- หน้าแรก
- ฝ่ามิติทะลุยุคสมัย ไปเป็นตำรวจผู้ช่วยที่ร่ำรวย
- ตอนที่ 15 เรื่องจุกจิกสัพเพเหระ (2)
ตอนที่ 15 เรื่องจุกจิกสัพเพเหระ (2)
ตอนที่ 15 เรื่องจุกจิกสัพเพเหระ (2)
“พี่ครับ ไม่ต้องรีบหรอก ยังไงโรงงานก็ต้องรับคนงานอยู่แล้ว อายุปัจจุบันของพี่ก็กำลังพอดีเลย” จางเจี้ยนชวนทำได้เพียงปลอบใจพี่ชาย
ใครจะไปรู้ว่าเมื่อไหร่โรงงานถึงจะเปิดรับสมัครคนงานครั้งใหญ่ ถ้ารับปีละแค่ไม่กี่ตำแหน่งเหมือนทุกวันนี้ เกรงว่าพี่ชายของเขาคงจะต้องรอไปอีกหลายปี
“ชีวิตแบบนี้ทรมานเกินไปแล้ว เมื่อไหร่จะสิ้นสุดลงสักที” จางเจี้ยนกั๋วมองน้องชายแวบหนึ่ง แววตาเต็มไปด้วยความอิจฉา
อย่างน้อยการไปเป็นหน่วยป้องกันร่วมก็ได้เงินเดือนเดือนละหลายสิบหยวน ไม่เหมือนเขาตอนนี้ที่ในกระเป๋ากางเกงไม่มีแม้แต่สองหยวน จะทำอะไรก็ต้องคิดหน้าคิดหลัง ช่างเจ็บปวดเหลือเกิน
“เลยต้องมาอ่านแม้กระทั่งนิยายของฉงเหยาเลยเหรอ?” จางเจี้ยนชวนพูดหยอกล้อพี่ชาย
“ฮึ่ม นี่มันหนังสือจากห้องสมุดโรงงาน ไม่ต้องเสียเงิน นอกจากหนังสือพวกนี้แล้ว หนังสือจากร้านเช่าเล่มละห้าเฟิน วันหนึ่งฉันอ่านได้ตั้งสามสี่เล่ม วันหนึ่งก็หมดไปสองสามเจี่ยว เดือนหนึ่งก็เป็นเงินไม่น้อยเลยนะ อีกอย่างฉันอ่านทุกวัน นิยายของเฉินชิงหยุน ว่อหลงเซิง หยุนจงเยว่ หลิ่วฉันหยาง ฉันก็อ่านจนเบื่อหมดแล้ว...” จางเจี้ยนกั๋วถอนหายใจยาว “ว่างจนกระดูกจะขึ้นสนิม”
หนังสือจากร้านเช่าส่วนใหญ่จะถูกแบ่งออกเป็นสองสามเล่มย่อย เล่มละห้าเฟิน หนังสือชุดหนึ่งมีสามสี่เล่ม พอแบ่งย่อยออกมาก็กลายเป็นสิบกว่าเล่ม เช่ากลับมาทีหนึ่งก็ต้องใช้เงินหกเจ็ดเจี่ยว หนังสือชุดหนึ่งบางทีใช้เวลาอ่านไม่ถึงสองวันก็จบ ถ้าคำนวณบัญชีดูแบบนี้ก็ไม่ถูกเลยจริง ๆ
ตอนที่จางเจี้ยนชวนเรียนมัธยมปลาย ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนกลับมา เขาก็เป็นลูกค้าประจำของร้านเช่าหนังสือเหมือนกัน เงินค่าขนมโดยพื้นฐานแล้วก็หมดไปกับการเช่าหนังสืออ่านนี่แหละ
“เอ้อร์หวา ขอยืมเงินสิบหยวนหน่อย”
“ทำอะไรเหรอ?” ถึงแม้จางเจี้ยนชวนจะถาม แต่เขาก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วหยิบธนบัตรใบละสิบหยวนออกมาจากกระเป๋ากางเกง เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็หยิบธนบัตรใบละห้าหยวนออกมาอีกใบ แล้วถามย้ำว่า “พอหรือเปล่า? ถ้าไม่พอ...”
