เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 009 - ทะลวงสู่ขอบเขตของเหลวลึกลับ

บทที่ 009 - ทะลวงสู่ขอบเขตของเหลวลึกลับ

บทที่ 009 - ทะลวงสู่ขอบเขตของเหลวลึกลับ


บทที่ 009 - ทะลวงสู่ขอบเขตของเหลวลึกลับ

สิบวันต่อมา ณ ที่ทำการกองธงองครักษ์เสื้อแพร

"นึกไม่ถึงเลยว่า คัมภีร์เจดีย์สวรรค์ขั้นสมบูรณ์จะมีความเร็วในการบำเพ็ญเพียรเร็วกว่าขั้นต้นถึงแปดเท่า!

เวลาเพียงสิบวัน กลับเทียบเท่าการบำเพ็ญเพียรอย่างหนักเกือบสามเดือนในยามปกติ

จุดชีพจรเฟิงฟู่ (ตำหนักลม) มั่นคงแล้ว หากทะลวงจุดไป่ฮุ่ย (ร้อยบรรจบ) ได้ การก้าวสู่ขอบเขตของเหลวลึกลับ ก็คือวันนี้!"

เมื่อคิดได้ดังนั้น ซ่างกวนอู๋ตี้ก็รีบรวมสมาธิ โคจรพลังปราณในร่างให้หมุนวนไปที่เส้นชีพจรตูม่าย (เส้นลมปราณควบคุม) แล้วพุ่งผ่านจุดเฟิงฟู่ที่แผ่นหลัง ตรงดิ่งขึ้นไปยังจุดไป่ฮุ่ยที่กลางกระหม่อม!

...

หนทางแห่งการฝึกตน หนึ่งก้าวคือหนึ่งชั้นฟ้า หนึ่งขอบเขตคือหนึ่งโลกหล้า

ขอบเขตกายาฝึกฝนร่างกาย สิ่งที่ฝึกประกอบด้วย ผิวหนัง, เนื้อ, เอ็น, กระดูก, ไขกระดูก และอวัยวะภายในทั้งห้า

ขอบเขตทะเลปราณเปิดตันเถียนล่าง สร้างทะเลปราณภายในร่างกาย จากนั้นทะลวงจุดชีพจรเจ็ดร้อยยี่สิบจุด เชื่อมต่อเส้นลมปราณหลักสิบสองเส้นและเส้นลมปราณพิเศษแปดเส้น ขยายทะเลปราณไปพร้อมกับขัดเกลาอวัยวะภายในทั้งหก

เมื่อเส้นชีพจรตูม่ายเส้นสุดท้ายถูกทะลวง ร่างกายจะกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว ถึงตอนนั้นจึงจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตของเหลวลึกลับ

ในขอบเขตนี้ พลังปราณจะกลั่นตัวเป็นของเหลว ดุจดั่งสายน้ำในแม่น้ำ ไหลเวียนไม่สิ้นสุดและเหนียวแน่นทนทาน

หากฝึกจนลึกล้ำ สามารถควบแน่นเป็นชุดเกราะพลังปราณ (กังอี) แม้ต้องสู้กับคนนับร้อย ก็ไม่ใช่เรื่องยาก

...

หน้าห้องฝึกตน

"ใต้เท้าปิดด่านไปนานเท่าไหร่แล้ว?"

"เรียนท่านนายกองธงเล็กกู้ ท่านนายกองธงปิดด่านตั้งแต่เมื่อวาน ยังไม่ออกมาเลยขอรับ ข้าวเช้าก็ยังไม่ได้ทาน"

องครักษ์เฝ้าประตูรีบตอบ

กู้เจิ้งกวงขมวดคิ้ว อยากจะตะโกนเรียกแต่ก็กลัวว่าท่านนายกองธงกำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการฝึกวิชา จึงจำใจต้องรออยู่หน้าประตู

แต่ดูเหมือนจะมีเรื่องด่วนจนนั่งไม่ติด เขาไม่ยอมไปนั่งรอในศาลา แต่กลับเดินไปเดินมากอดอก ชะเง้อมองห้องฝึกตนเป็นระยะ

เวลาล่วงเลยไปจนตะวันโด่ง ในขณะที่กู้เจิ้งกวงกำลังร้อนใจจนแทบจะระเบิด ประตูห้องฝึกตนที่ปิดสนิทก็เปิดออก

