- หน้าแรก
- ฆ่าผู้ข้ามมิติทั้งที ขอขโมยระบบมาเป็นราชันย์องครักษ์เสื้อแพร
- บทที่ 30 - ยายเฒ่าฮวา
บทที่ 30 - ยายเฒ่าฮวา
บทที่ 30 - ยายเฒ่าฮวา
บทที่ 30 - ยายเฒ่าฮวา
"ขอบพระคุณใต้เท้าไป่ฮู้ที่เมตตา พวกข้าน้อยจะปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถ จะไม่ทำให้ใต้เท้าต้องผิดหวัง"
สวีเหวินคังและอีกสามคนทำความเคารพอย่างนอบน้อม
ซ่างกวนอู๋ตี้พยักหน้า จากนั้นจึงกล่าวต่อว่า
"ยามนี้เขตปกครองลั่วเยี่ยนมีภัยซ่อนเร้นมากมาย เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ตึงเครียด กองร้อยของเราต้องมีกำลังพลเต็มอัตราศึก
เมื่อนับรวมคนที่ข้าพามาด้วย ยังขาดคนอยู่อีกเจ็ดสิบกว่าคน
หากจะรับสมัครให้ครบ ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่"
"เรียนใต้เท้า องครักษ์เสื้อแพรเป็นหน่วยงานที่ใครๆ ก็ใฝ่ฝันอยากเข้า ขอเพียงปิดประกาศ ย่อมมีคนมีฝีมือมาสมัครมากมาย
บวกกับบารมีของใต้เท้าในวันนี้ ไม่เกินสามชั่วยาม (6 ชั่วโมง) ก็คงได้คนครบขอรับ"
สวีเหวินคังตอบอย่างมั่นใจ เพราะความจริงมันเป็นเช่นนั้น
องครักษ์เสื้อแพรเบี้ยหวัดดี มีอำนาจ ใครบ้างไม่อยากเป็น
"ดี เรื่องนี้มอบหมายให้เจ้าจัดการด้วยตัวเอง ในการคัดเลือกรอบสุดท้าย ให้เรียกรวมพลคนเก่าของกองร้อยทั้งหมดมารวมตัวกันด้วย
ข้าจะทำการคัดกรองด่านสุดท้ายด้วยตนเอง"
"รับทราบ"
สวีเหวินคังไม่ได้คิดมาก นึกว่าท่านไป่ฮู้เพียงแค่อยากจะเจอหน้าลูกน้องทั้งหมด
เมื่อสวีเหวินคังถอยออกไป ซ่างกวนอู๋ตี้ก็หันไปมองอีกสามคนที่เหลือ
"พวกเจ้าใครรับผิดชอบหน่วยข่าวกรอง"
"เรียนใต้เท้าไป่ฮู้ เป็นข้าน้อยขอรับ"
หลัวเหรินรีบก้าวออกมาขานรับ
"ดี ต่อไปให้กู้เจิ้งกวง กู้จงฉี เป็นรองของเจ้า พวกเจ้าสองคนต้องร่วมมือกัน สร้างหูตาที่ใช้งานได้จริงขึ้นมาให้ได้
ทรัพยากรที่จำเป็นในการสร้างคน ข้าจะอนุมัติให้เป็นกรณีพิเศษ"
หลัวเหรินมองกู้เจิ้งกวงที่พยักหน้าให้เขา แล้วรีบพยักหน้ารับคำสั่ง
"ซูหย่งจงฉี เจ้าจัดคนไปส่งข่าวให้กองธงทั้งห้าเมืองในเขตปกครองลั่วเยี่ยน ให้หัวหน้ากองธงทั้งห้าเมืองรีบมาที่กองร้อยก่อนเที่ยงวันพรุ่งนี้เพื่อรับคำสั่ง
นอกจากนี้ ส่งเทียบเชิญไปให้ท่านเจ้าเมืองและผู้บัญชาการทหารประจำเขต เชิญพวกเขามาหารือเรื่องความมั่นคงในเวลาเที่ยงวันพรุ่งนี้ อย่าได้ขาด"
"รับทราบ"
เมื่อซูหย่งรับคำสั่งแล้วจากไป ซ่างกวนอู๋ตี้ก็หันไปมองซูเผิง
"ซูเผิงจงฉี เจ้านำข้าเดินตรวจตราที่ทำการสักรอบเถอะ"
ซูเผิงชะงักไปเล็กน้อย
"ใต้เท้าไป่ฮู้ ท่านเดินทางมาเหน็ดเหนื่อย ไม่พักผ่อนก่อนหรือขอรับ"
"พักผ่อน?"