“พอแล้ว” เมื่อเห็นจางเจี้ยนชวนหยิบเงินออกมาสิบห้าหยวน จางเจี้ยนกั๋วก็โยนหนังสือ ‘ม่านรักม่านหมอก’ ทิ้งไปข้าง ๆ “พูดกันให้ชัดเจนก่อนนะ ฉันไม่มีเงิน เงินพวกนี้ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะได้คืน”
“รู้แล้วน่า” แน่นอนว่าจางเจี้ยนชวนรู้ว่าพี่ชายไม่มีปัญญาคืนหรอก นอกเสียจากว่าพี่ชายจะได้รับการบรรจุเข้าทำงานในโรงงาน
ปกติในแต่ละเดือน พ่อกับแม่จะให้เงินค่าขนมเขแค่ห้าหยวน บางครั้งนาน ๆ ทีถึงจะได้จากพ่อเพิ่มอีกห้าเจี่ยวหรือหนึ่งหยวน เงินสิบห้าหยวนนี่มันเทียบเท่ากับค่าขนมสามเดือนของพี่ชายเลยนะ เขาจะเอาที่ไหนมาคืน?
“พี่ยังไม่บอกเลยว่าจะเอาไปทำอะไร” จางเจี้ยนชวนรู้สึกเจ็บปวดหัวใจอยู่บ้างเหมือนกัน
เดิมทีตอนปลดประจำการกลับมาก็ไม่ค่อยมีเงินเหลืออยู่แล้ว แถมยังมาอุดอู้อยู่ที่บ้านอีกสองเดือน ใช้เงินไปยี่สิบสามสิบหยวน เงินเดือนหลายสิบหยวนที่สถานีตำรวจก็แค่พอใช้แบบเดือนชนเดือน เก็บหอมรอมริบมาสองเดือนก็เก็บได้ไม่ถึงห้าสิบหยวน
เมื่อรวมกับเงินปลดประจำการและเบี้ยเลี้ยงตอนที่ปลดประจำการกลับมา เขาก็มีเงินเหลืออยู่ไม่ถึงสี่ร้อยหยวน นี่คือทรัพย์สมบัติทั้งหมดของจางเจี้ยนชวนแล้ว
เมื่อเห็นจางเจี้ยนชวนจ้องมองมาที่ตัวเองเขม็ง จางเจี้ยนกั๋วก็ใจสั่นขึ้นมา เขากระมิดกระเมี้ยนอ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ยอมพูดออกมาตามตรง “ฉันเตรียมจะไปเจอกับโจวอวี้หลีหน่อย...”
“โจวอวี้หลี?” จางเจี้ยนชวนยังนึกไม่ออกในทันที “ใครเหรอ? ไปเจอทำไม?”
ทันใดนั้น เมื่อเห็นสีหน้าที่ดูไม่เป็นธรรมชาติของพี่ชาย จางเจี้ยนชวนก็พลันนึกขึ้นได้ ราวกับจำอะไรบางอย่างได้ “ลูกสาวของโจวเถี่ยกุ้นที่อยู่ตึกสิบเอ็ดนั่นน่ะ อ้อ ใช่แล้ว พี่สาวของโจวอวี่ใช่ไหม?!”
