เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 25 เปิดอก

บทที่ 25 เปิดอก

บทที่ 25 เปิดอก


บทที่ 25 เปิดอก

"หลินเช่อ คุณช่วยเก็บเรื่องแต่งงานไปพิจารณาอย่างจริงจังหน่อยได้ไหมคะ? ฉันอยากแต่งงานให้เร็วที่สุด ส่วนเงื่อนไขข้อตกลงต่างๆ คุณเสนอมาได้เลย"

ฉินจื่อเม้มริมฝีปาก เก็บซ่อนอารมณ์ความรู้สึกไว้เป็นอย่างดี อย่างน้อยในสายตาของหลินเช่อ แววตาของนางก็ยังคงสงบนิ่ง มีเพียงเมื่อสังเกตให้ละเอียดลออเท่านั้น จึงจะเห็นว่ามือของนางกำแน่น และหางตาแดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อย

ฉินจื่อมองหลินเช่อผ่านผนังลิฟต์ที่สะท้อนเงา นางไม่ได้เร่งเร้าเอาคำตอบ เพียงแค่ยืนรออยู่อย่างเงียบงัน

ผ่านไปเนิ่นนาน หลินเช่อจึงเอ่ยถามเสียงเบา "ตอนที่คุณหมอจางเรียกคุณออกไปคุย เขาว่าอย่างไรบ้างครับ? เป็นเพราะอาการป่วยของยายอู๋หรือเปล่า..."

หลินเช่อเคยผ่านประสบการณ์ทำนองนี้มาก่อน เขาจึงพอจะคาดเดาได้

เสียง "ติ๊ง" ดังขึ้น ลิฟต์เคลื่อนตัวมาถึงชั้นหนึ่ง

ฉินจื่อชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเท้าเดินออกไปในจังหวะที่ประตูลิฟต์กำลังจะปิดลง

"คุณหมอตรวจพบเนื้องอกในสมองของคุณยายค่ะ ตำแหน่งที่เป็นอันตรายมาก โอกาสผ่าตัดสำเร็จมีไม่สูงนัก และต่อให้ผ่าสำเร็จก็อาจมีผลข้างเคียงตามมา ทางโรงพยาบาลแนะนำให้รักษาตามอาการ และบอกให้ฉันทำใจไว้ล่วงหน้า... หลินเช่อคะ ฉันควรจะเตรียมใจยังไงดี?"

นางหยุดเดิน ราวกับไม่อยากก้าวเดินต่อไปข้างหน้าอีกแล้ว

หลินเช่อที่เดินเคียงข้างนางก็หยุดฝีเท้าลงเช่นกัน ลมด้านนอกโรงพยาบาลพัดกรรโชกแรง เวลานี้ผู้คนยังพลุกพล่าน

แม้ทั้งคู่จะสวมหน้ากากอนามัย แต่รูปร่างและบุคลิกที่โดดเด่นก็ยังดึงดูดสายตาผู้คนมากมายให้หันมามอง

เปลือกตาของฉินจื่อดูเหมือนจะแดงช้ำยิ่งกว่าเดิม ขนตายาวสั่นระริกราวกับผีเสื้อสีดำสองตัวที่กำลังกระพือปีก

หลินเช่อถือวิสาสะจับข้อมือฉินจื่อ จูงนางเดินเลี่ยงไปยังมุมสงบ แล้วเอ่ยปลอบโยนเสียงนุ่ม

"คุณฉินครับ ผมมีน้องสาวอยู่คนหนึ่งชื่อหลินซี เธอป่วยเป็นโรคหัวใจแต่กำเนิด ตอนเธอเกิด ทั้งหมอทั้งหมอดูต่างฟันธงว่าเธอจะมีอายุอยู่ได้ไม่เกินสิบขวบ แต่ปีนี้เธออายุ 18 แล้ว ตอน 11 ขวบโรคหัวใจเธอกำเริบหนัก ต้องย้ายโรงพยาบาลถึง 5 แห่งในเดือนเดียว ผมต้องเซ็นเอกสารยินยอมทุกวัน ตลอด 7 ปีที่รักษามา ไม่รู้ว่าผมต้องเซ็นใบแจ้งอาการวิกฤตไปกี่ใบต่อกี่ใบ... ถึงจะบอกว่าให้เตรียมใจ แต่คนเราก็ยังกลัวอยู่ดี ของแบบนี้ไม่มีใครชินหรอกครับ และจะไม่มีวันชินด้วย ต่อให้อาการทรงตัวแล้ว แต่ผมก็ยังกังวลอยู่ตลอดเวลา"

