- หน้าแรก
- จักรวรรดิเสมือนจริงเริ่มจากเกม
- บทที่ 2 อุปกรณ์
บทที่ 2 อุปกรณ์
บทที่ 2 อุปกรณ์
แค่ชั่วโมงเดียวถัดมา หลินโหยวก็อัปโหลดวิดีโอลงแพลตฟอร์มโซเชียลที่ชื่อว่า “หลิงซี”
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของหวังหลง ตั้งแต่เด็กฝึกงานไปจนถึงหัวหน้าฝ่าย โทรศัพท์ดังระงมกันถ้วนหน้า ต้องรีบวกกลับเข้าออฟฟิศล่วงเวลา
ชาวเน็ตนับไม่ถ้วนที่คิดว่าเขาจะออกมาขอโทษยอมอ่อนข้อ ต่างกรูกันเข้ามากดเปิดวิดีโอ
หลินโหยวในวิดีโอใส่เชิ้ตขาว นั่งตัวตรงเรียบร้อยอยู่หน้ากล้อง ดูจากอากัปกริยาอย่างเดียว นึกว่าเป็นเด็กเรียนเงียบๆ สุภาพจริงใจ
แต่เด็กเรียนคนนั้นไม่มีอีกแล้ว
เขาเปิดปากก็จัดหนักเลย “บางคนว่าผมไม่รู้อะไรสักอย่าง แถมยังทำลาย”เทคโนโลยีของชาติ“ทำให้ความฮึกเหิมเรื่องนวัตกรรมหายไป เตือนผมด้วยว่าถ้าทำของที่ดีกว่าไม่ได้ก็อย่ามาก่อกวน”
“ทั้งที่ตัวเองไม่เข้าใจเทคโนโลยีแม้แต่นิดเดียว กลับกล้าหน้าด้านไปสั่งคนอื่นให้เรียนรู้การทำความเย็นก่อนค่อยมาวิจารณ์ตู้เย็น คนพวกนี้ มีสองแบบ หนึ่งคือใจแคบ สองคือสมองมีปัญหา”
“แต่ผมเป็นคนมีเมตตา เพื่อเห็นแก่คนที่สมองมีปัญหา ผมยินดีให้ความรู้ฟรีๆ”
“แล้วก็สอนหวังหลงไปพร้อมกัน ว่าอะไรถึงเรียกว่าแท้จริง ก้าวเปลี่ยนยุค ของเทคโนโลยีปฏิสัมพันธ์คนกับเครื่อง จะได้มีหลักมีเกณฑ์ไว้บ้าง ตอนอยากจะมั่วในงานเปิดตัวครั้งหน้า”
“อีกหนึ่งสัปดาห์เจอกัน”
ไม่ต้องสงสัย กระแสบนเน็ตระเบิดทันที
เดิมทีหลินโหยวก็ยืนอยู่กลางวังวนแห่งความเห็นสาธารณะอยู่แล้ว คราวนี้คนบนเน็ตเห็นเด็กมหา’ลัยที่ยังเรียนไม่จบ อยู่ๆ ออกมาพูดโผงผางว่าตัวเองจะทำความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีระดับโลกได้ มันก็คล้ายกับนักวิทย์สมัครเล่นคนหนึ่งโผล่มาบอกว่าจะรวมพีชคณิตกับเรขาคณิตเข้าด้วยกัน และจะเปิดเผยบทพิสูจน์ในอีกหนึ่งสัปดาห์
คำเดียวว่าเหลือเชื่อ ไม่มีใครเชื่อว่าเขาจะทำได้จริง
คอมเมนต์ถูกยึดพื้นที่แทบจะในพริบตา
“หิวแสงสุดๆ นี่คนบ้าหรือไง”
“คงคิดสั้น สมองมีปัญหา”
“นักวิทยาศาสตร์ทั้งโลกวิจัยสิบปี = ผมทำเจ็ดวัน”
