เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 003 - ผีดิบคนเถื่อนเก้าสราญรมย์

บทที่ 003 - ผีดิบคนเถื่อนเก้าสราญรมย์

บทที่ 003 - ผีดิบคนเถื่อนเก้าสราญรมย์


บทที่ 003 - ผีดิบคนเถื่อนเก้าสราญรมย์

ด้านนอกจวนซือหม่า ณ ร้านสุราสามนิ้ว บัดนี้แสงไฟยังคงสว่างไสว แต่กลับไร้ซึ่งเสียงพูดคุยโอ้อวด มีเพียงเสียงชักอาวุธคมกริบออกจากฝักดังขึ้นเป็นครั้งคราว

เหล่าองครักษ์ร่างกำยำกว่าห้าสิบนายในชุดเสื้อแพร สะพายหน้าไม้อัดพลังปราณ เหน็บดาบปักวสันต์ไว้ที่เอว กำลังตรวจเช็กอาวุธยุทโธปกรณ์ของตน แม้จะไม่มีใครพูดจา แต่แววตาต่างฉายแววตื่นเต้นระคนอำมหิต

นับตั้งแต่ท่านนายกองธงซ่างกวนมารับตำแหน่ง ผลตอบแทนจากการปฏิบัติภารกิจแต่ละครั้งของพวกเขาก็เพิ่มขึ้นจากปกติถึงสองสามเท่า แถมอัตราการบาดเจ็บล้มตายก็ลดลงอย่างมาก

ติดตามเจ้านายแบบนี้ การออกภารกิจก็หมายถึงผลตอบแทนอันงดงาม ซึ่งจะช่วยให้การบำเพ็ญเพียรของตนก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ใครบ้างจะไม่เต็มใจ?

ชั้นบนสุดของร้านสุรา

"ท่านนายกองธง จากสายข่าว พี่เขยของเหยียนซั่วผู้นั้นคือ หลินเจิ้งเสียง ลองเชียนฮู้แห่งเมืองเจาหยาง! ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของท่านอีกที แถมยังมีศิษย์สำนักฮ่าวหยางรวมอยู่ด้วย

ท่านเห็นว่าเรื่องนี้เราควรวางแผนกันใหม่ให้รอบคอบกว่านี้ดีหรือไม่?

หรือว่า... บีบให้เหยียนซั่วส่งตัวแม่นางหลิวเนี่ยนชินออกมาตรงๆ เลยจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องลงมือเอิกเกริก"

เจี่ยซิงฮั่นมองไปที่จวนซือหม่าเบื้องหน้า ก่อนจะประสานมือแนะนำซ่างกวนอู๋ตี้ด้วยสีหน้ากังวล

ซ่างกวนอู๋ตี้กวาดตามองอีกสี่คนที่เหลือซึ่งต่างก็มีสีหน้ากังวลไม่ต่างกัน ก่อนจะปรายตามองเจี่ยซิงฮั่น

เจี่ยซิงฮั่นผู้นี้อาวุโสที่สุดในบรรดาห้าคน อายุอานามปาเข้าไปสี่สิบสามปีแล้ว ฝีมือก็แกร่งที่สุด อยู่ที่ขอบเขตทะเลปราณ ขั้นห้า อีกนิดเดียวก็จะมีคุณสมบัติเลื่อนเป็นนายกองธงได้แล้ว

แต่โบราณว่าไว้ คนแก่มักเจ้าเล่ห์ เรื่องที่จะไปตอแยกับคนที่สู้ไม่ได้โดยไม่มีไพ่ตายในมือนั้น เขาไม่มีทางเอาด้วยแน่

"นายกองธงเล็กเจี่ย เจ้ากำลังสอนข้าทำงานงั้นรึ?"

เจี่ยซิงฮั่นหน้าตึง รีบแก้ตัวพัลวัน

"ท่านนายกองธง! ข้าน้อยไม่ได้หมายความอย่างนั้น เพียงแต่... ข้าน้อยเป็นห่วงจริงๆ ว่า..."

ซ่างกวนอู๋ตี้โบกมือห้าม ศิลปะการปกครองคนมีหรือเขาจะไม่เข้าใจ การกดขี่อย่างเดียวรังแต่จะทำให้เสียการ ต้องรู้จักผ่อนปรนบ้าง

"เอาล่ะ วางใจเถอะ แค่หลินเจิ้งเสียงคนเดียว ยังทำอะไรข้าไม่ได้หรอก!