"ที่ผมเล่าให้ฟัง ไม่ได้จะมาแข่งกันว่าใครลำบากกว่าใคร แต่แค่อยากบอกคุณว่า ถ้าอนาคตเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ สู้เราอยู่กับปัจจุบันและใช้ทุกช่วงเวลาที่มีกับคนที่เรารักให้คุ้มค่าที่สุดดีกว่า ผมหวังว่าความโชคดีที่เคยเกิดขึ้นกับผม จะส่งต่อไปถึงคุณบ้าง ปาฏิหาริย์อาจจะมีจริง หรือบางทีเรื่องราวอาจจะไม่เลวร้ายอย่างที่คิดก็ได้ ใครจะรู้ สุขภาพของยายอู๋อาจจะดีขึ้นก็ได้นะครับ"

หลินเช่อพูดรวดเดียวจบ ปกติเขาเป็นคนเก็บตัวไม่ค่อยพูดค่อยจา จึงไม่รู้ว่าคำพูดเหล่านี้จะช่วยปลอบใจฉินจื่อได้หรือไม่

ฉินจื่อถูกดวงตาคู่คมที่สุกใสของหลินเช่อดึงดูด ความว้าวุ่นใจบรรเทาลงชั่วขณะ

นางขยับริมฝีปากเอ่ยขึ้น "คุณพูดถูก... เพียงแต่ฉันเคยชินกับการมองโลกในแง่ร้ายที่สุดไว้ก่อน คาดการณ์และเตรียมรับมือล่วงหน้าเพื่อลดความเสียหายให้น้อยที่สุด สุขภาพของคุณยายไม่ดีมาตั้งแต่คุณปู่เสียแล้ว ช่วงที่ฉันไปดูงานต่างประเทศ ท่านไม่เคยบอกเรื่องเจ็บป่วยเลย เล่าแต่เรื่องมีความสุขให้ฟังทุกวัน ตอนที่ท่านล้มคราวนั้น ไม่มีใครช่วยพยุงท่านขึ้นมาเลย ถ้าคุณไม่พาไปโรงพยาบาล ท่านก็คง..."

จนถึงตอนนี้ ฉินจื่อก็ยังรู้สึกหวาดกลัวไม่หาย ตลอดหลายปีมานี้ นางเฝ้าถามตัวเองว่า นางคิดผิดหรือเปล่าที่ไปเมืองนอก นางควรจะอยู่ข้างกายคุณยายไม่ใช่หรือ

"หลังจากคุณยายอายุครบ 80 ปี ฉันรู้สึกได้ชัดเจนว่าท่านไม่แข็งแรงเหมือนก่อน อย่างที่คุณบอกนั่นแหละ ฉันกังวลตลอดเวลา กลัวว่าเหตุไม่คาดฝันจะมาถึงก่อนวันพรุ่งนี้"

ฉินจื่อไม่อ้อมค้อมอีกต่อไป นางเอ่ยความต้องการออกมาตรงๆ "ฉันอยากแต่งงานกับคุณ อยากให้คุณยายมีความสุขและหมดห่วง ตอนคุณปู่เสีย เรื่องที่ท่านเสียดายที่สุดคือไม่ได้เห็นฉันเป็นฝั่งเป็นฝา คุณเองก็เห็น ว่าคุณยายอยากจับคู่ให้เราขนาดไหน ท่านดูมีความสุขมากจริงๆ นะคะ"

หลินเช่อกลับมีความคิดต่างออกไป "ถ้ายายอู๋รู้ว่าคุณยอมเสียสละตัวเองแต่งงานเพื่อเอาใจแก คุณคิดว่าแกจะมีความสุขจริงๆ หรือครับ? ชีวิตคนเรามีความหมายในหลายรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องแต่งงานเสมอไป แค่เห็นคุณปลอดภัย สุขภาพแข็งแรง ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ยายอู๋ก็มีความสุขแล้วล่ะครับ"

พอได้ยินดังนั้น ฉินจื่อก็จ้องหน้าเขาเขม็ง "คุณรู้ได้ยังไงคะว่าฉันกำลังเสียสละตัวเอง?"

หัวใจของหลินเช่อกระตุกวูบ

ฉินจื่อกล่าวต่อ "หลินเช่อ ฉันจริงจังเรื่องอยากแต่งงานกับคุณนะ แทนที่จะไปคว้าใครไม่รู้มาแต่งงาน สู้เลือกคนที่คุณยายถูกใจไม่ดีกว่าหรือ อีกอย่าง คุณมีคุณสมบัติตรงตามสเปคคู่ชีวิตของฉันทุกข้อ ฉันพอใจในตัวคุณมาก ดังนั้นฉันจึงสามารถตอบสนองทุกความต้องการของคุณได้"

"ที่ประเทศ Y ฉันรู้จักหมอเฉพาะทางด้านศัลยกรรมหัวใจมือดีอยู่คนหนึ่ง ฉันสามารถเชิญเขามาผ่าตัดให้น้องสาวคุณได้ นอกจากนี้ ฉันยังมีทุนทรัพย์และเครือข่ายกว้างขวางกว่าคุณ โอกาสที่จะหาหัวใจที่เข้ากันได้ย่อมมีมากกว่าคุณ คุณไม่อยากให้น้องสาวหายป่วยเร็วๆ หรือคะ?"