"ใต้เท้า ใต้เท้า! เรื่องที่ท่านสั่งมีเบาะแสแล้วขอรับ แล้วก็หลัวกู้เป่ยไปที่หออี้ฮวาอีกแล้วตั้งแต่เช้าตรู่ แต่ข้าน้อยไม่รู้ว่าตอนนี้ยังอยู่หรือเปล่า"

ซ่างกวนอู๋ตี้ที่เพิ่งทะลวงผ่านและปรับระดับพลังขอบเขตของเหลวลึกลับ ขั้นหนึ่งจนเสถียร กำลังอารมณ์ดี ก็ได้ยินเสียงร้อนรนนี้เข้าพอดี

เงยหน้ามอง ก็เห็นว่าเป็นกู้เจิ้งกวง

เขาจึงเลื่อนเรื่องการตรวจสอบของรางวัลจากระบบออกไปก่อน แล้วหันมาสนใจเรื่องนี้แทน

"หืม? เช้าตรู่ขนาดนี้ก็วิ่งไปหออี้ฮวาแล้ว หลัวกู้เป่ยนี่สมองเพี้ยนไปแล้วหรือไง?

เล่าเรื่องที่เจ้าสืบเจอมาสิ"

ซ่างกวนอู๋ตี้เลิกคิ้ว บ่นพึมพำพลางทำสัญญาณให้เดินไปคุยไป

กู้เจิ้งกวงพยักหน้ารัวๆ กวาดสายตามองรอบๆ อย่างระแวดระวัง ก่อนจะกดเสียงต่ำทำท่าลับๆ ล่อๆ

"ใต้เท้า ครั้งนี้พวกเราน่าจะจับปลาตัวใหญ่ได้แล้วขอรับ!"

ซ่างกวนอู๋ตี้แปลกใจเล็กน้อย มองกู้เจิ้งกวงที่ทำหน้าตื่นเต้นอย่างประหลาด แล้วก็เริ่มอยากรู้ขึ้นมา

"ปลาตัวใหญ่แค่ไหน?"

"เศษเดนอดีตราชวงศ์!"

"อะ..."

หัวใจซ่างกวนอู๋ตี้กระตุกวูบ เกือบจะร้องอุทานออกมา

แต่ด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง เขาจึงระงับอารมณ์ที่เกือบหลุดการควบคุมไว้ได้ทัน พริบตาเดียวก็กลับมาสงบนิ่ง

กวาดตามองรอบๆ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใคร ซ่างกวนอู๋ตี้ก็ยิ้มเรียบๆ

"ไปเถอะ ข้ายังท้องว่างอยู่ ไปกินไปคุยไป"

กู้เจิ้งกวงงงเป็นไก่ตาแตก เกิดอะไรขึ้น? ข่าวสะเทือนฟ้าขนาดนี้ ท่านนายกองธงกลับไม่ตื่นเต้นสักนิด?

เดิมทีเขาคาดหวังว่าจะได้เห็นสีหน้าตื่นตะลึงของท่านนายกองธงผู้เย็นชาและหยิ่งยโสเสียหน่อย...

ห้องหนังสือ

"เล่ามาให้ละเอียด มันเป็นมายังไง"

"ขอรับ!"

กู้เจิ้งกวงเลียริมฝีปากที่แห้งผากเพราะความตื่นเต้นระคนร้อนใจ เรียบเรียงคำพูดในใจเงียบๆ

"ใต้เท้า เรื่องนี้สายลับที่ข้าน้อยฟูมฟักมาหลายปีบังเอิญไปเจอเข้า

หลังจากท่านสั่งการ ข้าน้อยก็ส่งสายลับสามคนรวมถึงคนนี้แฝงตัวเข้าไปสืบข่าวในหออี้ฮวาด้วยฐานะต่างๆ กัน

เมื่อเช้านี้ตอนยามเหม่า (05.00-07.00 น.) สายลับคนนี้แอบมาหากระผม รายงานว่าตอนปลายยามจื่อ (23.00-01.00 น.) เขาเห็นเงาดำลอบเข้าไปในห้องนอนของ 'เหอเซียงเอ๋อร์' สาวงามอันดับหนึ่งผู้ขายศิลป์ไม่ขายเรือนร่างของหออี้ฮวา

เขาเกิดสงสัย เลยแอบมุดเข้าไปในโอ่งน้ำใหญ่ที่มุมสวนหลังบ้าน เพราะเขาติดตั้งกลไกกระบอกไม้ไผ่ขยายเสียงไว้ในนั้น

