- หน้าแรก
- ย้อนเวลาไปเป็นยอดช่างปั้นในยุคหกศูนย์ ระบบยอดช่างเซรามิกพลิกชีวิต
- บทที่ 1 ข้ามเวลามาปี 59
บทที่ 1 ข้ามเวลามาปี 59
บทที่ 1 ข้ามเวลามาปี 59
บทที่ 1 ข้ามเวลามาปี 59
ตุลาคม ปี 59
เมืองหลวง
ภายในบ้านพักอาศัยหลังหนึ่งในลานกลางของซื่อเหอเยวี่ยนแห่งหนานหลัวกู่เซี่ยง
หลี่เฟิงรู้สึกสับสนมึนงงไปหมดในหัว เขาจึงสะบัดศีรษะอย่างแรงเพื่อเรียกสติ แต่ก็ได้ผลเพียงเล็กน้อย
ถึงอย่างนั้นมันก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย เพราะในสถานการณ์เช่นนี้ เขาไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้อีกแล้ว
หลังจากพักไปเกือบครึ่งชั่วโมง ในที่สุดหลี่เฟิงก็ต้องยอมรับความจริง...เขาข้ามเวลามาแล้ว
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังเข้ามาอยู่ในโลกของละครโทรทัศน์เรื่อง 'ฉิงหม่านซื่อเหอเยวี่ยน' อีกด้วย
เรื่องนี้ทำให้หลี่เฟิงประหลาดใจอยู่ไม่น้อย เพราะเขาเคยดูละครเรื่องนี้มาก่อน
เขารู้ดีว่าในซื่อเหอเยวี่ยนแห่งนี้แทบจะไม่มีคนดีอยู่เลย ไม่ว่าจะเป็นลุงใหญ่ ลุงรอง หรือลุงสาม รวมถึงเจี่ยจางซื่อ ส่าจู้ และคนอื่นๆ ก็ล้วนแล้วแต่พอกัน
แน่นอน!
ในเรื่อง 'ฉิงหม่านซื่อเหอเยวี่ยน' มีส่าจู้เป็นตัวละครเอก ทุกคนจึงมักจะมองจากมุมของเขาและคิดว่าเขาเป็นคนดี แต่หลี่เฟิงกลับมองว่าส่าจู้ก็ไม่ได้ดีเด่อะไรนัก เพราะในยุคสมัยที่ผันผวนเช่นนี้ มีคนทุกประเภทปะปนกันไปอยู่แล้ว
คนประเภทส่าจู้นั้นพบเห็นได้ทั่วไปในซื่อเหอเยวี่ยนแห่งนี้
แต่เรื่องนั้นก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับตัวเขาสักนิด
เพราะตอนนี้เขาได้ข้ามเวลามายังซื่อเหอเยวี่ยน กลายเป็นเพียงผู้อยู่อาศัยธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น ส่วนส่าจู้จะถูกใครเอาเปรียบหรือไม่นั้น ไม่ใช่เรื่องกงการอะไรของเขา
เมื่อข้ามเวลามาแล้ว สิ่งแรกที่ต้องจัดการคือปัญหาปากท้อง
จากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม
ตัวเขาในโลกนี้ไม่มีงานทำ
ตอนนี้เขาอายุสิบแปดปีแล้ว หากยังหางานทำไม่ได้ ปัญหาแรกที่จะต้องเผชิญก็คือการถูกส่งตัวไปชนบท
เพราะต้องมีงานทำ ถึงจะมีสิทธิ์อาศัยอยู่ที่นี่ต่อไปได้
ถ้าไม่มีงาน ก็ต้องขออภัยด้วย คุณทำได้เพียงย้ายไปอยู่ชนบท เพราะคุณไม่ใช่ลูกหลานคนใหญ่คนโตหรือมีเส้นสายอะไร
ดังนั้น การหลีกเลี่ยงที่จะไม่ไปชนบทนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