เขาเผลอนึกถึงฉินเว่ยขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ หลินเช่อไม่ได้ตอบรับ แต่ถามกลับไปว่า "ถ้าผมไม่ตกลงแต่งงานกับคุณ คุณยังจะช่วยแนะนำหมอโรคหัวใจคนนั้นให้ผมได้ไหมครับ?"

แววตาของฉินจื่อลึกล้ำอ่านยาก "หลินเช่อ ฉันเป็นนักธุรกิจ ฉันให้สิ่งที่คุณต้องการได้ แต่คุณล่ะ ให้อะไรฉันได้บ้าง? ฉันเชื่อเสมอว่าเมื่อได้มาก็ต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยน อย่างเช่นที่ฉันทุ่มเทเวลาและแรงกายแลกมาเป็นความสำเร็จในวันนี้ นี่คือสิ่งที่ฉันสมควรได้รับ"

ไม่มีใครยื่นมือช่วยใครฟรีๆ โดยเฉพาะคนที่เพิ่งรู้จักกันไม่ถึงวัน การที่อีกฝ่ายตอบรับง่ายดายเกินไป ย่อมชวนให้สงสัยว่ามีจุดประสงค์แอบแฝงหรือไม่

หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ฉินจื่อก็ปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง "ไม่ต้องกดดันเรื่องแต่งงานมากขนาดนั้นหรอกค่ะ คุณคิดเสียว่ามันคืองานอย่างหนึ่งก็ได้ ตอนนี้ฉันยังไม่คิดจะป่าวประกาศเรื่องแต่งงาน นอกจากคุณยายแล้ว จะไม่มีใครรู้เรื่องนี้ รวมทั้งพ่อแม่ฉันด้วย คุณจะมองว่ามันเป็นการแต่งงานแบบลับๆ ก็ได้ ฉันคิดว่าคุณน่าจะยอมรับเงื่อนไขนี้ได้ ใช่ไหมคะ?"

หากเป็นเช่นนั้นจริง สำหรับหลินเช่อแล้ว นอกจากจะไม่มีผลเสียอะไร ยังถือว่าได้กำไรมหาศาล พูดง่ายๆ ก็คือ... มีแต่ได้กับได้

ลงทุนน้อยแต่ได้กำไรงาม ลองพิจารณาเงื่อนไขที่ฉินจื่อเสนอมาก่อนหน้านี้ดูสิ

รายได้เดือนละล้าน บัตรแบล็คการ์ดรูดได้ไม่อั้น แถมตอนนี้ยังอาสาจะหาหัวใจมารักษาน้องสาวเขาอีก

"สวัสดิการ" ระดับนี้ เขาไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึงด้วยซ้ำ สิ่งที่ต้องทำก็แค่เป็นสามีในนาม คอยทำให้ยายอู๋มีความสุข ไม่ต้องร่วมหลับนอนกันด้วยซ้ำ งานสบายรายได้ดีแบบนี้ ใครบ้างจะไม่ไิจฉา?

ถ้าเป็นคนอื่นคงตบปากรับคำไปนานแล้ว แต่หลินเช่อมีความกังวลบางอย่าง

เพราะก่อนหน้านี้ เขาเคยถูกฉินเว่ย น้องสาวแท้ๆ ของนางเลี้ยงดูในฐานะเด็กเสี่ยมานานถึง 5 ปี

คู่แต่งงานดันเป็นเด็กเลี้ยงของน้องสาวตัวเอง... เรื่องพรรค์นี้ไม่ว่าใครได้ยินก็ต้องรู้สึกรังเกียจขยะแขยง หลินเช่อไม่เคยคิดจะปิดบังฉินจื่อ ต่อให้เขาไม่พูด วันหนึ่งนางก็ต้องรู้อยู่ดี

แทนที่จะรอให้ปัญหาตามมาเคาะประตูบ้าน สู้เขาเป็นคนเปิดเผยความจริงเองเสียดีกว่า

หลินเช่อสารภาพออกมาตามตรง "ผมเคยถูกเลี้ยงดูในฐานะเด็กเสี่ยครับ"

เขามองดูสีหน้าของฉินจื่อที่แข็งค้างไปอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะเอ่ยต่อ

"และคนคนนั้นก็คือ ฉินเว่ย น้องสาวของคุณ ตลอดระยะเวลา 5 ปีเต็ม"

จบบทที่ บทที่ 25 เปิดอก

คัดลอกลิงก์แล้ว