- หน้าแรก
- ระบบจอมวายร้าย ขอโทษที พอดีผมร้ายกว่าระบบ
- บทที่ 8 - ของชดเชย? แพงไปมั้งครับท่านบรรพชน
บทที่ 8 - ของชดเชย? แพงไปมั้งครับท่านบรรพชน
บทที่ 8 - ของชดเชย? แพงไปมั้งครับท่านบรรพชน
บทที่ 8 - ของชดเชย? แพงไปมั้งครับท่านบรรพชน
บรรพชนเพลิงกัลป์เป็นผู้ที่มีอารมณ์ร้อน แม้จะบ่มเพาะตนจนแก่กล้าถึงขั้นสูงสุดแล้ว แต่ความใจร้อนก็ยังคงเป็นนิสัยที่แก้ไม่ตก ทว่า ในฐานะที่เขาเป็นบรรพชนสายตรงของกู้ฉิงเทียน เมื่อคิดจะล่อลวงบรรพชนคนอื่น ๆ เขาย่อมต้องทุ่มเทอย่างเต็มที่
"เอาไป! นี่คือ 'มุกเพลิงศักดิ์สิทธิ์' ถือเป็นของขวัญชดเชยจากข้า"
บรรพชนเพลิงกัลป์ยื่นสิ่งของนั้นให้ โดยไม่แยแสสายตาที่ไม่พอใจของบรรพชนคนอื่น ๆ เลยแม้แต่น้อย
ทุกคนรู้ดีว่านี่คือกับดักที่กู้ฉิงเทียนเตรียมไว้เพื่อล่อลวง แต่พวกเขาก็จำต้องกระโดดลงไปในหลุมนั้นด้วยความจำยอม
ปากของเสวียนอีกล่าวว่า "ไม่เป็นไรครับท่านบรรพชน ไม่จำเป็นต้องให้ก็ได้" แต่ทว่ามือของเขานั้นว่องไวยิ่งกว่าวานร รีบคว้า 'มุกเพลิงศักดิ์สิทธิ์' เก็บเข้ากระเป๋าไปในทันที
ด้วยประสบการณ์ของเสวียนอี เขาทราบในทันทีว่ามุกนี้ไม่ใช่ของไร้ค่า แม้ชื่อจะฟังดูเรียบง่าย แต่คุณภาพของมันเทียบเท่าอาวุธระดับจักรพรรดิเลยทีเดียว
ท่านย่าเก้าเริ่มก่อน "นี่คือคัมภีร์วิชาระดับจักรพรรดิ หากเจ้ามาอยู่กับข้า ของแบบนี้มีให้มากมายดาษดื่น"
นางยื่นตำราที่สร้างจากกระดูกสัตว์อสูรให้กับเสวียนอี
"ขอบคุณครับท่านย่าเก้า" เสวียนอีรีบรับมันมา
บรรพชนสิบสองเย้าแหย่ขึ้นทันควัน "แค่คัมภีร์ระดับจักรพรรดิเองรึ? นึกว่าจะมีอะไรที่ยอดเยี่ยมกว่านี้เสียอีก คนแก่ ๆ อย่างพวกเรา ใครบ้างที่ไม่มีวิชาระดับจักรพรรดิติดตัว?"