นี่ไม่ใช่เรื่องของความสมัครใจ แต่เป็นสถานการณ์ที่บังคับ
และในความทรงจำของหลี่เฟิง ดูเหมือนว่าเขาจะอาศัยอยู่ตัวคนเดียว พ่อแม่เสียชีวิตไปนานแล้ว นั่นหมายความว่าที่บ้านเหลือเพียงเขาคนเดียวเท่านั้น
การเริ่มต้นตามสูตรสำเร็จเช่นนี้ ช่างน่าปวดหัวเสียจริง
อันที่จริงแล้ว หลี่เฟิงไม่ได้อยากไปชนบทเลยแม้แต่น้อย
เพราะหากไปแล้ว ก็แทบจะไม่มีวันได้ดี
ทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาทำนา หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ในฐานะคนนอก ก็ไม่มีปากมีเสียงอะไร
ต่อให้ถูกรังแก ก็ทำได้เพียงอดทนเท่านั้น
นี่เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้
และที่สำคัญที่สุดคือ ต่อให้ไปชนบท ก็ไม่แน่ว่าจะได้กินอิ่มท้อง เขาเคยได้ยินคนเฒ่าคนแก่ในยุคหลังเล่าถึงเล่ห์เหลี่ยมกลโกงต่างๆ นานาในนั้นมาแล้ว
ดังนั้นหลี่เฟิงจึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่า เขาจะต้องอยู่ในเมืองหลวงให้ได้
อีกด้านหนึ่ง
เจี่ยจางซื่อกำลังนั่งปั่นด้ายอยู่ที่บ้าน ส่วนเจี่ยตงซวี่ ลูกชายของเธอ กำลังนั่งกะเทาะเปลือกถั่วลิสงอยู่อีกฟากหนึ่ง
ขณะที่กำลังแกะถั่วลิสง เจี่ยตงซวี่ก็เงยหน้าขึ้นมองแม่ของตน มีท่าทีอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ยังลังเล
เจี่ยจางซื่อเห็นท่าทีของลูกชาย ก็อดไม่ได้ที่จะปลอบใจ
“ตงซวี่ ไม่ต้องห่วงหรอกนะ”
“อีกไม่นานไอ้เด็กแซ่หลี่นั่นก็ต้องถูกส่งไปชนบทแล้ว พอถึงตอนนั้นแม่จะไปคุยกับลุงใหญ่เพื่อเอาบ้านของมันมาให้ได้ แล้วแกกับหวยหรูก็จะได้ย้ายไปอยู่บ้านหลังนั้น...”
“พอถึงตอนนั้น บ้านเราก็จะได้ไม่ต้องอยู่กันอย่างแออัดอีกต่อไป”
เจี่ยตงซวี่ได้ฟังคำพูดของแม่ ก็เอ่ยขึ้นอย่างกังวลว่า
“แม่ครับ”
“แล้วถ้าเกิดหลี่เฟิงสามารถอยู่ในเมืองหลวงต่อไปได้ล่ะครับ?”
นี่คือเรื่องเดียวที่เจี่ยตงซวี่กังวล เพราะการที่จะได้อยู่บ้านที่ใหญ่ขึ้นนั้น เขาก็เต็มใจอย่างยิ่ง
เพียงแต่เขากลัวว่าหลี่เฟิงจะหาทางอยู่ในเมืองหลวงต่อไปได้
เมื่อเจี่ยจางซื่อได้ยินคำพูดของลูกชาย เธอก็พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“หลี่เฟิงมันก็แค่เด็กกำพร้า จะมีสิทธิ์อะไรมาอยู่ห้องใหญ่ขนาดนั้น บ้านเรามีคนตั้งเยอะแยะ ไอ้เด็กนั่นสมควรจะยกห้องให้เราตั้งนานแล้ว”
“ก่อนหน้านี้มันยังไม่ครบสิบแปด ฉันก็เลยไม่อยากจะพูดอะไรมาก”
“แต่ตอนนี้มันอายุสิบแปดแล้ว ในเมืองก็ไม่มีงานทำ ถึงตอนนั้นห้องใหญ่ของมันจะไม่ใช่ของเราได้อย่างไร?”