ซ่างกวนอู๋ตี้หัวเราะเย็นชา "ในกองร้อยแห่งนี้เกรงว่าจะยังมีงูพิษที่พร้อมฉกกัดคนซ่อนตัวอยู่ ข้าจะกล้าพักผ่อนได้อย่างไร"
"ความหมายของใต้เท้าคือ ในกองร้อยของเรามีไส้ศึกหรือขอรับ"
สีหน้าของซูเผิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ยังคงมีแววลังเล
"แต่มันจะเป็นไปได้หรือขอรับ ประวัติความเป็นมาของคนในองครักษ์เสื้อแพรล้วนผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวด"
"ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ แม้แต่ในวังหลวงโจรยังแฝงตัวเข้าไปได้ นับประสาอะไรกับกองร้อยองครักษ์เสื้อแพรของข้า
ที่สำคัญที่สุด จมูกของสำนักบูรพาไม่ได้ด้อยไปกว่าพวกเราองครักษ์เสื้อแพรเท่าไหร่นัก
หากพวกเขาไม่ได้กลิ่นอะไรบางอย่าง มีหรือจะยอมเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งรุนแรงเพื่อขอ 'ยืม' ที่ทำการของข้า"
ซ่างกวนอู๋ตี้แค่นเสียงฮึมฮัม แล้วลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอกทันที
ทุกคนได้ยินดังนั้นต่างก็อึ้งไป ก่อนจะเข้าใจแจ่มแจ้ง
จริงด้วย พวกเขาทำไมถึงคิดไม่ได้นะ
ตอนแรกนึกว่าสำนักบูรพาแค่มาเบ่งอำนาจ ไม่ทันได้คิดให้ละเอียดถึงเงื่อนงำในเรื่องนี้
...
"พี่กู้ ท่านว่าใต้เท้าตัดสินอย่างไรกันแน่
ตั้งแต่คุกหลวง หอความชอบ หอสรรพาวุธ หอโภชนา หออาชา หน่วยสื่อสาร หน่วยข่าวกรอง นี่ลากตัวออกมาแปดคนแล้วนะ
ท่านว่าคนพวกนี้เป็นสายลับ หรือไส้ศึกจริงๆ หรือ"
ซูเผิงแอบชำเลืองมองซ่างกวนอู๋ตี้ที่ทำหน้านิ่งอยู่ด้านหลัง แล้วกระตุกแขนเสื้อกู้เจิ้งกวงถามเสียงเบา
กู้เจิ้งกวงรู้สึกขบขันแต่ก็ตอบเสียงเบาว่า
"เจ้าก็เห็นแล้วไม่ใช่หรือ ในแปดคนนั้นมีสามคนที่พยายามจะกินยาพิษฆ่าตัวตาย อีกสองคนพยายามจะหนี
แม้จะมีสามคนที่ทำหน้างงเหมือนผู้บริสุทธิ์
แต่ในเมื่อห้าคนมีปัญหา อีกสามคนจะไม่มีปัญหาได้อย่างไร
ในความคิดข้า พวกนั้นก็แค่แสร้งทำเป็นนิ่ง หวังจะฟลุครับรอดตัวไปได้