“ล็อกชื่อผู้ชนะรางวัลทัวริงปี 2031 ล่วงหน้า ยินดีด้วยคุณหลิน ได้ทั้งรางวัลสูงสุดสายคอมพิวเตอร์โลก และรางวัลนักศึกษาดีเด่นคณะของมหาวิทยาลัยตงฮวา /ใส่หัวสุนัขประกอบ”
“แนะนำโทรเรียกรถพาคุณไปโรงพยาบาลจิตเวช ค่าใช้จ่ายก็ขายสมองตัวเองเอา ถ้ามีใครอยากได้”
แน่นอน โลกออนไลน์มีหลากสี ไม่ใช่ไม่มีคนหนุน เพียงแต่เสียงเล็กน้อยนั้นถูกคลื่นด่าทอซัดกลบหายไปอย่างรวดเร็ว
แต่ไม่ว่าจะสนับสนุนหรือด่าเขา หลินโหยวไม่มีเวลาสนใจเลย เขากำลังกินข้าว
กับข้าวเป็นของที่เขาอ้างเหตุ “คุ้มครองความปลอดภัยของผู้เช่า” ให้ทางนิติบุคคลช่วยนำมาส่ง
หลินโหยวยกจานไปนั่งหน้าคอม ตักข้าวหนึ่งคำ กับข้าวหนึ่งคำ เงยหน้ามองโค้ดที่กำลังเติมเต็มตัวเองไม่หยุด อารมณ์ดีขึ้นเป็นเงาตามตัว ยิ่งกินยิ่งอร่อย
บอกเลยว่ากินเพลินกว่าดูทีวีเยอะ
ระหว่างกินเขาก็ครุ่นคิดว่ารอบนี้ต้องทำถึงระดับไหน
อย่างแรก แค่เอไอคงสร้างแรงสั่นสะเทือนได้ยาก เพราะอุปกรณ์ที่มีมันบ้านๆ เกินไป แถมเจ้าของร่างเดิมก็ไม่มีเงินพอจะซื้อของไฮเอนด์ พลังของเอไอเลยงัดออกมาไม่หมด คนดูส่วนใหญ่ก็คงไม่เชื่อ คงคิดว่าเป็นแค่ระบบเลียนแบบอัจฉริยะที่ดีหน่อยเท่านั้น
และเขาเองก็ไม่อยากเปิดเผยเทคโนโลยีเอไอออกมาตรงๆ
สรุปคือต้องทำอุปกรณ์เชื่อมต่อประสาทด้วยคลื่นสมองให้ได้
ของที่หวังหลงเอาไปโชว์ในงานเปิดตัวก็คือเจ้าตัวนี้ ผู้ใช้สวมหมวกครอบหัวขนาดใหญ่ รับสัญญาณคลื่นสมองเพื่อควบคุมเคอร์เซอร์ให้ขยับ แต่เพราะมีสัญญาณรบกวน ความแม่นยำเลยต่ำ เคอร์เซอร์เคลื่อนช้า ทำได้แค่คำสั่งพื้นฐานเท่านั้น
แถมทำได้แค่รับสัญญาณจากสมอง แปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้า แล้วส่งเข้าคอมพิวเตอร์ จะย้อนกลับอีกทางก็ทำไม่ได้
แต่หลินโหยวทำได้ เพราะในหัวเขามีเทคโนโลยีที่สมบูรณ์พร้อมอยู่แล้ว
เทคนิคถอดรหัสและแปลสัญญาณคลื่นสมองชุดนี้ ล้ำกว่ายุคปัจจุบันไปหลายเจเนอเรชัน ไม่ใช่แค่แปลงคลื่นสมองเป็นสัญญาณไฟฟ้าให้คอมเข้าใจได้ แต่ยังแปลงสัญญาณไฟฟ้าเป็นสัญญาณประสาท เพื่อให้สมองเข้าใจได้ด้วย
เหมือนอ่านใจกันได้ ผลลัพธ์จะออกมาเหมือนเวทมนตร์
ถึงเวลานั้นไม่ต้องใช้มือสั่งการ เพียงแค่นึกคิด คอมพิวเตอร์ก็ทำตามคำสั่งแล้ว
