- หน้าแรก
- เลิกเป็นเงา เขย่าหัวใจพี่สาว
- บทที่ 24 ฉันจริงจังเรื่องแต่งงาน
บทที่ 24 ฉันจริงจังเรื่องแต่งงาน
บทที่ 24 ฉันจริงจังเรื่องแต่งงาน
บทที่ 24 ฉันจริงจังเรื่องแต่งงาน
เนื่องจากรอบหนังเลิกดึกเกินไป หลังจากปรึกษากันแล้ว ทั้งสองจึงตกลงกันว่าจะไปเยี่ยมคุณยายอู๋ที่สถานพักฟื้นในช่วงบ่ายแทน เพราะร้านอาหารที่พวกเขานัดทานข้าวกันก็อยู่ใกล้กับสถานพักฟื้น เดินเพียง 15 นาทีก็ถึง
คุณยายอู๋ทั้งประหลาดใจและดีใจที่เห็นพวกเขา แต่ก็อดไม่ได้ที่จะบ่นว่า "ทำไมหนุ่มสาวไม่ออกไปเดตกัน มาทำอะไรที่โรงพยาบาล? เจอกันวันแรกก็ชวนกันเข้าโรงพยาบาลเสียแล้ว ไม่เป็นมงคลเลยนะ"
"เราแค่อยากแวะมาเยี่ยมคุณยายค่ะ เดี๋ยวเจอหน้าคุณยายเสร็จเราก็จะไปทำธุระอย่างอื่นต่อแล้ว" ฉินจือเอ่ยพลางจัดดอกไม้ที่ซื้อมาใส่แจกัน
คุณยายอู๋เอ็ด "ยายแก่แล้ว มีอะไรน่าดูกัน เด็กคนนี้นี่..."
หลินเช่อจึงเป็นฝ่ายพูดบ้าง "ผมต่างหากที่อยากมาเจอคุณยายอู๋ คุณยายอยากทานขนมไหมครับ? ผมซื้อขนมถั่วเขียวมาฝาก"
พอได้ยินเรื่องขนม คุณยายอู๋ก็รีบกวักมือเรียกทั้งสองคนเข้าไปใกล้ ทำให้ฉินจือและหลินเช่อต้องมายืนเคียงคู่กัน ชายหนุ่มรูปงามกับหญิงสาวแสนสวยช่างดูเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยกตามที่คุณยายจินตนาการไว้เปี๊ยบ ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า แต่คุณยายรู้สึกว่าทั้งสองคนมีใบหน้าที่ละม้ายคล้ายคลึงกันราวกับคู่สามีภรรยา
ยิ่งมองก็ยิ่งถูกใจ คุณยายถึงกับตั้งชื่อเหลนในอนาคตไว้ในใจแล้ว พ่อแม่หน้าตาดีขนาดนี้ ลูกออกมาต้องน่ารักน่าชังแน่นอน
คุณยายอู๋กวักมือเรียกทั้งสองให้เข้ามาใกล้อีกนิด แล้วจับมือของทั้งคู่ไว้คนละข้าง มองพวกเขาด้วยสายตาเปี่ยมรัก "พอใจกันบ้างไหม? รู้สึกยังไงก็พูดออกมาตรงๆ ไม่ต้องเขินอาย มีปัญหาอะไรจะได้รีบแก้ไขกันแต่เนิ่นๆ ในสายตายาย พวกหลานเป็นเด็กดีทั้งคู่ ยายหวังดีอยากให้พวกหลานได้ลงเอยกันจริงๆ ถ้าพลาดไปคงน่าเสียดายแย่"
แม้ปากจะบอกว่าให้ค่อยเป็นค่อยไปตามวิถีของคนหนุ่มสาว แต่พอเจอหน้าทีไร คุณยายก็อดเร่งเร้าเรื่องแต่งงานไม่ได้ทุกที กลัวเหลือเกินว่าหลานจะพลาดโอกาสดีๆ ไป
ฉินจือกุมมือที่เย็นเฉียบของคุณยายไว้แล้วนวดเบาๆ "คุณยายคะ ไม่ต้องห่วงเรื่องของเราหรอกค่ะ หนูเพิ่งเริ่มทำความรู้จักกับหลินเช่อ ถ้าคุณยายเร่งรัดแบบนี้ เดี๋ยวเราสองคนก็เตลิดหนีไปกันพอดี เรื่องของหัวใจมันเร่งกันไม่ได้นะคะ การรีบแต่งงานนั่นแหละตัวดีเลยที่จะทำให้เกิดปัญหาตามมา อีกอย่าง ความเห็นของหลินเช่อก็สำคัญมาก อย่าไปกดดันเขาเลยค่ะ แต่คุณยายวางใจเถอะ ต่อให้เราไม่ได้เป็นคนรักกัน เราก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้ ใช่ไหมคะหลินเช่อ?"