“ตงซวี่ แกวางใจได้เลย ไอ้เด็กนั่นไม่มีเส้นสายอะไรในเมืองหลวงหรอก มันจะอยู่ในเมืองหลวงต่อไปได้ก็แปลกแล้ว รออีกไม่กี่วันบ้านหลังนั้นก็จะเป็นของเรา”
“วันนี้ฉันจะไปหาลุงใหญ่คุยเรื่องนี้ให้รู้เรื่อง แกไม่ต้องยุ่ง”
“ถึงตอนนั้นแกกับหวยหรูก็ย้ายเข้าไปอยู่บ้านใหญ่ได้เลย”
เมื่อเจี่ยตงซวี่ได้ยินแม่ของตนพูดเช่นนั้น เขาก็วางใจลงได้
ใครบ้างจะไม่อยากอยู่บ้านที่กว้างขวางขึ้น?
เจี่ยตงซวี่เองก็รู้สึกอึดอัดที่ต้องอยู่ที่นี่เช่นกัน เวลากลางคืนกว่าเขาและฉินหวยหรูจะทำกิจกรรมส่วนตัวอะไรก็ต้องคอยระวังเรื่องเสียง ซึ่งทำให้เขาหงุดหงิดไม่น้อย หากได้ย้ายไปอยู่ห้องของหลี่เฟิง เขาก็จะสามารถทำอะไรได้อย่างสบายใจมากขึ้น
เมื่อเจี่ยตงซวี่คิดถึงตรงนี้ อารมณ์ของเขาก็เบิกบานขึ้นมาทันที
เจี่ยจางซื่อวางงานในมือลง และเดินมาถึงหน้าประตูบ้านของอี้จงไห่
อี้จงไห่ในฐานะลุงใหญ่ของซื่อเหอเยวี่ยน มีหน้าที่หลักในการประสานงานกับหัวหน้าหวังจากคณะกรรมการชุมชน
หากคณะกรรมการชุมชนมีเรื่องจะแจ้ง โดยปกติแล้วก็จะมาหาผู้ดูแลในแต่ละพื้นที่ก่อน
และอี้จงไห่แห่งซื่อเหอเยวี่ยนนี้ก็คือหนึ่งในนั้น
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ อี้จงไห่จึงพักผ่อนอยู่ที่บ้าน
เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู เขาก็รู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง นี่ก็ใกล้จะห้าโมงเย็นแล้ว ใครกันที่มาหา
จากนั้นอี้จงไห่ก็เดินไปเปิดประตู เมื่อพบว่าเป็นเจี่ยจางซื่อ เขาก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้น
“พี่สะใภ้ นี่ก็ใกล้เวลาอาหารเย็นแล้ว มีธุระอะไรหรือเปล่า?”
เจี่ยจางซื่อมองซ้ายมองขวา จากนั้นก็กระซิบกับอี้จงไห่
“เราเข้าไปคุยกันข้างในเถอะ...”
อี้จงไห่พยักหน้าเล็กน้อยแล้วเชิญเธอเข้ามาในบ้าน
หลังจากที่ทั้งสองนั่งลง
เจี่ยจางซื่อก็รีบยิ้มและพูดกับอี้จงไห่ทันที
“ลุงใหญ่คะ วันนี้ฉันมาหาท่าน ก็มีเรื่องอยากจะขอให้ท่านช่วยหน่อย...”
ลุงใหญ่มองท่าทีของเจี่ยจางซื่อแล้วรู้สึกแปลกใจ ทำไมจู่ๆ ถึงมีเรื่องมาขอให้เขาช่วย
แต่เมื่อนึกถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างตนกับตาเฒ่าเจี่ยผู้ล่วงลับ เขาจึงพูดขึ้น
“พี่สะใภ้ มีอะไรก็พูดมาตรงๆ เถอะ ถ้าช่วยได้ ผมจะช่วยอย่างแน่นอน...”
