เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 - อสูรระดับแกร่งและการแบ่งเขต

บทที่ 4 - อสูรระดับแกร่งและการแบ่งเขต

บทที่ 4 - อสูรระดับแกร่งและการแบ่งเขต


บทที่ 4 - อสูรระดับแกร่งและการแบ่งเขต

☆☆☆☆☆

หนิงจู๋เผยสีหน้ายินดีออกมาอย่างปิดไม่มิด

ทว่าความเหนื่อยล้าที่ถาโถมเข้ามาดั่งคลื่นยักษ์กลับเข้าโจมตีร่างกายของเขาจนเขารู้สึกเหมือนคนเมา เดินโซซัดโซเซทำท่าจะล้มพับไปได้ทุกเมื่อ

“จงสังเคราะห์!”

หนิงจู๋ฝืนใช้แรงเฮือกสุดท้ายพาสติเข้าไปยังวิหารเทพกระดูก

ตอนนี้เขามีเจ้ากระดูกจิ๋วรวมทั้งหมดสิบสองตัวแล้ว

เขาเลือกทิ้งเจ้ากระดูกทารกและเจ้ากระดูกตาแก่ตัวแรกสุดไว้ ส่วนตัวที่เหลือทั้งหมดเขาโยนเข้าไปในวงเวทสังเคราะห์ทันที และวงเวทก็เริ่มทำงานในพริบตา

“โครมคราม—”

ทั่วทั้งวิหารสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปหมด

เจ้ากระดูกจิ๋วทั้งสิบตัวถูกหลอมรวมเข้าไปในความว่างเปล่า ไม่รู้ว่าพวกมันถูกสังเวยเป็นเครื่องเซ่นไหว้หรือถูกส่งไปยังสถานที่พิเศษอื่นกันแน่

สุดท้ายก็มีวงเวทวงกลมขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางกว่าสองเมตรปรากฏขึ้นมาแทนที่พวกมัน

สมุนโครงกระดูกที่มีร่างกายขาวนวลราวน้ำนมกระโดดพรวดออกมา เมื่อมันหมุนคอไปรอบๆ เปลวไฟวิญญาณสีเขียวขจีในดวงตาของมันก็ดูเหมือนจะมีความระแวดระวังแฝงอยู่

“เอ๊ะ? เจ้านี่มันกำลังสังเกตสภาพแวดล้อมอยู่งั้นเหรอ? หรือว่ามันจะมีสติปัญญา?”

หนิงจู๋ในร่างจิตวิญญาณมนุษย์เบิกตากว้าง

เมื่อมองดูดีๆ จะเห็นว่าสีของเปลวไฟวิญญาณของเจ้าตัวนี้เข้มกว่าเจ้ากระดูกจิ๋วทั่วไปเล็กน้อย

ส่วนสีของกระดูกนั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน แม้จะยังมีสิ่งแปลกปลอมปนอยู่บ้างแต่มันก็ขาวสะอาดเหมือนหิมะ ให้ความรู้สึกที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร

“อับบา?”

เจ้ากระดูกขาวนวลก้าวเท้าข้ามไปข้างหนึ่ง

มันหยุดรออยู่เงียบๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีอันตรายใหม่ปรากฏขึ้นมันจึงค่อยๆ ก้าวเท้าที่สองออกมา

มันดูระมัดระวังตัวมาก ทุกการเคลื่อนไหวจะคอยกวาดสายตามองไปรอบๆ ราวกับว่าเสียงนกเสียงไม้เพียงนิดเดียวก็สามารถทำมันรู้สึกถึงภัยคุกคามที่จ่ออยู่ข้างหลังได้

ทว่า—ภายในวิหารนี้แทบจะนิ่งสนิทไปหมด

ที่นี่สัมผัสไม่ได้แม้แต่การไหลเวียนของกาลเวลา ความว่างเปล่าเข้าปกคลุมไปทั่วทุกหนแห่ง ทุกอย่างดูไม่จริงแต่ในขณะเดียวกันมันก็มีอยู่จริง

“วิเคราะห์ข้อมูลอสูร”

หนิงจู๋นิ่งคิดในใจ และทันใดนั้นหน้าต่างสถานะของเจ้ากระดูกขาวนวลก็ปรากฏขึ้น

[พรสวรรค์]: ไร้ความรู้สึกเจ็บปวด / จิตวิญญาณตื่นรู้ / กระดูกแตกคืนสภาพ

“อสูรระดับแกร่งนี่มัน... จะเกินเบอร์ไปหน่อยไหมเนี่ย?”