แต่เนื่องจากกลไกไม่ค่อยดี เขาได้ยินแค่คำว่า 'อดีตราชาร', 'จั่วเจิ้งหยาง', 'งานโคมไฟ' อะไรพวกนี้แบบกระท่อนกระแท่น

จากนั้น เพื่อไม่ให้ใครสงสัย เขาเลยรอจนเช้าถึงค่อยมาแจ้งข้าน้อย

ใต้เท้า 'จั่วเจิ้งหยาง' นี่มันพระนามขององค์เหนือหัวองค์ปัจจุบันนะขอรับ! แถมยังพูดถึง 'อดีตราชา' อีก นอกจากพวกเศษเดนอดีตราชวงศ์แล้ว ใครจะกล้าบังอาจขนาดนี้?"

ตอนพูดถึงสามคำว่า "จั่วเจิ้งหยาง" แม้จะรู้ว่าไม่มีใครแอบฟัง แต่กู้เจิ้งกวงก็ยังทำตัวเหมือนโขมย พยายามบีบเสียงให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้

เพราะนั่นคือเจ้าชีวิตแห่งราชวงศ์ต้าเซิ่ง ถ้าไม่ใช่เพราะค่าความภักดีที่สูงถึง 88 แต้ม กู้เจิ้งกวงคงไม่กล้าเอ่ยชื่อนี้ต่อหน้าซ่างกวนอู๋ตี้แน่

ซ่างกวนอู๋ตี้ลูบคาง ครุ่นคิดเกี่ยวกับคำเหล่านี้อย่างละเอียด

การวิเคราะห์ของกู้เจิ้งกวงไม่มีอะไรผิดปกติ แถมเดิมทีเขาก็สงสัยว่าหออี้ฮวามีปัญหาอยู่แล้ว บวกกับค่าความภักดีที่ติดลบของหลัวกู้เป่ย พอโยงเข้ากับเรื่องเศษเดนอดีตราชวงศ์ ทุกอย่างก็ดูสมเหตุสมผล

เขากับหลัวกู้เป่ยไม่มีความแค้นต่อกัน งั้นค่าความภักดีที่ติดลบก็ต้องเป็นเรื่องของฝ่ายตรงข้าม

ในฐานะขุนนางเก่าของอดีตราชวงศ์ ย่อมต้องเกลียดชัง "องครักษ์เสื้อแพร" ที่เปรียบเสมือนเขี้ยวเล็บของราชวงศ์ปัจจุบันเข้ากระดูกดำ

เมื่อประมาณสามร้อยปีก่อน ราชวงศ์ต้าเซิ่งก็แซ่จั่วเหมือนกัน แต่กษัตริย์ในตอนนั้นเป็นลุงขององค์เหนือหัวจั่วเจิ้งหยางในปัจจุบัน

ตอนนั้นจั่วเจิ้งหยางเป็นแค่อ๋องผู้ว่างงาน แต่พอกษัตริย์องค์ก่อนเตรียมจะถ่ายโอนบัลลังก์ให้โอรส จั่วเจิ้งหยางผู้ไร้ตัวตนกลับลุกฮือขึ้นก่อกบฏ

ไม่เพียงยึดเมืองหลวงและสังหารลูกหลานรวมถึงคนสนิทของกษัตริย์องค์ก่อนจนเกือบหมดสิ้น แต่ยังได้รับความสนับสนุนจากกองทัพส่วนหนึ่งอย่างเหนือความคาดหมาย

หลังจากนั้น จั่วเจิ้งหยางใช้ความเด็ดขาดปราบปรามกองทัพกู้ชาติหัวรั้นไปหลายกองทัพ เนื่องจากทายาทของกษัตริย์องค์ก่อนตายหมดแล้ว กองทัพส่วนใหญ่ที่ลังเลจึงจำใจต้องยอมสวามิภักดิ์ต่อจั่วเจิ้งหยาง

หลังการผลัดแผ่นดิน แม้ราชวงศ์ต้าเซิ่งจะยังคงแซ่จั่ว แต่กษัตริย์องค์นี้ไม่ใช่สายเลือดเดิมอีกต่อไป

เพียงแต่ เรื่องรักใคร่ของกษัตริย์เป็นเรื่องปกติ จึงยังมีทายาทของกษัตริย์องค์ก่อนบางคนรอดชีวิตมาได้ และแอบซ่องสุมกำลังภายใต้การคุ้มครองของข้ารับใช้เก่าที่ภักดี