ฉินจือขยิบตาให้หลินเช่อ
หลินเช่อพยักหน้าตามน้ำ "ครับ"
หัวใจของคุณยายอู๋ไหววูบ ไม่มีใครรู้จักหลานสาวดีเท่าคุณยาย ฉินจือเติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูของนาง รสนิยมความชอบของหลานสาวนางมองปราดเดียวก็รู้ทะลุปรุโปร่ง หลินเช่อคือสเปกของฉินจืออย่างไม่ต้องสงสัย
ถ้าฉินจือไม่ชอบ นางคงไม่เสียเวลาพูดแทนหลินเช่อหรอก
การที่ฉินจือบอกว่าหลินเช่อดี แปลว่าเขาต้องดีมากจริงๆ และนางก็พอใจมาก
คุณยายอู๋ไม่อยากกดดันมากเกินไป กลัวจะเป็นการหักด้ามพร้าด้วยเข่า สายตาที่มองหลินเช่อจึงเปรียบประดุจมองทองคำที่กำลังเปล่งประกาย
"ก็ได้ๆ งั้นก็เริ่มจากเป็นเพื่อนกันไปก่อน เรียนรู้กันให้มากขึ้น ออกไปเที่ยวเล่นสนุกๆ ตามประสาคนหนุ่มสาวเถอะ" คุณยายไม่อยากพรรณนาถึงข้อดีของอีกฝ่ายให้มากความ เรื่องบางเรื่อง คำพูดของคนอื่นก็ไร้ความหมาย มีแต่ต้องสัมผัสและเรียนรู้ด้วยตนเองถึงจะเข้าใจอย่างถ่องแท้
คุณยายอู๋ปล่อยมือทั้งสองแล้วหันมาสนใจกินขนมแทน นางกินได้ไม่เยอะ แค่ชิ้นสองชิ้น ที่เหลือก็ต้องเก็บไว้กินพรุ่งนี้
แพทย์เจ้าของไข้เดินเข้ามาเพื่อจดบันทึกและตรวจอาการ เขาไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่เห็นคนเพิ่มมาอีกสองคนในห้อง เพราะเขารู้จักทั้งคู่ โดยเฉพาะคุณหนูฉิน
"คุณฉิน"
"สวัสดีค่ะคุณหมอจาง"
หมอจางพยักหน้า ริมฝีปากขยับเหมือนอยากจะพูดอะไรแต่ก็ลังเล ผ่านไปครู่ใหญ่เขาถึงเอ่ยขึ้นว่า "คุณฉินครับ มีค่าใช้จ่ายบางส่วนที่ต้องให้คุณยืนยันด้วยตัวเองครับ"
ฉินจือเข้าใจในทันทีว่าหมอจางต้องการคุยกับเธอตามลำพัง เธอจึงตอบสนองอย่างรวดเร็ว "คุณยายคะ งั้นหนูขอตัวไปยืนยันค่าใช้จ่ายกับคุณหมอจางก่อนนะคะ"
คุณยายอู๋โบกมือไล่ "ไปเถอะ มีหลินเช่ออยู่เป็นเพื่อนยาย ไม่ต้องห่วง"
ฉินจือหันไปมองหลินเช่อ
หลินเช่อพยักหน้าให้อย่างเงียบๆ
ฉินจือเดินตามหมอจางออกไป พอเข้าไปในห้องพักแพทย์ เธอก็ถามทันที "คุณหมอจางคะ อาการของคุณยายมีอะไรผิดปกติหรือเปล่าคะ?"