ทีนี้พอเล่นเกมแพ้อีกก็จะโทษว่าฝีมืออ่อนด๋อยไม่ได้แล้ว แต่ต้องยอมรับว่า “สมองของตัวเองกาก” ต่างหาก
ถ้าปล่อยให้เทคโนโลยีพัฒนาไปตามครรลอง เจ้าสิ่งนี้คงอยู่ระดับเดียวกับนิวเคลียร์ฟิวชันแบบควบคุมได้ ก็ต้องใช้เวลาราว ๆ อีกห้าสิบปีข้างหน้า
แต่สำหรับหลินโหยว การทำให้สำเร็จนั้นง่ายมาก เพราะชุดคำสั่งที่สมองมนุษย์รับรู้ได้อยาสงครบถ้วนอยู่ในหัวเขาแล้ว เรื่องมันเหลือแค่ลงมือทำก็เท่านั้น
รอให้เอไอสมบูรณ์เต็มที่ ต่อให้เขาไม่ขยับมือเอง เอไอก็จัดการได้
ปัญหาเดียวคือ ไม่มีเงิน
อุปกรณ์หลายชิ้นต้องซื้อมาเพื่อดัดแปลงปรับแต่ง ของที่ปกติต้องใช้ทุนวิจัยหลักล้านหลักสิบล้าน เขากลับทำได้ด้วยงบหลักหมื่น เรียกว่าถูกจนน่าตกใจ
แต่ปัญหาคือ เขาไม่มีแม้แต่เงินหมื่นเดียว เอาตรงๆ เงินเก็บทั้งหมดตอนนี้ก็มีอยู่ 7,800 เท่านั้น
คิดแล้วก็กลุ้ม ความอยากอาหารหายวับ
“จะไปหาอุปกรณ์จากไหนกัน”
เสียงวี๊งดังขึ้น
หลินโหยวหยิบมือถือที่สั่นขึ้นมาดู เป็นข้อความในกรุ๊ปชั้นเรียน ชื่อจ้าวลี่กำลังเด้งขึ้นมา
“หลินโหยว นายรู้ใช่ไหมว่ากำลังทำอะไร นายกำลังทำให้ชื่อเสียงมหา’ลัยเราแปดเปื้อน”
“พูดผิดก็ยอมรับผิดกันตรงๆ มันยากมากเหรอ จะดื้อด้านเอาชนะไปถึงไหน นายไม่อายแต่เพื่อนๆ เขาอายนะ ต่อไปออกไปข้างนอกยังไม่กล้าบอกเลยว่าเรียนสถาบันเดียวกับนาย รีบลบซะ อย่าทำให้มหา’ลัยขายหน้า”
หลินโหยวเอนตัวพิงเหมือนใช้ท่าถอยเชิงยุทธวิธี นี่ใครกัน ถ้าไม่ใช่ไอ้คนนั้นที่ลอบอัดคลิปแล้วอัปขึ้นเน็ต
ยังกล้าจะมาชี้นำกระแสอีก
เขาคว้าคีย์บอร์ดไร้สายมาเชื่อมกับมือถือ
กับคนประเภทนี้ใจดีไม่ได้ ต้องใช้คีย์บอร์ดถึงจะสะใจ หน้าจอมือถือเล็กเกิน ขวางทางฟาดฟัน
แต่ก่อนจะได้พิมพ์ เพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งก็ออกตัว
“จ้าวลี่ นายพูดแบบนี้ได้ยังไง คลิปนั่นก็ฝีมือนายนั่นแหละ เรื่องทั้งหมดเริ่มจากนาย แล้วยังจะมาพูดจาแทงข้างหลังอีก”
ใช้ได้ หลินโหยวพยักหน้า เธอคนนี้เส้นทางในชีวิตจะกว้างไกล
หลบหน่อย เซียนคีย์บอร์ดจะเข้าฉาก เดี๋ยวคีย์ปราณจะปลิวไปโดน
หลินโหยวเริ่มพิมพ์รัวเป็นชุด
“ทำให้มหา’ลัยแปดเปื้อนงั้นเหรอ บอกความจริงนี่ทำให้มหา’ลัยแปดเปื้อนหรือไง เคารพงานวิจัย เคารพเทคโนโลยี นี่ก็ทำให้มหา’ลัยแปดเปื้อนหรือไง เป็นคนซื่อสัตย์นี่ทำให้มหา’ลัยแปดเปื้อนหรือไง”