ส่วนความจริงจะเป็นอย่างไร คุกหลวงกำลังดูแลอยู่ เชื่อว่าอีกไม่นานคงได้คำตอบ
เอาเป็นว่า พี่ซูจำไว้แค่ว่า วิธีการของใต้เท้าไม่ใช่สิ่งที่พวกเราจะคาดเดาได้ ขอแค่ทำตามคำสั่งอย่างว่าง่ายก็พอ"
ซูเผิงพยักหน้าอย่างครุ่นคิด เมื่อเงยหน้าเห็นทางเข้าสวนดอกไม้ข้างหน้า ก็รีบหันไปแนะนำซ่างกวนอู๋ตี้
"ใต้เท้าขอรับ สวนดอกไม้นี้เป็นสถานที่สุดท้ายในที่ทำการแล้วขอรับ
เนื่องจากในสวนปลูกดอกซวี่อวี่ (ดอกไม้กระซิบ) ไว้มากมาย และชาที่ทำจากยอดอ่อนของดอกซวี่อวี่ก็มีรสหวานหอมชุ่มคอมาก เราจึงดูแลสวนนี้มาตลอด
ดอกซวี่อวี่บานตลอดสี่ฤดู ชาดอกซวี่อวี่จึงถือเป็นสวัสดิการอย่างหนึ่งของพี่น้องในกองร้อย
แต่ถึงสวนจะใหญ่ ก็มีเพียงยายเฒ่าฮวาคนเดียวที่คอยดูแล นางถือเป็นผู้มีความชอบของกองร้อยเลยทีเดียว"
พูดตอนท้าย ซูเผิงยังหัวเราะเบาๆ ด้วยความชื่นชม
"ยายเฒ่าฮวา?"
ซ่างกวนอู๋ตี้หรี่ตาลง เดิมทีเขาเริ่มผิดหวังเล็กน้อย คิดว่าตัวเองคงคิดมากไป
เพราะแปดคนก่อนหน้านี้ล้วนเป็นแค่ปลาซิวปลาสร้อย คาดว่าคงรีดข้อมูลที่มีค่าอะไรไม่ได้มาก
แต่พอได้ยินชื่อนี้ เขากลับสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากลอย่างรุนแรง
"นางมาอยู่ที่นี่นานแค่ไหนแล้ว"
"นานแค่ไหน ข้าน้อยก็ไม่ทราบแน่ชัด
แต่ตอนข้าน้อยมาที่นี่เมื่อสิบกว่าปีก่อน ยายเฒ่าฮวาก็เป็นคนเก่าคนแก่ของที่นี่แล้ว
ยายเฒ่าฮวาแกใจดีมาก ดังนั้นพี่น้องในกองร้อยถ้าว่างก็จะมาช่วยแก"
ซ่างกวนอู๋ตี้ร้อง "อ้อ" เบาๆ แล้วไม่พูดอะไรอีก
เมื่อทุกคนเดินผ่านซุ้มประตูครึ่งวงจร เข้าสู่สวนดอกไม้ ภาพที่ปรากฏก็ทำให้ทุกคนตื่นตาตื่นใจ
สวนดอกไม้ขนาดหลายหมู่ (1 หมู่ = 666 ตร.ม.) แห่งนี้ แทบจะถูกเติมเต็มด้วยสีเหลืองสดใส
ก้านดอกไม้สูงครึ่งตัวคนเรียงรายชิดกัน ปลายยอดมีดอกตูมสีเหลืองสดขนาดเท่ากำปั้น
ลมพัดโชยมา กลิ่นหอมระรื่นชื่นใจก็พุ่งเข้าจมูก ราวกับได้กินผลไม้แช่เย็นในวันอากาศร้อน!