ส่วนสำนักฮ่าวหยาง ก็แค่สำนักระดับเมือง พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินไม่ได้หรอก!"

เจี่ยซิงฮั่นและพวกชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนดวงตาจะเปล่งประกายขึ้นมา หันมองหน้ากันแล้วรีบประสานมือคำนับซ่างกวนอู๋ตี้

"เช่นนั้น พวกข้ายินดีถวายหัวรับใช้ท่านนายกองธง!"

ซ่างกวนอู๋ตี้พยักหน้าเล็กน้อย

"ได้เวลาแล้ว พวกเจ้าฟังคำสั่ง!"

"ขอรับ!"

"เจี่ยซิงฮั่นนำกำลังในสังกัดอุดประตูหลัง ตงเว่ยนำกำลังในสังกัดอุดทางออกลับ ห้ามให้รอดไปได้แม้แต่คนเดียว!

กู้เจิ้งกวง ลูชิง เหลิงชวง พวกเจ้าสามคนนำกำลังที่เหลือบุกเข้าทางประตูหน้าพร้อมข้า!

จำไว้! นอกจากบ่าวไพร่ธรรมดาแล้ว คนตระกูลเหยียนฆ่าไม่เลี้ยง! ตัวการสำคัญคือหลิวเนี่ยนชิน เป็นเป้าหมายอันดับหนึ่ง!

อีกหนึ่งก้านธูป ลงมือให้ตรงเวลา!"

"รับทราบ!"

เมื่อทั้งห้าคนแยกย้ายกันไป ซ่างกวนอู๋ตี้ก็เอ่ยเรียกเบาๆ "ลุงเฟิง?"

ทันใดนั้น ลมกรรโชกวูบหนึ่งพัดผ่านหน้าต่างที่เปิดอยู่ เงาร่างสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าซ่างกวนอู๋ตี้ เป็นชายชราไว้เคราแพะในชุดคลุมสีดำ

"นายน้อย บ่าวอยู่นี่ขอรับ มีอะไรให้รับใช้?"

"ลุงเฟิง ช่วยส่งข่าวกลับไปที่บ้านที บอกว่าหลินเจิ้งเสียง ลองเชียนฮู้แห่งเมืองเจาหยางอาจจะมาหาเรื่องข้า ให้ทางบ้านช่วยจัดการหน่อย

ตำแหน่งองครักษ์เสื้อแพรนี้ไม่เลวเลย ข้าไม่อยากให้เจ้าหลินลองเชียนฮู้นั่นมาทำเรื่องยุ่งยากจนเสียการใหญ่

ส่วนสำนักฮ่าวหยาง ไม่ต้องบอกทางบ้าน ข้าน่าจะจัดการเองได้"

ตระกูลใหญ่ที่สืบทอดกันมายาวนานมักจะมีกฎระเบียบและระบบการฝึกฝนบุคลากรที่สมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความสำคัญกับทายาทสายตรงที่มีพรสวรรค์โดดเด่น

หากเป็นพวกพรสวรรค์พื้นๆ และไม่มีความทะเยอทะยาน ตระกูลก็คร้านจะทุ่มเทแรงกายแรงใจฟูมฟัก จึงมักจะมีลูกหลานไม่เอาไหนปรากฏให้เห็นอยู่บ่อยๆ

แต่ทายาทสายตรงอย่างซ่างกวนอู๋ตี้ ในช่วงแรกที่ก้าวเข้าสู่ยุทธภพต้องพึ่งพาตัวเองสร้างเนื้อสร้างตัว จากนั้นตระกูลถึงจะดูผลงานแล้วทุ่มทรัพยากรสนับสนุนให้เหมาะสมในภายหลัง

ดังนั้น แม้เขาจะเป็นนายน้อยสายตรงของตระกูลซ่างกวน แต่ก็ไม่อาจพาผู้ติดตามแห่แหนกันมาเป็นขบวนได้

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ทายาทสายตรงนั้นมีน้อยยิ่งกว่าน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้ตายก่อนวัยอันควร ปกติแล้วจะมีผู้พิทักษ์คอยติดตามดูแล

ผู้พิทักษ์ของซ่างกวนอู๋ตี้ก็คือชายชราผู้นี้... ซ่างกวนเฟิง เป็นมือสังหารที่ตระกูลเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็ก ฝีมือบรรลุถึงขอบเขตกลั่นตาน ขั้นสาม ถือเป็นผู้พิทักษ์ที่ฝีมือไม่เลวเลยทีเดียว

"ขอรับ!"

