- หน้าแรก
- ย้อนเวลาไปเป็นยอดช่างปั้นในยุคหกศูนย์ ระบบยอดช่างเซรามิกพลิกชีวิต
- บทที่ 2 ความคิดในใจของเจี่ยจางซื่อ
บทที่ 2 ความคิดในใจของเจี่ยจางซื่อ
บทที่ 2 ความคิดในใจของเจี่ยจางซื่อ
บทที่ 2 ความคิดในใจของเจี่ยจางซื่อ
ณ ซื่อเหอเยวี่ยน
หลี่เฟิงกำลังรื้อค้นข้าวของอยู่ภายในบ้าน
เขามองข้าวสารในถังแล้วขมวดคิ้ว
อืม…
ข้าวสารนี่...อย่างมากก็พอกินได้อีกแค่ไม่กี่วัน
นั่นหมายความว่า...ถ้าเขายังหางานทำไม่ได้ ก็จะต้องอดอยากในไม่ช้า
ให้ตายสิ! นี่มันจะโหดร้ายเกินไปแล้ว
เพิ่งจะข้ามมิติมาแท้ๆ แต่กลับกำลังจะไม่มีข้าวกินเสียแล้ว
หลี่เฟิงนึกขึ้นได้ว่าตอนที่อยู่ในยุคปัจจุบัน แม้ตนจะเรียนจบมหาวิทยาลัยและมีฐานะยากจน แต่ก็ไม่เคยถึงขั้นต้องอดมื้อกินมื้อ
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หลี่เฟิงก็อดถอนหายใจออกมาไม่ได้
เอาเป็นว่าเอาตัวรอดวันนี้ไปให้ได้ก่อนแล้วค่อยว่ากันใหม่ เพราะป่านนี้แล้ว การจะออกไปหางานทำข้างนอกคงเป็นไปไม่ได้
ในขณะนั้นเอง
พลันมีเสียงจักรกลดังขึ้นในหัวของหลี่เฟิง
“กำลังเปิดใช้งานระบบอาชีพ...”
ระบบอาชีพ?
นี่มันคือตัวช่วยพิเศษของคนข้ามมิติไม่ใช่หรือ?
หลี่เฟิงไม่คิดว่าตัวเองจะมีตัวช่วยพิเศษนี้ด้วยเช่นกัน เขาอดคิดขึ้นมาไม่ได้ว่า...
ถ้ามีตัวช่วยพิเศษนี้ เขาก็จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงต่อไปได้ไม่ใช่เรื่องยากอีกแล้วกระมัง?
ดังนั้นหลี่เฟิงจึงรีบทำความเข้าใจว่าตัวช่วยพิเศษนี้คืออะไรกันแน่
ดูเหมือนว่าตัวช่วยพิเศษนี้จะเป็นหน้าจอเสมือนจริงซึ่งมีหน้าต่างคุณสมบัติตัวละครอยู่ภายใน หลี่เฟิงจึงเปิดดูหน้าต่างคุณสมบัติของตัวเองด้วยความอยากรู้
ระบบอาชีพ
โฮสต์: หลี่เฟิง
อายุ: 18 ปี
ทักษะอาชีพ: ไม่มี
ทักษะการใช้ชีวิต: ทักษะการทำอาหาร เลเวล 0 (0/100)
ศักยภาพ: การวาดภาพ, เครื่องกล
หลี่เฟิงมองหน้าต่างคุณสมบัติของตัวเองแล้วอยากจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตาจะไหล
นี่คือตัวเขาจริงๆ หรือ?
หลังจากหลี่เฟิงอ่านข้อมูลเบื้องต้นจบ เขาก็รู้สึกว่าตัวเองช่างไร้ค่าสิ้นดี
ชาติก่อนอย่างน้อยเขาก็เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยสายวิทยาศาสตร์-วิศวกรรม แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นแบบนี้ไปได้?
ขนาดทักษะอาชีพยังไม่มีสักอย่าง แต่ศักยภาพด้านการวาดภาพและเครื่องกลนี่...มันเกี่ยวข้องกับวิชาเอกที่เขาเรียนในชาติก่อนหรือเปล่านะ?
หลี่เฟิงอดสงสัยไม่ได้
แม้ในหัวของหลี่เฟิงจะเต็มไปด้วยคำถาม แต่สิ่งที่เขาต้องแก้ไขเป็นอันดับแรกคือปัญหาปากท้อง
ในเมื่อตอนนี้ระบบยังช่วยอะไรไม่ได้ หลี่เฟิงจึงทำได้เพียงพักเรื่องนี้ไว้ก่อน
ตอนนี้ในถังข้าวยังพอมีข้าวสารอยู่เล็กน้อย และในบ้านก็ยังมีผักกาดขาวอยู่บ้าง
ดังนั้นหลี่เฟิงจึงทำผัดผักกาดขาวง่ายๆ ขึ้นมาหนึ่งจาน
“ค่าประสบการณ์ทักษะการทำอาหาร +1”
ความคิดทั้งหมดของหลี่เฟิงจดจ่ออยู่กับการกิน เขาจึงไม่ทันได้สังเกตเห็นการแจ้งเตือนของระบบเมื่อครู่นี้
หลังจากทำอาหารเสร็จ
หลี่เฟิงก็เริ่มจัดการผัดผักกาดขาวกับข้าวสวยฝีมือตัวเอง
อืม...