กิ่งก้านไหวเอน ผีเสื้อและผึ้งบินว่อน นกน้อยส่งเสียงขับขาน ช่างเป็นทิวทัศน์ที่งดงามจริงๆ
และใจกลาง "ภาพวาด" อันสงบสุขและงดงามนี้ มีร่างหนึ่งสวมหมวกสาน ถือตะกร้าดอกไม้ กำลังตัดแต่งกิ่งดอกไม้อย่างสั่นเทา
"ยายฮวา~ ยายฮวา~ ท่านไป่ฮู้คนใหม่มาเยี่ยมท่านแน่ะ~"
ซูเผิงตะโกนเรียกด้วยรอยยิ้ม
เมื่อได้ยินเสียงคน ร่างนั้นดูเหมือนจะงุนงงเล็กน้อย ค่อยๆ หันมองไปรอบๆ ผ่านไปสามสี่ลมหายใจถึงหันมา
ทุกคนจึงได้เห็นโฉมหน้าของยายเฒ่าฮวา ผมขาวโพลน ดวงตาขุ่นมัว ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่น และหลังที่ค่อมงุ้ม
เมื่อเห็นซูเผิง ยายเฒ่าฮวาดูเหมือนจะดีใจมาก ยกแขนขวาที่ดูแข็งเกร็งขึ้นโบกไม้โบกมือ ฉีกยิ้มกว้างเผยให้เห็นฟันเหลืองอ๋อยที่เหลืออยู่เพียงห้าหกซี่
"เชิญยายเฒ่าฮวาท่านนี้มาหน่อยเถอะ ข้าอยากจะคุยกับนางสักหน่อย"
ซ่างกวนอู๋ตี้หรี่ตาลง มุมปากยกยิ้มที่ดูไม่ออกว่ายิ้มหรือไม่
ซูเผิงนึกว่าท่านไป่ฮู้คงประทับใจในความใสซื่อของยายเฒ่าฮวา จึงตะโกนเรียกเสียงดังขึ้น
"ยายฮวา! รีบมาเร็วเข้า ท่านไป่ฮู้อยากคุยด้วย~"
ยายเฒ่าฮวาดูเหมือนจะลังเลเพราะความเกรงใจ ยืนจัดเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่อยู่ที่เดิม แล้วกระชับตะกร้าดอกไม้ที่คล้องแขนซ้าย ก่อนจะค่อยๆ เดินเข้ามา
ยายเฒ่าฮวาเดินช้ามาก แต่ก็ไม่มีใครแสดงอาการหงุดหงิด
คนแก่ใกล้วัยลงโลงขนาดนี้ ใครจะใจร้ายไปเร่งนางได้
ผ่านไปร้อยกว่าลมหายใจ ยายเฒ่าฮวาจึงเดินออกมาจากแปลงดอกไม้
เพียงแต่ เมื่อเห็นซ่างกวนอู๋ตี้นั่งอยู่บนม้านั่งหินในศาลาข้างหน้า ยายเฒ่าฮวาก็แสดงอาการหวาดกลัวและกระวนกระวาย ก้าวขาไม่ออก
ซูเผิงส่ายหน้าขำๆ เดินเข้าไปพยุงยายเฒ่าฮวามาที่เบื้องหน้า
"ยายฮวา ท่านนี้คือไป่ฮู้คนใหม่ของกองร้อยเรา ใต้เท้าซ่างกวน
ท่านใต้เท้าใจดีมาก ยายไม่ต้องกลัว
ท่านถามอะไร ยายก็ตอบไปตามจริงเถอะ"
ยายเฒ่าฮวาพยักหน้าหงึกหงักอย่างทำอะไรไม่ถูก แล้วทำท่ากล้าๆ กลัวๆ ทักทายซ่างกวนอู๋ตี้
"ทะ ท่านใต้เท้า หญิงชราคา..คารวะเจ้าค่ะ"
พูดจบ ยายเฒ่าฮวาก็ทำท่าจะคุกเข่าลง แต่ถูกซ่างกวนอู๋ตี้ยกมือห้าม
"ผู้อาวุโสไม่ต้องมากพิธี ข้าแค่สงสัยว่าผู้อาวุโสมาอยู่ที่กองร้อยนี้นานแค่ไหนแล้ว"
"เรียน ทะ เรียนใต้เท้า หญิงชราจำไม่ค่อยได้แล้ว น่าจะสักสามสิบฝนสามสิบหนาวกระมังเจ้าคะ"
ซ่างกวนอู๋ตี้พยักหน้าช้าๆ พลางทอดถอนใจ
"สามสิบฝน สามสิบหนาว สามสิบตะวันจันทราผันผ่าน!