“เจ้ากระดูกจิ๋วปกติมีแค่พรสวรรค์ ‘ไร้ความรู้สึกเจ็บปวด’ กับ ‘การต่อประกอบกระดูก’ แต่เจ้านี่เสียการต่อประกอบกระดูกไปแต่ได้พรสวรรค์ใหม่มาเพิ่มตั้งสองอย่าง นี่มันคือ ‘สายพันธุ์พิเศษ’ ชัดๆ เลยไม่ใช่เหรอ?!”

“แล้วไอ้หมัดพลีชีพนี่มันคืออะไรกัน ชื่อโคตรจะประหลาดเลย แถมระดับความชำนาญยังอยู่ที่ขั้น ‘สำเร็จ’ อีกด้วย มันไปฝึกมาจากไหนกันนะ? แล้วทำไมระดับวิวัฒนาการยังอยู่ที่ช่วงต้นเหมือนเดิม ไม่เห็นเพิ่มขึ้นเลยล่ะ?”

หนิงจู๋มีคำถามมากมายนับไม่ถ้วนที่อยากจะสัมภาษณ์เจ้ากระดูกขาวสะอาดที่แสนจะขี้ระแวงตัวนี้

แต่เขาสัมผัสได้ว่าตัวเองเริ่มจะทนไม่ไหวแล้ว ถ้าไม่รีบกลับร่างมนุษย์แล้วไปนอนพักให้เต็มอิ่ม ร่างอสูรที่เพิ่งจะหลอมเสร็จคงได้เกิดปัญหาใหญ่แน่ๆ

“งั้นให้ตาแก่กับเด็กน้อยอยู่เป็นเพื่อนไปก่อนนะ พรุ่งนี้ฉันจะมาใหม่...”

หนิงจู๋ถอนจิตกลับเข้าสู่โลงอสูรและคืนร่างเป็นมนุษย์

ในโลกของนักอาคมโลงปีศาจ การเปลี่ยนร่างไม่จำเป็นต้องทำชุดขาดกระจุยกระจาย

เสื้อผ้าที่มนุษย์สวมใส่รวมถึงอุปกรณ์ป้องกันและของใช้ส่วนตัวที่มีน้ำหนักไม่มากนัก จะถูกเก็บไว้ในโลงอสูรในกายอย่างปลอดภัยในช่วงที่เปลี่ยนร่าง

ดังนั้นเพียงแค่หนิงจู๋ส่งกระแสจิตเพียงแวบเดียว ร่างทั้งสองก็สลับกันทันที

เขากลับมาสวมชุดคลุมนอนที่ขาดรุ่งริ่งตามสไตล์นักรบผู้ผ่านสมรภูมิ เขาไม่มีแรงจะมาสนใจความรกในห้องแล้ว เขาทิ้งตัวลงนอนสลบทันที

“ครอก...”

การนอนหลับของคนหนุ่มนี่มันดีจริงๆ

หนิงจู๋ฝันเห็นเรื่องราวประหลาดเหลือเชื่อ ในฝันเขานั่งอยู่บนบัลลังก์กระดูกที่สูงหมื่นจั้ง

เมื่อมองออกไปทั่วดินแดนอันกว้างใหญ่ก็เห็นสิ่งมีชีวิตสายความตายหลากหลายรูปแบบ เหล่าโครงกระดูกยืนเรียงแถวเป็นกองทัพที่แสนเป็นระเบียบ เหล่าวิญญาณส่งเสียงหัวเราะคิกคักบินว่อนไปทั่ว เหล่าซากศพเดินได้กำลังรุมล้อมซากอสูรยักษ์ขนาดเท่าภูเขาเพื่อรื่นเริงไปกับงานเลี้ยงเลือดและเนื้อ

นอกจากนี้ยังมีมังกรกระดูกที่ปีกกว้างนับร้อยเมตรบินวนอยู่บนท้องฟ้า

ยักษ์กระดูกที่ถือกระบองกระดูกยักษ์ยืนแยกเขี้ยวดูน่าเกรงขาม

มัมมี่ที่มีผ้าพันแผลสีขาวพันรอบตัวเดินโซซัดโซเซอยู่เต็มทุ่งหญ้าและขุนเขา

อัศวินแห่งความตายที่ควบม้าฝันร้ายพร้อมถือหอกความมืดที่มีจิตวิญญาณการต่อสู้พุ่งพล่าน

เจ้าชายแวมไพร์สุดหล่อและเจ้าหญิงแวมไพร์ผู้งดงามที่กำลังชูแก้วไวน์ซึ่งเต็มไปด้วยเลือดสีสดถวายให้แด่ผู้ที่อยู่บนบัลลังก์...