นี่คือที่มาของ "เศษเดนอดีตราชวงศ์" แม้เวลาจะผ่านมาสามร้อยปี แต่ความแค้นถูกส่งต่อรุ่นสู่รุ่น

สามร้อยปีผ่านไป เศษเดนอดีตราชวงศ์นับไม่ถ้วนถูกสังหาร แต่ก็ยังมีบางส่วนที่รอดชีวิตมาได้อย่างเหนียวแน่นราวกับเมล็ดพันธุ์

ปัจจุบันจั่วเจิ้งหยางมีอายุสี่ร้อยกว่าปีแล้ว แม้ตามทฤษฎีขอบเขตจิตกระจ่างแจ้งจะมีอายุขัยถึงห้าร้อยปี แต่คนที่อยู่ได้ถึงขนาดนั้นจริงๆ มีน้อยมาก

ดังนั้น จริงๆ แล้วจั่วเจิ้งหยางในตอนนี้ถือว่าเข้าสู่วัยชราแล้ว

ชายชราที่สองมือเคยเปื้อนเลือดญาติสนิท ยิ่งใกล้ฝั่ง ก็ยิ่งหวาดระแวง

ดังนั้น หลายปีมานี้ ราชวงศ์ไม่เพียงไม่ผ่อนปรนการไล่ล่าเศษเดนอดีตราชวงศ์ แต่กลับยิ่งให้ความสำคัญมากขึ้น รางวัลนำจับก็สูงขึ้นเรื่อยๆ

ถึงขั้นที่เมื่อยี่สิบปีก่อน จั่วเจิ้งหยางได้ใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการก่อตั้ง "สำนักบูรพา" (ตงฉ่าง) ขึ้นมา โดยใช้ขันทีในวังเป็นหลัก มีหน้าที่เฉพาะในการไล่ล่าเศษเดนอดีตราชวงศ์

แน่นอนว่าองครักษ์เสื้อแพรก็มีอำนาจนี้ แต่ศูนย์กลางความรับผิดชอบอยู่ที่สำนักบูรพามากกว่า

...

หลัวกู้เป่ยและแม่นางเหอเซียงเอ๋อร์คนนั้น น่าจะเป็นคนของอดีตราชวงศ์ ส่วนคนอื่นๆ ในหออี้ฮวาจะเป็นด้วยหรือไม่ ตอนนี้ยังไม่รู้

แต่ตอนนี้ความสนใจส่วนใหญ่ของซ่างกวนอู๋ตี้พุ่งเป้าไปที่คำว่า "งานโคมไฟ"

ฝ่ายตรงข้ามเอ่ยถึงคำนี้ หรือว่าคิดจะลอบปลงพระชนม์องค์เหนือหัวในงานโคมไฟสักงาน? หรืออาจจะเป็นองค์ชาย องค์หญิง?

แต่ราชวงศ์ต้าเซิ่งมีถึงห้าแคว้น สามพันกว่าเมือง แต่ละเมืองอาจจัดงานโคมไฟทุกๆ สองสามปี

หรือแม้แต่ในเมืองระดับเต้า ระดับแคว้น หรือเมืองหลวง แค่ถนนเส้นเดียวก็จัดงานโคมไฟได้แล้ว

จะให้เดาเป้าหมายจากคำว่า "งานโคมไฟ" คำเดียว มันเป็นไปไม่ได้เลย

แต่ถ้าลองตั้งสมมติฐานอย่างกล้าหาญว่า เป้าหมายของพวกเขาคือองค์เหนือหัว นั่นแปลว่าพวกเขาต้องได้ข่าวมาแล้วว่าองค์เหนือหัวจะไปชมงานโคมไฟที่ไหนสักแห่ง

แต่ข่าวลับสุดยอดขนาดนี้ พวกเขารู้ล่วงหน้าได้อย่างไร?

ต่อให้เป็นอิทธิพลของตระกูลซ่างกวน ก็ยังไม่แน่ว่าจะรู้ล่วงหน้านานๆ ได้

เว้นเสียแต่ว่า... ฝ่ายตรงข้ามจะมีคนแฝงตัวอยู่ในวังหลวง แถมตำแหน่งต้องไม่ต่ำด้วย!

เมื่อคิดได้ดังนั้น ซ่างกวนอู๋ตี้ก็หรี่ตาลง...

"ไป! ไปหออี้ฮวา!"

"ขอรับ!"

...