ในฝันยังเห็นโคมวังกระจ่าง ตื่นมาไร้เฒ่าขุนนางเคียงคู่
ราชันย์เก่าเคยยิ้มใต้เถาดง ผู้สืบสายไร้ที่มุงบังฝน
ชีวิตดั่งละคร ละครทุกฉากล้วนสะท้อนความจริง ช่างเป็นดั่งทะเลกลายเป็นทุ่งหม่อนจริงๆ (ความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่)
น่าเศร้า น่าสงสาร น่าเสียดาย!"
สิ้นเสียงบทกลอนของซ่างกวนอู๋ตี้ บรรยากาศที่เคยอบอุ่นเมื่อครู่ก็พลันเย็นเยียบจนหนาวเหน็บถึงกระดูกสันหลัง
ลูชิงและคนอื่นๆ หน้าเปลี่ยนสี มือขวากุมด้ามดาบทันที
ส่วนซูเผิงทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก เขาไม่ใช่คนโง่
แม้เขาจะไม่เคยได้ยินบทกลอนนี้ และไม่รู้ความหมายที่แท้จริง แต่คำว่า "ราชันย์เก่า (อดีตกษัตริย์)" และ "ผู้สืบสาย (ทายาท)" ก็อธิบายทุกอย่างชัดเจนแล้ว!
แต่เขาไม่อยากเชื่อ หรือไม่อยากจะเชื่อ ว่ายายเฒ่าฮวาจะเป็นเศษเดนอดีตราชวงศ์!
ส่วนยายเฒ่าฮวาผู้เป็นเป้าหมายกลับมีสีหน้ามึนงง เหมือนฟังไม่รู้เรื่องว่าซ่างกวนอู๋ตี้พูดอะไร
โดยเฉพาะเมื่อเห็นสายตาอำมหิตของลูชิงและคนอื่นๆ นางก็ตกใจจนตะกร้าดอกไม้หลุดมือ
ขวดและไหข้างในแตกกระจาย ของเหลวสาดกระเซ็นไปทั่วเกสรดอกไม้
"ทะ ใต้เท้า ท่านพูดเรื่องอะไร? พวกท่าน พวกท่านจะทำอะไร?"
เมื่อเห็นท่าทางตื่นตระหนกจนยืนไม่อยู่ของยายเฒ่าฮวาที่น่าสงสาร ซูเผิงก็อดไม่ได้ที่จะร้องขอความเมตตา
"ใต้เท้าไป่ฮู้ ท่านต้องเข้าใจผิดแน่ๆ ยายเฒ่าฮวาจะเป็นเศษเดนอดีตราชวงศ์ได้อย่างไร นาง..."
"เข้าใจผิด?"
ซ่างกวนอู๋ตี้เหลือบมองซูเผิง แล้วแค่นหัวเราะ
"เช่นนั้นไม่ทราบว่าเมื่อสิบปีก่อนตอนที่ซูจงฉีเจอยายเฒ่าฮวาท่านนี้ นางมีหน้าตาเป็นอย่างไร
แตกต่างจากตอนนี้หรือไม่"
ซูเผิงกำลังจะตอบตามสัญชาตญาณ แต่อ้าปากแล้วกลับพูดไม่ออก ยืนแข็งทื่ออยู่กับที่
เพราะเมื่อสิบปีก่อนตอนที่เขาเพิ่งมาที่นี่ ยายเฒ่าฮวาก็หน้าตาแบบนี้
สิบปีผ่านไป กลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย
แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไร
ยายเฒ่าฮวาเป็นแค่คนธรรมดา ไม่เคยฝึกวรยุทธ์ แถมอายุมากขนาดนี้
เวลาสิบปี จะไม่มีความเปลี่ยนแปลงเลยได้อย่างไร
[จบแล้ว]