รสชาติก็พอไปวัดไปวาได้
ถึงจะไม่อร่อยเท่าที่ขายข้างนอก
แต่ตอนนี้หลี่เฟิงหิวมาก
เขาจึงกินข้าวสวยกับผัดผักกาดขาวไปถึงสองชาม
หลังจากกินอิ่ม
ท้องของหลี่เฟิงก็รู้สึกสบายขึ้นมาก
หลี่เฟิงที่เพิ่งกินอิ่มทิ้งตัวลงนอนบนเตียงทันที เขาเริ่มสำรวจเพดานบ้านของตัวเอง
เพดานบ้านบุด้วยหนังสือพิมพ์เก่า ตอนนี้หลี่เฟิงยังพอมองเห็นหัวข้อข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์เหล่านั้นได้
แต่หลี่เฟิงไม่ได้สนใจเรื่องพวกนั้น
เพราะเพื่อที่จะได้ไม่ต้องไปชนบท พรุ่งนี้เขาต้องออกไปหางานทำแล้ว
ไม่รู้ว่าตอนนี้จะมีที่ไหนรับสมัครคนงานบ้างนะ
ถ้ามี ไม่ว่าจะเป็นโรงงานอะไร เขาก็จะไปลองดู
เพราะตราบใดที่หางานทำได้ เขาก็จะสามารถอยู่ที่นี่ต่อไป
มิฉะนั้น เขาก็ทำได้เพียงไปชนบทเท่านั้น
หลี่เฟิงคิดไปคิดมาจนเปลือกตาเริ่มหนักอึ้ง แล้วค่อยๆ ผล็อยหลับไป
เช้าวันรุ่งขึ้น หลี่เฟิงถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงไก่ขัน
หลี่เฟิงขยี้ตาที่ยังงัวเงียแล้วลุกขึ้นนั่งบนเตียง
อืม...ยังอยู่ในบ้านเก่าๆ หลังนี้จริงๆ ด้วย แสดงว่าเขาไม่ได้ฝันไป
หลี่เฟิงส่ายหัว ก่อนจะลุกไปล้างหน้าแปรงฟัน
อีกด้านหนึ่ง
ผู้คนในซื่อเหอเยวี่ยนต่างแยกย้ายกันไปทำงานของตน คนที่ต้องไปทำงานก็ออกไปทำงาน คนที่ต้องไปใช้แรงงานก็ออกไปใช้แรงงาน
เมื่อคนส่วนใหญ่ออกไปกันหมดแล้ว ในลานบ้านจึงเหลือคนไม่มากนัก
ตอนนี้มีเพียงหลี่เฟิงที่ถือแก้วน้ำกับแปรงสีฟันกำลังยืนแปรงฟันอยู่ที่อ่างล้างหน้ารวม
เดือนตุลาคม อากาศในเมืองหลวงเริ่มเย็นยะเยือก
แม้แต่หลี่เฟิงที่มีร่างกายค่อนข้างแข็งแรงก็ยังรู้สึกหนาวอยู่บ้าง
หลี่เฟิงแปรงฟันเสร็จก็ล้างอุปกรณ์ของเขา จากนั้นล้างมือแล้วเตรียมกลับเข้าบ้านไปหาอะไรกิน
ขณะที่หลี่เฟิงกำลังจะหันหลังกลับเข้าบ้าน เขาก็ถูกเจี่ยจางซื่อเรียกไว้
เจี่ยจางซื่อเองก็เพิ่งจะเดินออกมาจากบ้านเช่นกัน
เมื่อเห็นหลี่เฟิง เธอก็รีบเรียกเขาทันที
เจี่ยจางซื่อรีบเปลี่ยนเป็นใบหน้ายิ้มแย้มแล้วเอ่ยถามหลี่เฟิงว่า
“พ่อหนุ่มบ้านหลี่ ตื่นแล้วเหรอ?”
“เรื่องไปชนบทเตรียมตัวไปถึงไหนแล้วล่ะ?”
“ป้าขอเตือนหน่อยนะ ถ้าไปลงชื่อเร็วหน่อย ก็ยังพอจะได้ไปอยู่ที่อุดมสมบูรณ์ แต่ถ้าไปช้าล่ะก็ จะได้ไปแต่ที่ที่คนอื่นเขาไม่เอา...”