“ที่ทำให้แปดเปื้อนคือแกมากกว่าไหม จ้าวลี่ นินทาลับหลัง เล่นแผนสกปรกใส่เพื่อน ก้มหัวให้ผู้มีอำนาจ ไม่ให้เกียรติวิชาการแม้แต่น้อย พูดถึงหวังหลงมันนับว่ามีอำนาจตรงไหนกันเชียว แค่นี้ยังยืนตัวตรงไม่ได้ นอกจากสันดานแย่ หัวเข่ายังอ่อนอีก ชินกับการเป็นคนเลวแล้วสินะ”
คงไม่เคยเจอไฟแรงระดับนี้ กรุ๊ปชั้นเรียนเงียบไปชั่วขณะ ทุกคนอ่านสิ่งที่หลินโหยวพิมพ์ แม้แต่ที่ปรึกษาซึ่งกำลังจะพิมพ์ก็ชะงัก ปลายนิ้วลอยค้างอยู่บนหน้าจอ ไม่รู้จะว่าอย่างไร
จ้าวลี่เดือดพล่าน “พูดบ้าอะไร ใครหัวเข่าอ่อน ใครนินทาลับหลัง”
อ่อนหัดไป หลินโหยวส่ายหัวถอนใจ
แต่ไฟของเขายังไม่มอด
“ก็แกไง จ้าวลี่ ต้นตอของปัญหาทั้งหมด ตัวบ่อนทำลายความสามัคคีของห้อง ไอ้ตัวแสบที่ทำให้เพื่อนโดนถล่มบนเน็ต ยังไม่วายคอยซ้ำเติม แกนั่นแหละ ไอ้หนูเน่าที่ตกลงไปในหม้อโจ๊กดีๆ ทั้งหม้อ จ้าวลี่”
“ไอ้เวรเอ๊ย” จ้าวลี่ในห้องพักนักศึกษากำโทรศัพท์แน่น กัดฟันกรอด แต่ไม่รู้จะพิมพ์อะไรตอบ
สูตรชนะเวลาปะทะคารมคือพลังมวลรวม นี่แหละเหตุผลว่าทำไมป้า ๆ ในตลาดถึงชนะได้ด้วยคำพูดไม่กี่คำเพราะเสียงที่ดังลั่นไปทั่วทั้งลาน อาศัยพลังของมวลชนนั่นเอง
พวกนักศึกษาเหล่านี้หน้ายังไม่หนาพอ เวลาทะเลาะกันก็มักจะไม่ลงไม้ลงมืออย่างเต็มที่ มากสุดก็แค่ประชดประชัน จะให้ดวลมือถือกับคีย์บอร์ด ตอนนนี้หลินโหยวก็ถือว่าสเมิร์ฟลดชั้นมาตบกับเด็กแล้ว
อาจารย์ที่ปรึกษาเป็นคนตั้งหลักได้เร็วสุด รีบเอ่ยปากห้าม
“พอได้แล้ว อย่าทะเลาะกันในกรุ๊ป เรื่องวิดีโอของหลินโหยวไม่กระทบชื่อเสียงมหา’ลัยหรอก อย่าไปพูดเกินจริง มหา’ลัยตงฮวาก่อตั้งมาตั้งร้อยปี ชื่อเสียงจะถูกกระทบง่ายๆ แบบนั้นได้ยังไง”
“อีกอย่าง หลินโหยว ไหนๆ ก็ลงวิดีโอแล้ว แสดงว่าน่าจะมีการปรับปรุงเชิงเทคนิคใช่ไหม”
ในสายตาอาจารย์ประจำชั้น หลินโหยวเป็นเด็กเก่งมาตลอด ถึงช่วงหลังเทคโนโลยีควบคุมด้วยสมองจะไม่ก้าวกระโดด แต่การปรับปรุงเล็กๆ น้อยๆ ก็มีเป็นระยะ หลินโหยวจะทำออปติไมซ์อะไรในแอปพลิเคชันบ้างก็ไม่แปลก
พูดเว่อร์ไปหน่อยก็ยังพอเข้าใจ วัยรุ่นไฟแรง น้ำเสียงแข็งไปบ้างก็ยังรับได้ แนวทางคือให้กำลังใจ