ตึกสิบเอ็ดอยู่ถัดไปจากตึกสิบสองที่บ้านของจางเจี้ยนชวนอยู่ โจวอวี่เป็นเพื่อนร่วมชั้นของจางเจี้ยนชวน พี่สาวของเขา โจวอวี้หลีเป็นรุ่นพี่จางเจี้ยนชวนหนึ่งปี ไม่ได้เจอกันหลายปีแล้ว แต่ตอนที่เรียนมัธยมต้นจางเจี้ยนชวนก็ยังพอจำได้ราง ๆ
บ้านนั้นมีพี่น้องสี่คน เท่าที่จำได้ โจวเฉียง โจวอวี้หลี โจวอวี่ โจวอวี้เถา สี่พี่น้องมีลักษณะเด่นเหมือนกันหมดคือตัวสูง ผิวขาว และค่อนข้างผอม โดยเฉพาะสองพี่น้องผู้ชายยิ่งผอมมากเหมือนไม้เสียบผี รู้สึกเหมือนแค่ลมพัดมาก็จะปลิว
โจวเถี่ยคุนพ่อของพวกเขาก็ผอมและสูงเหมือนกัน แต่ผิวค่อนข้างคล้ำ แต่อิ๋นผิงผิงภรรยาของเขากลับเป็นสาวงามที่มีชื่อเสียงของแผนกประชาสัมพันธ์ในโรงงาน รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ผิวขาวผ่อง ร้องเพลงเก่งเต้นรำเก่ง แม้ว่าจะอายุสี่สิบกว่าแล้ว ก็ยังคงเป็น ‘สาวใหญ่พราวเสน่ห์’ ลูก ๆ ทั้งหลายต่างก็ได้รับสืบทอดยีนดีของพ่อแม่คู่นี้มาหมด
จางเจี้ยนชวนไม่ค่อยมีความทรงจำเกี่ยวกับสองพี่น้องโจวอวี้หลีกับโจวอวี้เถาเท่าไหร่นัก เพราะไม่ได้เจอกันมาหลายปีแล้ว แต่เขากลับจำอิ๋นผิงผิงได้อย่างแม่นยำ ใบหน้างดงาม เอวบางร่างน้อย หน้าอกอวบอิ่ม สะโพกผายขาเรียวยาว มองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นพวกสายศิลปิน แถมยังพูดจาด้วยสำเนียงหวานหยดย้อย เหมือนว่าบ้านเดิมจะอยู่แถบเจียงซูเจ้อเจียง
โจวเถี่ยคุนเป็นหัวหน้าแผนกน้ำไฟและก๊าซ หลายคนอ่านตัวอักษรคุนผิดเป็นกุ้นที่แปลว่ากระบอง ประกอบกับรูปร่างของเขาที่สูงโปร่ง เดินเหินคล่องแคล่ว ชื่อโจวเถี่ยกุ้นก็เลยดังกลบชื่อจริงอย่างโจวเถี่ยคุนของเขาไปเลย
“เบา ๆ หน่อยสิ!”
เมื่อเห็นพี่ชายกดเสียงต่ำ ทำท่าทางลึกลับ จางเจี้ยนชวนก็รีบลดเสียงลงตาม “พ่อกับแม่ยังไม่รู้เหรอ? ใครเป็นคนแนะนำให้?”
“ไม่มีใครแนะนำหรอก เมื่อก่อนก็ไม่ได้สนใจอะไร ครั้งที่แล้วไปเล่นโรลเลอร์สเก็ตที่ลานสเก็ต ก็ไปเจอกับเธอกับน้องชาย ก็เพื่อนร่วมชั้นนายนั่นแหละ กำลังเล่นสเก็ตกันอยู่พอดี โจวเฉียงพี่ชายเธอเรียนรุ่นเดียวกับฉัน แต่เดิมก็รู้จักกันอยู่แล้ว แค่ไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่ เลยคุยกันสองสามคำ ต่อมาก็...”
จางเจี้ยนกั๋วพูดจาอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ แต่จางเจี้ยนชวนก็พอจะเดาทางออก น่าจะเคยเจอกันมาสองสามครั้งแล้ว แต่ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ยังไม่คืบหน้า
“โจวอวี้หลีก็ได้เข้าโรงงานแล้วเหรอ?” จางเจี้ยนชวนรู้สึกว่าไม่มีหวัง
ถึงแม้ว่าสองพี่น้องตระกูลจางจะเกิดมารูปร่างสูงใหญ่ล่ำสัน หน้าตาหล่อเหลา แต่มันจะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อไม่มีงานการที่มั่นคง ไม่มีใครเขาจะมาคบหาเป็นแฟนด้วยหรอก ทางบ้านของฝ่ายหญิงก็คงไม่ยอมเหมือนกัน
“ยังหรอก โจวเฉียงเพิ่งจะได้เข้าโรงงานไปเมื่อสองปีก่อน ทุกคนต่างก็รอคิวกันอยู่ จะมาถึงตาบ้านพวกเขาอีกได้ยังไงกัน? แต่คาดว่าน่าจะใกล้แล้วล่ะ” จางเจี้ยนกั๋วถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “ก็ลองคบ ๆ ดูไปก่อน เผื่อฟลุ๊ค อีกอย่าง ดูเหมือนว่าโจวอวี้หลีก็ไม่น่าจะเป็นคนแบบนั้น...”