ซ่างกวนเฟิงรับคำสั่งอย่างนอบน้อม ไม่ได้เก็บเรื่องสำนักฮ่าวหยางมาใส่ใจ

แค่สำนักระดับเมือง เจ้าสำนักอย่างเก่งก็แค่ขอบเขตของเหลวลึกลับ ขั้นเก้าหรือสิบเท่านั้น ถึงแม้เขาจะไม่สะดวกออกหน้าช่วยนายน้อยโดยตรง แต่ถ้าคิดจะมาเอาชีวิตนายน้อยล่ะก็ ฝันไปเถอะ

...

"ใครกัน?!"

หน้าจวนซือหม่า เมื่อเห็นเงาดำหลายสิบร่างก้าวย่างหนักแน่นด้วยท่าทีคุกคามเข้ามา ทหารยามก็ตกใจ รีบชักอาวุธตะโกนถาม

"องครักษ์เสื้อแพรจับกุมนักโทษ พวกเจ้าวางอาวุธแล้วถอยไปซะ!"

ตัวคนยังไม่ทันถึง แต่เสียงดังกังวานก็ฝ่าสายลมมาให้ได้ยินชัดเจน

ทหารยามทั้งสิบนายหน้าถอดสี เมื่ออีกฝ่ายก้าวเข้ามาในรัศมีแสงไฟ เห็นเครื่องแบบคุ้นตาพร้อมอาวุธครบมือ ทั้งสิบคนต่างก็หน้าตาดูไม่ได้

สำหรับชาวบ้านตาดำๆ องครักษ์เสื้อแพรคือตัวตนที่ทั้งรักทั้งกลัว แต่สำหรับคนในกองทัพ มันคือตัวตนที่ทั้งเกลียดทั้งอิจฉา

เกลียดความวางก้ามขององครักษ์เสื้อแพร เพราะบ่อยครั้งที่พี่น้องทหารในกองทัพถูกองครักษ์เสื้อแพรลากตัวไปต่อหน้าต่อตากองทัพนับหมื่นอย่างหน้าตาเฉย

เวลาเจอกันปกติ พวกองครักษ์เสื้อแพรก็มักจะเชิดหน้าชูคอ ทำตัวเหนือกว่าคนอื่นเสมอ

ส่วนที่อิจฉาก็คือสวัสดิการของพวกมัน ไม่ต้องพูดถึงเบี้ยหวัดหรือเงินพิเศษ แค่ชุดอุปกรณ์พวกนั้นก็ทำเอาน้ำลายหกแล้ว

ชุดคลุมแพรที่ถักทอจากไหมหนอนไหมทมิฬเป็นวัสดุหลัก ช่วยให้องครักษ์เสื้อแพรได้เปรียบจอมยุทธ์ขอบเขตกายาทั่วไป ดาบปักวสันต์ในมือฟันหินผ่าเหล็กได้สบายๆ หน้าไม้อัดพลังปราณขนาดเล็กก็เป็นภัยคุกคามถึงชีวิตต่อขอบเขตทะเลปราณระดับต่ำได้

นี่ยังไม่นับรวมอุปกรณ์แปลกพิสดารอีกมากมาย

ทหารยามทั้งสิบนายตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก อีกฝ่ายยกพลมาขนาดนี้ชัดเจนว่าพุ่งเป้ามาที่ท่านซือหม่า

แต่ชื่อเสียงขององครักษ์เสื้อแพรไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ถ้าขัดขืน พวกเขาเชื่อว่าจุดจบมีแต่ความตายสถานเดียว

แต่ครั้นจะไม่ขัดขืน ก็รู้สึกเสียหน้า แถมยังผิดต่อหน้าที่ของตนเองอีก

ในขณะที่ทั้งสิบคนกำลังลังเล เงาร่างหนึ่งก็ก้าวออกมา พร้อมตะโกนเสียงดังลั่นก้องไปกว่าครึ่งถนน