“ครับ มีปรับปรุงอยู่บ้าง” ก็ประมาณว่าลิงยุคหินขว้างกระดูกขึ้นฟ้าแล้วมันกลายเป็นยานอวกาศนั่นแหละ
“ถ้าต้องการความช่วยเหลือก็บอกมาได้ ฉันจัดการไม่ได้จะช่วยติดต่ออาจารย์ที่เกี่ยวข้องให้”
หลินโหยวชะงักนิดหน่อย “ผมขาดอุปกรณ์นิดหน่อย”
“ฝากฉันเอง เธอเจอเรื่องยุ่งแบบนี้ ฉันก็มีส่วนรับผิดชอบ แต่ช่วยอะไรไม่ได้มานาน อย่างน้อยเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือ ฉันยังพอช่วยได้”
หลินโหยวมองจอ เห็นชื่อจูซือเซี่ย โอเค คนนี้เอง
เรื่องนี้เธอเกี่ยวจริง ไม่ใช่แค่เพราะคลิปถูกแฟนๆ ของเธอดันขึ้นเทรนด์ แต่เพราะตั้งแต่เธอย้ายมาลงสองปริญญา จ้าวลี่ก็ชอบเธอมาตลอด ทว่าทางเจ้าหญิงกลับสุภาพแต่รักษาระยะห่าง
จ้าวลี่เห็นเจ้าหญิงไม่ค่อยสนใจตัวเอง แต่กลับมาคุยกับหลินโหยวอยู่บ่อย ๆ ก็เลยเกลียดขี้หน้าหลินโหยวมาตลอด
นึกถึงตรงนี้ หลินโหยวหลุดหัวเราะ พิมพ์ตอบ “ได้ งั้นรบกวนซือเซี่ยด้วย เดี๋ยวคุยกันส่วนตัว”
“อ้า” จ้าวลี่ในห้องพักคำรามลั่น เหวี่ยงมือถือกระแทกพื้นดังปัง ชิ้นส่วนกระเด็นกระดอน
แต่นั่นไม่ใช่เรื่องของหลินโหยวอีกต่อไป เพราะเจ้าหญิงซือเซี่ยทักส่วนตัวมาแล้ว
“คุณหลินโหยว ต้องใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง เดี๋ยวฉันรีบให้คนเอาไปให้”
ปลายนิ้วเขาแตะหน้าจอแล้วชะงักอยู่พัก จะไปยืมเงินจากเด็กสาวที่ไม่สนิทกันเลย เขาพูดไม่ออกจริงๆ
ท้ายที่สุดเขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วทำลิสต์อุปกรณ์ที่ต้องใช้แบบละเอียด เรียงตามความคุ้มค่าต่อราคาจากบนลงล่าง ส่งให้เจ้าหญิงซือเซี่ย
“ผมไม่แน่ใจราคาของพวกนี้ในตลาดตอนนี้ ตั้งงบไว้ 7,000 ให้คนช่วยซื้อไล่ตามลิสต์จากบนลงล่าง พอเงินหมดก็หยุด เหลืออะไรไม่ต้องซื้อแล้ว”
คาดคร่าวๆ ด้วยงบ 7,000 พอปะติดปะต่อทำรุ่นวัยใสออกมาได้ จะหวังให้ถึงขั้นทำเกมเสมือนจริงครบๆ จนคนทั้งโลกอ้าปากค้างยังเป็นไปไม่ได้ แต่รับมือสถานการณ์อีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้าคงพอไหว
ไม่ใช่สิ หลินโหยวรู้สึกสะกิดใจขึ้นมา แล้วจะเรียกว่ารุ่นขอทานได้ไง นี่มันรุ่นวัยรุ่นชัดๆ