"ตุ๊กตาดินปั้น น้ำตาลปั้น ไม้สามเหลี่ยมจ้า มาดูมาจับกันได้ ของเล่นที่ลูกสาวลูกชายชอบที่สุด อันละสาม ห้า สิบอีแปะจ้า~"

"น้ำดีสัตว์อสูรพเนจรชั้นเลิศจ้า ข่าวดีของท่านชายทั้งหลาย เดินผ่านห้ามพลาดนะจ๊ะ~"

"ขนสัตว์อสูรวาสาบิสมบูรณ์แบบขายถูกๆ จ้า ไม่ครบยินดีคืนเงิน~"

ย่านการค้าทางทิศเหนือของเมือง เสียงเรียกลูกค้าดังเซ็งแซ่ บรรยากาศคึกคักมีชีวิตชีวา

ทว่า เสียงจอแจเหล่านี้กลับเบาลงอย่างรวดเร็วเมื่อชายฉกรรจ์สิบกว่าคนในชุดคลุมแพรสีดำ ปักลายปลาบิน สวมหมวกทรงสูง เดินเข้ามา ราวกับมีคนหรี่เสียงลง

ไม่ว่ากลุ่มคนทั้งสิบกว่าคนนี้จะเดินผ่านไปที่ใด ทั้งพ่อค้า ชาวบ้าน บัณฑิต หรือคุณหนูตระกูลผู้ดี ต่างก็รีบหลีกทางไปสองฝั่ง เว้นที่ว่างตรงกลางถนนไว้กว้างขวาง

แม้จะไม่ค่อยมีเรื่ององครักษ์เสื้อแพรรังแกชาวบ้าน แต่ดาบอาญาสิทธิ์ "ประหารก่อนกราบทูลทีหลัง" ก็ทำให้คนธรรมดาไม่กล้าเข้าใกล้

เพราะไม่มีใครกล้าเดิมพันว่า อีกฝ่ายจะตัดหัวตัวเองเพียงเพราะอารมณ์ไม่ดีหรือเปล่า

หางตาเหลือบมองสายตาหวาดกลัว สงสัย หรืออิจฉาของชาวบ้านรอบๆ ซ่างกวนอู๋ตี้ไม่ได้รู้สึกอะไร เขาชินกับภาพแบบนี้มานานแล้ว

"ลายปลาบินสีแดงเข้ม เอ๊ะ คนนั้นคงเป็นท่านนายกองธงซ่างกวนใช่ไหม?"

"น่าจะใช่แล้วล่ะ อำเภอผูหยางจะมีนายกองธงคนที่สองได้ยังไง?"

"ท่านนายกองธงซ่างกวนเป็นคนดีนะ ไม่เพียงกวาดล้างตระกูลหลิวที่เลี้ยงผีดิบคนเถื่อน แต่ยังสังหารผีดิบคนเถื่อนเก้าสราญรมย์ด้วย"

"ใช่ๆ ข้าก็ได้ยินมา หลานชายข้าบอกว่า ผีดิบคนเถื่อนเก้าสราญรมย์น่ะ ฆ่าคนได้เป็นแสนๆ โดยไม่มีใครรู้ตัวเลยนะ!

ถ้าไม่ใช่เพราะท่านนายกองธงซ่างกวน ไม่แน่ว่าพวกเราอาจจะนอนหลับไปคืนไหนสักคืน แล้วไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีกเลยก็ได้"

"ใช่แล้ว ท่านนายกองธงซ่างกวนเป็นขุนนางที่ดีจริงๆ"

...

ซ่างกวนอู๋ตี้ที่บรรลุขอบเขตของเหลวลึกลับแล้ว ประสาทสัมผัสทั้งหกเฉียบคมมาก ย่อมได้ยินเสียงกระซิบกระซาบเหล่านี้ชัดเจน

เพียงแต่ สำหรับ "บัตรคนดี" ที่ได้รับนี้ ซ่างกวนอู๋ตี้ได้แต่กระตุกมุมปากในใจ

เขาไม่ใช่คนดีอะไรหรอกนะ...

แน่นอน สำหรับศัตรู เขาไม่ใช่คนดีแน่

แต่สำหรับชาวบ้านตาดำๆ สิ่งที่เขาทำอาจจะเรียกว่าเป็นเรื่องดีก็ได้กระมัง?

ระหว่างเดิน แม้สีหน้าจะเย็นชาเรียบเฉย แต่ในใจซ่างกวนอู๋ตี้กลับกำลังครุ่นคิดบางอย่าง

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 009 - ทะลวงสู่ขอบเขตของเหลวลึกลับ

คัดลอกลิงก์แล้ว