...

หนิงจู๋รู้สึกเคลิบเคลิ้มหลงใหลไปกับภาพเหล่านั้น

เมื่อแสงอาทิตย์ยามเช้าขับไล่ความหนาวเหน็บยามค่ำคืนและสาดแสงเข้าสู่เมืองหญ้าคาอีกครั้ง

เด็กหนุ่มค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้น สายตาที่เคยงัวเงียเริ่มแจ่มใสขึ้นเรื่อยๆ ดวงตาสีเทาทั้งสองข้างยังคงดูลึกซึ้งและเต็มไปด้วยความปิติยินดีเช่นเดิม

“ชีวิตใหม่ เริ่มออกเรือได้!”

“วันนี้คือวันที่หนึ่งร้อยหลังจากผนึกศพ และเป็นวันสุดท้ายที่จะต้องไปรายงานตัวที่เซิ่นโหลวด้วย ฉันต้องรีบออกเดินทางแล้ว...”

การเป็นนักอาคมโลงปีศาจนั้นเป็นเพียงตั๋วผ่านทางเข้าสู่โลกของผู้เหนือธรรมชาติเท่านั้น

โดยเฉพาะในระดับสายพันธุ์ด้อยช่วงต้นแบบนี้มันทำอะไรแทบไม่ได้เลย จำเป็นต้องเข้าโรงเรียนเท่านั้น

และ ‘เซิ่นโหลว’ ก็คือสถาบันการศึกษาระดับสูงสุดของเมืองหญ้าคา บรรยากาศการแข่งขันที่ดีและความรู้อันมหาศาลที่นี่จะช่วยให้นกน้อยสามารถเติบโตเป็นพญาอินทรีได้

หนิงจู๋เหลือบมองนาฬิกาบนฝาผนัง

เข็มสั้นชี้ที่เลขเจ็ด ทันเวลาแน่นอน

“จริงด้วย อสูรระดับแกร่งที่อัญเชิญมาจากการสังเคราะห์เจ้ากระดูกจิ๋วสิบตัวนั่น...”

หนิงจู๋เข้าไปในวิหารที่พังทลายและกวาดสายตาหาดูรอบหนึ่งก่อนจะพบสิ่งที่ทำให้เขาต้องตกตะลึง

เขาเห็นเจ้ากระดูกทารกที่เคยน่ารักเมื่อวาน ตอนนี้กำลังนอนขดตัวอยู่ในรอยแตกของผนัง พยายามทำตัวให้ลีบเล็กเหมือนอากาศธาตุ ดูทั้งน่าสงสารและหดหู่สุดๆ

อีกด้านหนึ่ง เจ้ากระดูกตาแก่หายไปแล้ว

แต่ที่ตั้งอยู่ตรงนั้นคือเจ้ากระดูกขาวนวลที่แขนขวาขาดหายไปถึงโคนแขน มันกำลังเหยียบย่ำอยู่บนเศษซากของเจ้าตาแก่ ในมือถือเศษกะโหลกที่แตกละเอียดและค่อยๆ สูบกินเปลวไฟวิญญาณด้านในอย่างช้าๆ

“...”

หนิงจู๋เงยหน้ามองท้องฟ้าสี่สิบห้าองศาด้วยความว่างเปล่า

ทหารที่แสนภักดีของฉัน... หายไปแบบนี้เลยเหรอ!

ในคืนที่ลมแรงและมืดมิดในขณะที่เขากำลังนอนหลับปุ๋ย

แต่ในวิหารเทพกระดูกกลับเกิดการดวลครั้งสำคัญถึงชีวิตขึ้น!