ท่านย่าเก้าไม่ได้แสดงความโกรธ ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "มันคือ 'วิชาโกลาหลแห่งเต๋า'"
"ห๊ะ? วิชาโกลาหลแห่งเต๋า? เจ๊เก้าเจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือไร ของพรรค์นั้นยังกล้าที่จะมอบให้!" บรรพชนสิบสองเบิกตากว้างจนถลน
ตำนานเล่าขานว่าในยุคบรรพกาล มี 'เซียนโกลาหล' ท่านหนึ่ง ใช้อำนาจของสิบสองชีพจรเซียนบิดเบือนลิขิตแห่งสวรรค์ ชุบชีวิตคนรักของตนขึ้นมาจากแม่น้ำแห่งกาลเวลาได้สำเร็จ
โดยปกติแล้ว ผู้ที่ตายแล้วฟื้นคืนชีพจะถูกสวรรค์ลงทัณฑ์และลบล้างการมีตัวตน ทว่าเซียนท่านนี้ใช้วิชานี้ต่อต้านสวรรค์ บังคับให้สวรรค์ยอมรับการมีอยู่ของผู้ที่ฟื้นคืนชีพกลับมาได้สำเร็จ นี่จึงเป็นที่มาของวิชาที่น่าสะพรึงกลัวนี้ หลังจากนั้นเซียนท่านนั้นก็หายสาบสูญไป และวิชานี้ก็สาบสูญตามไปด้วยเช่นกัน
ท่านย่าเก้าสมัยที่ยังเป็นสาว บังเอิญพลัดเข้าไปในถ้ำของเซียนโกลาหล และได้รับถ่ายทอดวิชานี้มา ทว่าในยุคสมัยที่สวรรค์ไม่เปิดทางให้ผู้คนก้าวถึงความเป็นเซียนเช่นนี้ ต่อให้เป็นวิชาเซียนก็ยังแสดงพลังได้ไม่ถึงหนึ่งในสิบส่วน ด้วยเหตุนี้ นางจึงดัดแปลงวิชานั้นให้กลายเป็นวิชาชั้นจักรพรรดิที่เรียกว่า ‘วิชาโกลาหลแห่งเต๋า’ ซึ่งทำให้นางกลายเป็นผู้ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดในหมู่บรรพชนทั้งหมด
“ดี! ในเมื่อเจ้าสิบใจกว้างถึงเพียงนี้ ข้าก็จะไม่ยอมน้อยหน้าเช่นกัน เอ้านี่... เจ้ารับไป!”
บรรพชนสิบสองแสดงสีหน้าเหมือนถูกเฉือนเนื้อก็ไม่ปาน กรีดร้องในใจขณะที่ล้วงขวดเล็ก ๆ ขวดหนึ่งออกมา ตัวขวดนั้นหรูหราอลังการอย่างยิ่ง อีกทั้งยังมีค่ายกลผนึกมากมายพัวพันอยู่
บรรพชนคนอื่น ๆ เห็นแล้วหนังตาก็พลันกระตุกถี่ ต่างด่าทอในใจว่า ‘ไอ้สิบสองบ้านี่’ แล้วยังพลอยโทษท่านย่าเก้าไปด้วย
“ท่านจะไปบ้าจี้แข่งกับไอ้สิบสองบ้าคลั่งนั่นทำไม? มันยิ่งชอบการเยินยออยู่ พวกท่านเล่นประเคนของข่มกันถึงขนาดนี้ แล้วพวกข้าจะเอาอะไรมาให้ได้เล่า? หากให้ของดีเกินไปก็คงไม่ไหว หากให้ของด้อยค่าก็เสียหน้าไปอีก”
กู้ฉิงเทียนยิ้มกว้างอย่างมีความสุข ยิ่งบรรพชนเหล่านี้ทะเลาะกันมากเท่าไร เสวียนเอ๋อร์ของเขาก็ยิ่งร่ำรวยมหาศาลมากขึ้นเท่านั้น
“ข้าว่าท่านนั่นแหละที่บ้า ที่เอา ‘โอสถเซียนเก้าสวรรค์’ ออกมาให้เช่นนี้ มันแพงกว่าวิชาของข้าตั้งมากมายนัก!” ท่านย่าเก้าเริ่มนึกเสียใจที่ตัวเองไปแหย่รังต่อ
บรรพชนสิบสองผู้นี้ขึ้นชื่อเรื่อง ‘ฆ่าศัตรูร้อยคน ยอมเจ็บตัวเองพันสอง’ กล่าวคือ ขอเพียงให้คู่ต่อสู้ต้องเจ็บปวด ตนเองจะเจ็บมากกว่าก็หาได้สนไม่ อาศัยความบ้าบิ่นเช่นนี้แหละ ถึงได้สามารถไต่เต้าขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับบรรพชนคนอื่น ๆ ได้ ทั้งที่พรสวรรค์ของตนอยู่ในระดับกลางเท่านั้น