"คนในจวนฟังให้ดี ข้าคือนายกองธงองครักษ์เสื้อแพรแห่งอำเภอผูหยาง ซ่างกวนอู๋ตี้

บัดนี้สืบทราบแน่ชัดแล้วว่า ซือหม่าเหยียนซั่วแห่งผูหยาง ไม่เพียงทุจริตคอรัปชั่น เข่นฆ่าผู้คนอย่างผักปลา แต่ยังสมคบคิดเลี้ยงดูผีดิบคนเถื่อน หลักฐานมัดตัวแน่นหนา! ตามกฎหมายแห่งต้าเซิ่ง โทษประหารสามชั่วโคตร!

ผู้ใดในจวนคิดขัดขืน ฆ่าไม่เว้น!"

พอได้ยินคำว่า "ผีดิบคนเถื่อน" ทหารยามทั้งสิบนายหน้าเปลี่ยนสี รีบทิ้งอาวุธคุกเข่าลงทันที

ในทวีปหยวนเฉิน สัตว์อสูรและผีดิบคนเถื่อนคือศัตรูร่วมกันของมนุษยชาติ!

โดยเฉพาะผีดิบคนเถื่อน แม้จำนวนจะน้อยกว่าสัตว์อสูรมาก แต่วิธีการของมันลึกลับซับซ้อน ภัยคุกคามยิ่งกว่าสัตว์อสูรเสียอีก

ดังนั้น ใครก็ตามที่บังอาจไปยุ่งเกี่ยวกับผีดิบคนเถื่อน มักจะโดนข้อหาหนักที่พัวพันไปทั่ว!

เวลานี้ใครจะกล้าทำเก่ง ต่อให้ตายไปก็ไม่มีใครสรรเสริญสักครึ่งคำ

"บุก!"

สิ้นเสียงคำสั่งเย็นชาของซ่างกวนอู๋ตี้ คนกว่าสามสิบชีวิตก็กรูเข้าไปทางประตูใหญ่ แล้วจัดขบวนทัพเกล็ดงูแยกออกเป็นสามสายบุกทะลวงเข้าไป

ตระกูลเหยียนพอจะเป็นตระกูลเล็กๆ ตระกูลหนึ่ง ในจวนย่อมมีองครักษ์ผู้ภักดีและกับดักกลไกอยู่บ้าง เสียงการต่อสู้ดังระงมไปทั่ว แต่แทบจะหยุดยั้งอะไรไม่ได้

ซ่างกวนอู๋ตี้ไพล่มือเดินตามเข้าไปเหมือนเดินเล่นในสวน แต่ทุกก้าวย่างกลับกินระยะทางนับสิบวา ตามติดขบวนอยู่ตลอดเวลา นานๆ ครั้งถึงจะลงมือปัดป้องลูกธนูที่ยิงมาจากมุมอับ

ผ่านไปเพียงชั่วจิบชา องครักษ์เสื้อแพรสองทีมก็บุกมาถึงหน้าห้องโถงรับรอง ส่วนอีกทีมแยกไปกวาดล้างที่เรือนหลัง

"ท่านนายกองธง! ท่านดูคนพวกนี้สิ... พวกเขา..."

องครักษ์เสื้อแพรยี่สิบกว่านายยืนล้อมเป็นรูปครึ่งวงกลมหน้าห้องโถง ครึ่งหนึ่งถือดาบ ครึ่งหนึ่งถือหน้าไม้ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งมาตลอดทาง แต่ตอนนี้พวกเขากลับรู้สึกขนลุกซู่

แม้แต่เหลิงชวงที่ปกติเย็นชาหน้าตาย หนังตายังกระตุก ดวงตากระพริบถี่ๆ ไม่หยุด

ซ่างกวนอู๋ตี้เดินขึ้นมาข้างหน้า มองสภาพการณ์ตรงหน้าแล้วต้องหรี่ตาลง

เห็นเพียงอาหารบนโต๊ะยังคงส่งควันฉุย กลิ่นสุรายังหอมฟุ้ง

แต่คนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้กลับกลายเป็นโครงกระดูกแทบทั้งสิ้น เนื้อหนังมังสาทั่วร่างหายไปหมด เหลือเพียงหนังบางๆ หุ้มติดกระดูก