เป็นอย่างที่คิดจริงๆ
หมอจางยื่นรายงานผลการตรวจร่างกายเมื่อเช้าของคุณยายอู๋ให้ฉินจือ "สุขภาพของคุณยายอู๋ไม่ค่อยดีเลยครับ การทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายมีปัญหา นอกจากเบาหวานแล้ว ความดันโลหิตก็สูงมาก คุณลองดูข้อมูลตรงนี้..."
แม้ฉินจือจะไม่ได้เรียนหมอ แต่เธอก็พอจะเข้าใจข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้ ปัญหาสำคัญๆ ถูกทำเครื่องหมายไว้อย่างชัดเจน
คนชราวัย 80 ปี อวัยวะทุกส่วนในร่างกายล้วนเสื่อมถอย ยิ่งไปกว่านั้น ผล CT สแกนสมองของคุณยายอู๋ยังพบเนื้องอกในตำแหน่งอันตราย การผ่าตัดมีความเสี่ยงสูงมาก แต่ถ้าไม่ผ่า ในที่สุดก็จะเกิดปัญหาจากการกดทับเส้นประสาทอยู่ดี
"สถานการณ์ของผู้ป่วยสูงอายุในตอนนี้พูดได้ยากมากครับ จริงๆ แล้วสุขภาพท่านไม่ค่อยดีมาหลายปีแล้ว แต่ท่านกลัวคุณจะเป็นห่วง เลยปิดบังมาตลอด"
ฉินจือไม่อยากจะเชื่อ คุณยายดูแข็งแรงกระฉับกระเฉงขนาดนั้น ไม่เหมือนคนที่มีโรคร้ายรุมเร้าเลยสักนิด
ฉินจือพลันนึกถึงใบหน้าที่ซีดเซียวและมือที่เย็นเฉียบของคุณยาย ที่จริงสัญญาณเตือนมีมานานแล้ว มิน่าท่านถึงเร่งรัดเรื่องการแต่งงานของเธอกับหลินเช่อนัก ท่านคงกลัวว่าจะอยู่ไม่ถึงวันแต่งงานของหลานสาว
"เรื่องผ่าตัด คุณลองกลับไปปรึกษากันดูนะครับ ความเห็นส่วนตัวของผมคือแนะนำให้รักษาแบบประคับประคอง และ... รบกวนเตรียมใจไว้ด้วยนะครับ"
หมอจางไม่ได้พูดออกมาตรงๆ แต่แววตาของเขาบอกฉินจือหมดแล้วว่าอาการของคุณยายอู๋วิกฤตมาก
ฉินจือฝืนทำใจดีสู้เสือถาม "โอกาสสำเร็จในการผ่าตัดมีกี่เปอร์เซ็นต์คะ?"
"ไม่ถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์ครับ"
"ถ้าผ่าตัดสำเร็จ ร่างกายจะกลับมาเป็นปกติไหมคะ?"
"ไม่สามารถตัดความเป็นไปได้เรื่องผลข้างเคียงออกไปได้ครับ" หมอจางอธิบายความเสี่ยงทั้งหมดให้ฉินจือฟัง ยิ่งฟัง ใบหน้าของฉินจือก็ยิ่งเคร่งเครียดจนซีดเผือด
คำพูดเหล่านี้จะพูดต่อหน้าคนไข้ไม่ได้ คนไข้ที่สุขภาพย่ำแย่และขวัญเสียอยู่แล้ว หากได้รับการกระทบกระเทือนจิตใจ อาการอาจจะทรุดลงเร็วกว่าเดิม
...
หลินเช่อนั่งคุยเป็นเพื่อนคุณยายอู๋อย่างอดทน คุณยายอู๋แอบถามเขา "หลินเช่อ บอกยายตามตรงสิ หลานคิดยังไงกับฉินจือ?"