เจี่ยจางซื่อรีบพูดด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“ลุงใหญ่คะ เรื่องนี้ท่านต้องช่วยได้อย่างแน่นอน มีเพียงท่านเท่านั้นที่ช่วยฉันได้”
ในตอนนี้ เจี่ยจางซื่อก็ยกยอปอปั้นอี้จงไห่เสียยกใหญ่
เพราะการจะขอความช่วยเหลือจากใคร ก็ต้องรู้จักเอาใจกันบ้าง
อี้จงไห่พยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ พลางรอให้เจี่ยจางซื่อเปิดประเด็นว่ามีเรื่องอะไร
จากนั้น เจี่ยจางซื่อก็ได้เล่าเรื่องที่เธอต้องการบ้านของหลี่เฟิงให้ลุงใหญ่ฟังจนหมด
หลังจากที่ลุงใหญ่ฟังจนจบ เขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
อี้จงไห่ไม่คิดว่าเรื่องที่เจี่ยจางซื่อจะพูดคือเรื่องนี้ อันที่จริงเรื่องที่เธอหมายตาบ้านของหลี่เฟิงไว้นั้น เขาก็พอจะรู้มาบ้าง
แต่ไม่คิดว่าเธอจะมาพูดกับเขาเร็วขนาดนี้
อี้จงไห่จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถาม
“พี่สะใภ้ หลี่เฟิงเพิ่งจะอายุครบสิบแปดไม่ใช่เหรอ?”
“จะให้เขาไปเร็วขนาดนี้ ดูเหมือนจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ?”
แต่เจี่ยจางซื่อกลับพูดอย่างไม่ใส่ใจ
“มีอะไรไม่ดีกันล่ะ?”
“อยู่ที่นี่ก็ไม่มีใครให้ข้าวกิน อีกไม่กี่วันคณะกรรมการชุมชนก็จะตัดส่วนแบ่งเสบียงของเขาแล้ว ถึงตอนนั้นเขาก็ต้องไปอยู่ดีไม่ใช่หรือ?”
“ในเมื่อยังไงก็ต้องไป สู้เอาบ้านของเขามาให้ฉันเสียเลยดีกว่า”
“ลุงใหญ่ ท่านก็รู้ว่าตอนที่ตาเฒ่าเจี่ยบ้านฉันยังอยู่ เขากับท่านมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากแค่ไหน”
“ลุงใหญ่คะ ท่านต้องช่วยฉันนะคะ...”
เจี่ยจางซื่อพูดจบก็เริ่มทำท่าจะร้องไห้
สำหรับบ้านของหลี่เฟิงแล้ว เจี่ยจางซื่อหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องเอามาให้ได้ ดังนั้นเธอจึงยอมลดศักดิ์ศรีลงมาขอร้องอี้จงไห่
อี้จงไห่เห็นเจี่ยจางซื่อกำลังจะร้องไห้ ก็รีบตอบตกลงทันที
“ก็ได้!”
“ผมตกลงกับคุณก็ได้”
“แต่ผมขอพูดไว้ก่อนนะ ว่าต้องรอให้หลี่เฟิงไปชนบทแล้ว ผมถึงจะช่วยคุณจัดการเรื่องนี้...”
เมื่อเจี่ยจางซื่อได้ยินว่าอี้จงไห่ตอบตกลง เธอก็เปลี่ยนจากสีหน้ากังวลเป็นยินดีในทันที
“ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณลุงใหญ่มากนะคะ”
ตอนที่เจี่ยจางซื่อเดินออกจากบ้านของอี้จงไห่ เธอรู้สึกมีความสุขเปี่ยมล้น
ส่วนเรื่องที่อี้จงไห่บอกว่าต้องรอให้หลี่เฟิงไปชนบทแล้วถึงจะช่วยจัดการนั้น เจี่ยจางซื่อไม่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร เพราะเธอเชื่อว่าหลี่เฟิงไม่มีทางได้อยู่ในเมืองหลวงต่อไปอย่างแน่นอน
ขนาดลูกชายของเธอที่เก่งกาจ ยังต้องอาศัยการสืบทอดตำแหน่งงานจากพ่อของเขาเพื่อที่จะได้อยู่ในเมืองหลวง แล้วไอ้หลี่เฟิงที่ไม่มีอะไรดีสักอย่าง จะหาทางอยู่ในเมืองหลวงต่อไปได้อย่างไร
ถึงตอนนั้น บ้านหลังนี้ก็ต้องเป็นของลูกชายเธออย่างแน่นอน
รอยยิ้มที่เปี่ยมสุขปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเจี่ยจางซื่อ