จางเจี้ยนชวนแอบหัวเราะเยาะในใจ แต่ก็ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมา เกรงว่าจะไปทำลายความกระตือรือร้นของพี่ชาย
โจวเถี่ยกุ้นสามารถไต่เต้าขึ้นมาจนเป็นถึงรองหัวหน้าแผนกได้ จะเป็นพวกตะเกียงประหยัดน้ำมันได้ยังไง?
ส่วนที่ว่าโจวอวี้หลีเป็นคนยังไงนั้นไม่สำคัญหรอก เรื่องแบบนี้ของผู้หญิง มีสักกี่คนที่มีสิทธิ์มีเสียงตัดสินใจเองได้?
จะไปนัดเจอกันทั้งที อย่างน้อยก็ต้องดูหนังด้วยกันสักเรื่อง เต้นรำด้วยกันสักรอบ หรือไม่ก็ไปเล่นสเก็ตด้วยกัน ต่อให้ประหยัดแค่ไหนก็ต้องใช้เงินอยู่ดี
โรงงานของรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ก็มีข้อดีแบบนี้แหละ มีทุกสิ่งทุกอย่าง กิน ดื่ม ขับถ่าย นอนหลับ สามารถจัดการให้ได้ครบวงจร มันก็คือสังคมย่อม ๆ สังคมหนึ่ง
โรงเรียน โรงพยาบาล ห้องสมุด แผนกรักษาความปลอดภัย โรงภาพยนตร์ สโมสรลีลาศ ลานโรลเลอร์สเก็ต สระว่ายน้ำ ร้านเช่าหนังสือ ร้านเช่าวิดีโอ...
สนามบาสเก็ตบอลและโรงยิมที่มีไฟส่องสว่าง ห้องเล่นคาร์รอมและบิลเลียด สวนสาธารณะขนาดเล็ก ร้านขายข้าวสาร ห้างสรรพสินค้า โรงอาหาร ตลาดสด... มีครบทุกอย่าง
เมื่อหลายปีก่อน ตอนที่โทรทัศน์ยังไม่แพร่หลายเท่าไหร่ ในลานกว้างของเขตที่พักอาศัยหลายแห่งยังมีการจัดตั้งลานฉายโทรทัศน์โดยเฉพาะ พอถึงห้าหกโมงเย็นก็จะมีคนเริ่มหอบม้านั่งเก้าอี้ไปจับจองที่นั่งกันแล้ว บริเวณรอบ ๆ ก็จะกลายเป็นสวรรค์ของเด็ก ๆ ไปด้วย
แม้แต่ในปัจจุบันก็ยังคงมีลานฉายโทรทัศน์อยู่ เพียงแต่ว่าความคึกคักมันเทียบไม่ได้กับเมื่อหลายปีก่อน
สิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อความบันเทิงเหล่านี้ในโรงงานถือว่าราคาค่อนข้างถูก ตั๋วดูหนังใบละสองเจี่ยว ร้านเช่าหนังสือเล่มละห้าเฟิน ตั๋วลีลาศใบละห้าเจี่ยว ถ้าเกิดยังต้องดื่มน้ำอัดลมอีกสักสองขวด หรือกินไอศกรีมแท่งอีกสักสองแท่ง การออกเดตครั้งหนึ่ง อาจจะต้องใช้หนึ่งหรือสองหยวน
สองพี่น้องกำลังคุยกันอยู่ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากนอกประตู ตามมาด้วยเสียงที่ค่อนข้างแหบพร่าของพ่อ “เจ้ารองกลับมาแล้วเหรอ?”
“กลับมาแล้ว กำลังจะกินข้าวกันแล้ว” แม่พูดเสริมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจี้ยนกั๋ว เจี้ยนชวน มายกกับข้าวหยิบตะเกียบสิ ยังต้องให้เชิญอีกรึไง?”