ผู้แพ้เห็นได้ชัดว่าเป็นตาแก่ผู้ไร้น้ำยาคนนั้น

ทั้งที่มีระดับเท่ากันแต่เจ้าตาแก่ไม่มีทักษะ เลยทำได้แค่ยืนให้เขาอัดอยู่ฝ่ายเดียว

แต่มันกลับทำเอาแขนของเจ้ากระดูกขาวนวลหลุดไปข้างหนึ่งเลยเหรอ?

นี่มันคือสายพันธุ์พิเศษนะ!

อสูรระดับแกร่งที่อัญเชิญมาจากวงเวทสังเคราะห์เลยนะ!

เจ้าตาแก่กระดูกมันโหดขนาดนั้นเลยเหรอ ทำไมเมื่อวานถึงมองไม่ออกกันนะ?

หนิงจู๋ครุ่นคิดไปมาจู่ๆ เขาก็นึกอะไรบางอย่างที่ผิดปกติออก

หมัดพลีชีพ—หรือว่ามันจะเป็นทักษะประเภท ‘ทำร้ายศัตรูหนึ่งพันแต่ทำลายตัวเองแปดร้อย’ กันนะ?

เจ้ากระดูกขาวนวลคงใช้ทักษะปลิดชีพเจ้าตาแก่แล้วหลังจากนั้นก็กินเปลวไฟวิญญาณเข้าไปเพื่อสะสมพลังงานในการเติบโต...

ยิ่งหนิงจู๋คิดเขาก็ยิ่งรู้สึกว่ามันสมเหตุสมผล

และเขาก็เกิดไอเดียสุดบรรเจิดขึ้นมาว่า ถ้ามันมีระบบย้อนหลังให้ดูได้ก็คงจะดี เพราะเขาไม่สามารถเฝ้าดูวิหารได้ตลอดเวลา มักจะพลาดฉากที่น่าสนใจหรือฉากสำคัญๆ ไปเสมอ

“...”

เขารออยู่ครึ่งนาที

แต่ในวิหารเทพกระดูกกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ดูเหมือนว่าที่นี่แม้จะมหัศจรรย์แต่ก็ไม่ได้ทำได้ทุกอย่างตามใจปรารถนา

พลังวิเศษที่สามารถแสดงออกมาได้ในตอนนี้หลักๆ มีแค่การวิเคราะห์ การส่งตัว และการสังเคราะห์รวมสามอย่างเท่านั้น จะหวังมากกว่านี้คงจะมากเกินไป

“ไม่ได้การล่ะ เรื่องกลืนกินพวกเดียวกันน่ะเข้าใจได้ ไม่ว่าจะเป็นวิญญาณหรือสิ่งมีชีวิตอื่นมันก็คือสัญชาตญาณการเอาตัวรอด”

“แต่นี่มันถิ่นของฉัน แกก็เป็นลูกน้องฉัน จะช่วยเลิกไปแกล้งเจ้ากระดูกเด็กน้อยนั่นหน่อยได้ไหม?”

เจ้ากระดูกทารก—ได้รับฉายาอย่างเป็นทางการว่า ‘เจ้าหนู’

หนิงจู๋ยังคงเสียดายเจ้าโครงกระดูกสุดแปลกที่มีทักษะ ‘กัดขยี้’ ตัวนี้อยู่ เขาจึงพยายามเค้นสมองคิดหาวิธีที่จะรับประกันความปลอดภัยให้แก่มัน

“พื้นที่ตรงนี้ก็กว้างตั้งขนาดนี้ แบ่งเขตกันหน่อยไม่ได้หรือไง?”

“เสือกับช้างเขายังมีอาณาเขตของตัวเองเลย ถ้าขืนมาอยู่รวมกันมั่วๆ แบบนี้ วันนี้กินเพื่อนร่วมงานตัวหนึ่ง พรุ่งนี้กินอีกคู่หนึ่ง แล้ววิหารของฉันจะเติบโตยิ่งใหญ่ได้ยังไง? แล้วอนาคตฉันจะพวพวกแกไปเสวยสุขได้ยังไงกัน?”

หนิงจู๋บ่นพึมพำออกมารัวๆ

ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงดังสนั่น รอบๆ ตัวมีรอยแยกขนาดใหญ่ปรากฏขึ้น ความกว้างกว่าร้อยเมตร

พื้นที่ที่เขาอยู่นั้นกลายเป็นเกาะร้างที่แยกตัวออกมาโดยสมบูรณ์

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 4 - อสูรระดับแกร่งและการแบ่งเขต

คัดลอกลิงก์แล้ว