“แล้วอย่างไรเล่า? เด็กคนนี้เป็นกายาเซียนมหาเต๋าที่ยังไม่ตื่น โอสถนี้อาจจะช่วยปลุกให้กลายเป็นกายาราชาเซียน หรือบางทีอาจจะถึงขั้นกายาจักรพรรดิเซียนเลยก็เป็นได้” บรรพชนสิบสองเบ้ปาก
โอสถเซียนเก้าสวรรค์คือสิ่งของในระดับเซียนแท้ ๆ แม้แต่ในบรรดาเซียนด้วยกันเอง ก็ยังถือว่าเป็นของที่อยู่ในระดับสูงสุด
ครั้งหนึ่ง บรรพชนสิบสองเคยบุกเข้าไปในดินแดนลึกลับแห่งหนึ่ง สังหารผู้คนในนั้นจนสิ้นซากเพื่อแย่งชิงเจ้านี่มา เลือดที่หลั่งไหลเพราะโอสถเม็ดนี้มากพอจะท่วมตระกูลกู้ได้เลย ทุกคนต่างคิดว่าแกเพียงแต่ทำไปเพราะความประชดเท่านั้น
แต่ความจริงแล้ว บรรพชนสิบสองรู้ดีว่าตนเองมาถึงสุดทางแล้ว ต่อให้บริโภคโอสถเซียนก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงพรสวรรค์อันจำกัดของตนได้ ดังนั้นจึงคิดที่จะส่งต่อให้คนรุ่นใหม่ อย่างน้อยก็เพื่อผูกมิตรเอาไว้ เพราะทายาทของแกนั้นมีผู้เก่งกาจอยู่น้อยนัก หากแกจากไปแล้ว ใครเล่าจะคุ้มครองดูแลลูกหลานได้
กู้ฉิงเทียนเริ่มมีเหงื่อซึม ไม่คาดคิดว่าเรื่องจะบานปลายถึงเพียงนี้ “ท่านบรรพชนสิบสอง... ของสิ่งนี้มีค่ามากเกินไปแล้วขอรับ”
บรรพชนสิบสองไล่ตะเพิดอย่างไม่สบอารมณ์ “ของข้า ข้าจะให้หลานมัน เกี่ยวอะไรกับแก! ไปไกล ๆ เลยไป เกะกะลูกตาข้า!”
เสวียนอีซึ่งทราบถึงสรรพคุณจากบิดาแล้ว ก็รีบปฏิเสธทันควัน “ท่านบรรพชนขอรับ ผมรับไว้ไม่ได้หรอกขอรับ”
บรรพชนสิบสองเหล่ตามอง “กู้ฉางเฟิง คันไม้คันมืออีกแล้วรึ?”
กู้ฉางเฟิงรีบหดคอ “มิกล้าขอรับ มิกล้า” ครั้งก่อนที่เขาไปขอคำชี้แนะ ก็ถูกอัดจนต้องนอนรับน้ำข้าวต้มไปเป็นเดือน เขายังจดจำรสชาตินั้นได้ดี
กู้ฉิงเทียนตบศีรษะเสวียนอีเสียงดัง “ยังไม่รีบขอบคุณท่านบรรพชนอีก!”
เสวียนอีรีบโค้งคำนับพลางรับขวดมา “ขอบพระคุณขอรับ ท่านบรรพชนสิบสอง”
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร แค่แกยอมมาเป็นศิษย์ก้นกุฏิของข้าก็พอ”
ท่านย่าเก้าโวยวายขึ้น “ไอ้สิบสอง! นี่มันของชดเชย แกฉวยโอกาสรับศิษย์ได้อย่างไร!”
“ไป ๆ ไป! เจ๊เก้าให้วิชาโกลาหล ก็กะจะล่อซื้อเด็กคนนี้เหมือนกันนั่นแหละน่า”
“ฮึ!” ท่านย่าเก้าสะบัดหน้าหนีอย่างไม่พอใจ
จากนั้น บรรพชนท่านอื่น ๆ ก็ทยอยมอบของขวัญให้เช่นกัน มีทั้งธงราชาเซียน ยายุวัฒนะ อาวุธจักรพรรดิ และสารพัดของวิเศษอื่น ๆ
บรรพชนเพลิงกัลป์แอบโล่งอก “โชคดีที่ข้าให้ไปก่อน ไม่อย่างนั้นคงหมดตัวแน่” พลางมองกู้ฉิงเทียนด้วยสายตาชื่นชม
บรรพชนสิบสองใจร้อนรีบเร่ง “เอาล่ะ แจกของเสร็จสิ้นแล้ว มาตกลงกันดีกว่าว่าใครจะสอนเด็กคนนี้”
“อย่าเพิ่งใจร้อนนักเลย ให้เด็กผู้นี้แนะนำตนเองเสียก่อน ว่าเขาชื่นชอบสิ่งใด ถนัดสิ่งใด เพื่อที่จะได้จัดสรรคู่ให้เหมาะสม” บรรพชนผมขาวกล่าว
(จบแล้ว)