หลินเช่อตอบอย่างจริงจัง "เราเพิ่งเจอกัน ผมยังไม่รู้จักเธอดีพอครับ"
"ยายหมายถึงความประทับใจแรกพบน่ะ"
"ความประทับใจแรกพบดีมากครับ" นี่คือความจริง หลายปีมานี้หลินเช่อไม่ได้ข้องเกี่ยวกับผู้หญิงมากนัก หากต้องเปรียบเทียบ เขาก็เปรียบเทียบได้แค่กับฉินเว่ย และฉินจือเหนือกว่าฉินเว่ยในทุกด้านอย่างไม่ต้องสงสัย เพียงแค่เรื่องพื้นฐานอย่าง "การให้เกียรติผู้อื่น" ฉินจือก็ทิ้งห่างฉินเว่ยไปไกลลิบ
"ดีแล้วล่ะ" คุณยายอู๋ทำท่าจะพูดอะไรต่อ แต่จู่ๆ ท่านก็เริ่มไอโขลกๆ พลางเอามือกุมศีรษะ
หลินเช่อรีบเข้าไปประคอง คุณยายอู๋ต้องให้น้ำเกลือมาหลายวัน หลังมือจึงมีรอยเข็มเจาะอย่างเห็นได้ชัด ท่านผอมแห้งมาก ผิวหนังบนมือเหี่ยวย่นราวกับกระดาษเปียกที่แปะติดอยู่กับกระดูก แทบไม่มีเลือดฝาด
ฉินจือหายไปนานแล้วยังไม่กลับมา หัวใจของหลินเช่อดิ่งวูบ ลางสังหรณ์ไม่ดีผุดขึ้นในใจ
เรื่องบางเรื่องหมอไม่สามารถพูดต่อหน้าคนไข้ได้เพราะกลัวกระทบกระเทือนจิตใจ จึงต้องหาข้ออ้างเรียกญาติออกไปคุยรายละเอียด
ตอนที่อาการโรคหัวใจของหลินซีกำเริบเมื่อปีก่อน หมอก็ใช้วิธีเดียวกันนี้เรียกเขาออกไปบอกให้ทำใจ
ยิ่งหมอระมัดระวังหลีกเลี่ยงคนไข้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งบ่งบอกถึงความร้ายแรงของสถานการณ์มากเท่านั้น
หรือว่าคุณยายอู๋...
หลินเช่อกระชับมือที่กุมมือคุณยายอู๋ให้แน่นขึ้น
สิบนาทีต่อมา ฉินจือก็กลับเข้ามา สีหน้าของเธอเรียบเฉยไม่มีพิรุธ เธอนั่งลงข้างเตียง ปอกส้มป้อนใส่ปากคุณยาย
สองยายหลานนั่งคุยกัน คุณยายอู๋เล่าเรื่องวีรกรรมวัยเด็กของฉินจือให้ฟัง
ท่านเล่าว่าตอนฉินจือยังเด็ก ดื้อรั้นมาก บอกให้ปลูกดอกไม้ เธอก็ปีนต้นไม้ บอกให้เรียนเปียโน เธอก็ไปเล่นหมากล้อมกับคุณปู่ บอกให้เรียนเต้นรำ เธอก็ไปต่อยตีกับคนอื่น บอกให้วาดรูป เธอก็หนีไปตกปลา พอครูบอกว่าผู้หญิงเรียนสายวิทย์ไม่ไหว เธอก็ดันทุรังจะเรียนสายวิทย์แถมยังสอบได้ที่หนึ่งของโรงเรียนจนเป็นที่ขบขันไปทั่ว
กว่าจะออกจากห้องพักผู้ป่วย เวลาก็ล่วงเลยไปจนห้าโมงเย็น
ในลิฟต์ หลินเช่อมมองเงาสะท้อนของทั้งคู่บนผนังกระจก ความสนใจของเขาจดจ่ออยู่ที่ฉินจือ นับตั้งแต่เธอกลับเข้ามาในห้อง เขาสัมผัสได้ว่าอารมณ์ของเธอไม่ปกติ แม้เธอจะปกปิดมันไว้อย่างดีก็ตาม
"หลินเช่อ คุณช่วยพิจารณาเรื่องแต่งงานอย่างจริงจังหน่อยได้ไหม? ฉันอยากแต่งงานให้เร็วที่สุด คุณจะยื่นข้อเสนออะไรก็ได้ ฉันยอมหมด"