ที่น่าขนลุกคือ ในที่เกิดเหตุกลับไร้ร่องรอยการต่อสู้ และไม่มีเลือดตกยางออกแม้แต่หยดเดียว

ที่บอกว่า "แทบทั้งสิ้น" ก็เพราะยังมีอีกสามคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นอย่างครบสมบูรณ์

เวลานี้ ทั้งสามคนยังคงพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ดูท่าทางหน้าตาเปล่งปลั่ง สดใสแข็งแรงดี

พวกเขาราวกับอยู่ในโลกอีกใบหนึ่ง ไม่เพียงไม่รู้สึกถึงความผิดปกติรอบข้าง แม้แต่เสียงฆ่าฟันและการมาถึงของพวกเขาก็ยังไม่ได้รับความสนใจเลยสักนิด

ภาพเหตุการณ์ประหลาดเช่นนี้จะไม่ให้คนขนลุกขนพองได้อย่างไร?

บรรยากาศเริ่มกดดันขึ้นเรื่อยๆ มือขององครักษ์บางคนเริ่มสั่นเทาจนควบคุมไม่ได้ ทำให้อาวุธในมือสั่นระริก

ทันใดนั้น เสียงหัวเราะเบาๆ ก็ดังขึ้น ทำลายบรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัวลง ทุกคนต่างรู้สึกโล่งอกอย่างประหลาด

เหมือนโยนก้อนหินลงในน้ำนิ่ง ทำให้โลกใบนี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

"หึหึ... นึกไม่ถึงเลยว่า จะได้มาเจอ 'ผีดิบคนเถื่อนเก้าสราญรมย์' ผู้เลื่องชื่อในที่เล็กๆ แบบนี้ ไม่รู้จะเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้ายดีนะ"

ซ่างกวนอู๋ตี้มีรอยยิ้มบนใบหน้า แต่แววตากลับเคร่งเครียดถึงขีดสุด

เขาเมินเฉยต่อชายสองคนนั้น แล้วจ้องเขม็งไปที่แม่นางน้อยผู้ดูไม่ค่อยมีตัวตนคนนั้น

"อะไรนะ? ผีดิบคนเถื่อนเก้าสราญรมย์?!"

กู้เจิ้งกวงตัวสั่นเทิ้ม หน้าซีดเผือดราวกับหิมะ

ลูชิงกับเหลิงชวงมองหน้ากันเลิ่กลั่ก

"พี่กู้ ผีดิบคนเถื่อนเก้าสราญรมย์น่ากลัวมากเหรอ?"

"น่ากลัว? หึหึ..."

กู้เจิ้งกวงเหมือนคนวิญญาณหลุดจากร่าง พอได้ยินคำถามก็ยิ่งทำหน้าเศร้ากว่าเดิม

"ประวัติศาสตร์แสนยาวนาน ข้อมูลที่ข้ารู้เกี่ยวกับผีดิบคนเถื่อนเก้าสราญรมย์มีเพียงสามข้อเท่านั้น

หนึ่ง มันเคยล้างบางประชากรในเขตปกครองหนึ่งไปถึงสี่แสนคน

สอง เมืองหนึ่งกลายเป็นเมืองร้างเพราะมัน

สาม ราชวงศ์หนึ่งถูกมันทำลายจนสิ้นซาก!

ที่น่ากลัวที่สุดคือ มีตำนานเล่าว่า เมื่อได้พบกับผีดิบคนเถื่อนเก้าสราญรมย์ ความจริงแล้วเจ้าได้ตายไปแล้ว

แต่เจ้า... จะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองตายไปแล้ว ในสายตาคนอื่น เจ้าก็ยังใช้ชีวิตอยู่ดีมีสุข...

จนกระทั่งวันหนึ่ง บางทีแค่อีกฝ่ายดีดนิ้วเบาๆ ทุกคนก็จะ 'ปัง' สิ้นลมหายใจทันที

ผีดิบคนเถื่อนเก้าสราญรมย์ เจอหน้าคือตาย! พวกเราเกรงว่า... คงตายกันหมดแล้ว..."

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 003 - ผีดิบคนเถื่อนเก้าสราญรมย์

คัดลอกลิงก์แล้ว