

เฮ้ย...

ไอ้เพื่อนคนนี้ปกติมันประหยัดจะตาย ละอองมนตราเม็ดเดียวนี่ต้องแบ่งใช้เหมือนสองเม็ด

วันนี้ทำไมป๋าจัง ถึงขั้นยอมจ้างรถรับส่งพิเศษเลยเหรอเนี่ย?

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 22 - กำแพงที่พังทลายกับสถิติใหม่

คัดลอกลิงก์แล้ว