เจี่ยจางซื่อพูดพลางทำท่าทีเหมือนหวังดีกับเขา
หลี่เฟิงไม่คิดว่าคนแรกที่เจอในเช้านี้จะเป็นเจี่ยจางซื่อ
เจี่ยจางซื่อคนนี้ก็เหมือนกับในละครไม่มีผิด ใบหน้าแหลมคมดูเจ้าเล่ห์ปากจัด
จากคำพูดเมื่อครู่ หลี่เฟิงอนุมานได้ทันทีว่าหญิงแก่เจ้าเล่ห์คนนี้ต้องมีแผนชั่วร้ายอยู่ในใจแน่ๆ
การที่เธอคะยั้นคะยอให้เขาไปลงชื่อเข้าร่วมโครงการ ‘ขึ้นเขาลงชนบท’ ขนาดนี้ ต้องมีเจตนาร้ายแอบแฝงอย่างแน่นอน
แล้วเขาก็นึกขึ้นมาได้ในทันที
หรือว่า...หญิงแก่เจ้าเล่ห์คนนี้กำลังหมายตาบ้านของเขาอยู่?
ด้วยนิสัยของเจี่ยจางซื่อแล้ว ก็มีความเป็นไปได้สูงมาก
ถ้าหากเขาไปชนบท บ้านหลังนี้ก็จะไร้เจ้าของน่ะสิ
เพราะในยุคนี้ยังไม่มีการซื้อขายบ้านจัดสรร มีแต่บ้านหลวงที่รัฐจัดสรรให้พักอาศัยเท่านั้น
การที่เขาได้อยู่ที่นี่ก็เพราะรัฐจัดสรรบ้านหลังนี้ให้พ่อของเขาอยู่อาศัยชั่วคราว มิฉะนั้นเขาคงไม่มีสิทธิ์อยู่ที่นี่ด้วยซ้ำ
ถ้าเป็นเช่นนั้น เจี่ยจางซื่อต้องหมายตาบ้านของเขาอยู่อย่างแน่นอน เพราะเขากับเธอก็ไม่ใช่ญาติสนิทมิตรสหายที่ไหนกัน เธอจะใจดีมาเตือนเขาทำไม
เธอต้องวางแผนจะเอาบ้านของเขาแน่ๆ
เรื่องแบบนี้ ต่อให้หลี่เฟิงใช้หัวแม่เท้าคิดก็ยังคิดออก
เพราะตัวเขาเองก็จนแทบจะไม่มีอะไรจะกินอยู่แล้ว สมบัติที่มีค่าเพียงอย่างเดียวที่เหลืออยู่ก็คือบ้านหลังนี้
จู่ๆ เจี่ยจางซื่อก็มาทำดีกับเขาเช่นนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะหวังจะฮุบบ้านของเขาแล้วจะเป็นอะไรไปได้?
หลี่เฟิงรู้สึกคลื่นไส้ราวกับกลืนแมลงวันเข้าไปทั้งเป็น
แต่หลี่เฟิงก็ยังคงพูดกับเจี่ยจางซื่อด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า
“ไปชนบทหรือครับ?”
“ผมไม่ไปหรอก”
“วันนี้ผมจะไปหางานทำ...”
เจี่ยจางซื่อไม่คิดว่าหลี่เฟิงจะคิดไปหางานทำ ในใจของเธอนั้น หลี่เฟิงควรจะไปชนบทอย่างว่าง่ายแล้วทิ้งบ้านหลังนี้ให้ว่างไว้ต่างหาก
เจี่ยจางซื่อคิดว่าความคิดที่จะหางานทำของหลี่เฟิงนั้นช่างเพ้อฝันสิ้นดี
งานมันจะหาง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ? นี่มันเรื่องตลกสิ้นดี
ดังนั้นเจี่ยจางซื่อจึงเอ่ยเกลี้ยกล่อมหลี่เฟิงต่อ
“เสี่ยวหลี่เอ๊ย”
“งานมันไม่ได้หาง่ายขนาดนั้นหรอกนะ”
“ในเมืองหลวงของเรา มีคนตั้งเท่าไหร่ที่ยังหางานทำไม่ได้!”
“เชื่อคำแนะนำของป้าสักครั้งเถอะ รีบไปลงชื่อที่คณะกรรมการชุมชนเร็วเข้า เผื่อหัวหน้าหวังยังจะพอช่วยจัดสรรให้แกไปอยู่ที่อุดมสมบูรณ์ได้บ้าง...”
แต่หลี่เฟิงกลับไม่ไหวติงแม้แต่น้อย
เขาเพียงพูดกับเจี่ยจางซื่อว่า
“งั้นก็ไม่รบกวนคุณป้าต้องเป็นห่วงแล้วครับ ผมรู้ว่าตัวเองควรทำอย่างไร...”
พูดจบหลี่เฟิงก็เดินเข้าบ้านของตัวเองไป
ส่วนเจี่ยจางซื่อมองแผ่นหลังของหลี่เฟิงพลางเยาะเย้ยในใจ
หึ! คอยดูเถอะ อีกไม่นานแกก็ต้องไสหัวไปชนบทอยู่ดี