เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 29 - วิธีการแบบขุนนางบ้านนอก

บทที่ 29 - วิธีการแบบขุนนางบ้านนอก

บทที่ 29 - วิธีการแบบขุนนางบ้านนอก


บทที่ 29 - วิธีการแบบขุนนางบ้านนอก

อันหนิงหัวเราะ "จะหนักหนาสาหัสกว่าเรจินัลด์ได้อีกเหรอครับ?"

ทุกคนหัวเราะครืน

ดันตง "ผมสังหรณ์ว่าเดี๋ยวคงมีคนแห่มาท้าดวลคุณอีกเพียบ คุณเตรียมจะใช้เพลงดาบขั้นเทพสอยพวกนั้นร่วงจากหลังม้าหรือยัง?"

อันหนิงคิดในใจว่า 'อย่าหาทำเชียวนะ' เมื่อวานเกือบตายจริงๆ ที่เห็นว่าไร้รอยขีดข่วนนี่เพราะสกิลฮีลเลือดต่างหากโว้ย

อันหนิงเกาหัวแกรกๆ แสร้งทำหน้าลำบากใจ "ไว้ชีวิตผมเถอะครับ ครั้งนี้ผมฟลุ๊คชนะมาได้จริงๆ ผมไม่เป็นดาบเลยสักนิด"

มารา "งั้นยิ่งต้องประโคมข่าวเลย พวกขุนนางที่ฝึกดาบมาแทบตาย ดันมาแพ้ลูกช่างทำเครื่องหนังที่ไม่เป็นมวย ยิ่งพิสูจน์ว่าพวกขุนนางมันไม่มีน้ำยา!"

อันหนิงดูออกแล้ว มาราในโลกนี้คือเด็กเบียว... เอ้ย วัยรุ่นเลือดร้อนจอมอุดมการณ์ชัดๆ

ตอนนั้นเอง บริกรของสโมสรก็ตะโกนบอก "ได้เวลาอาหารเย็นแล้วครับ ทางสโมสรมีบริการอาหาร ท่านใดสนใจเชิญทางนี้ครับ"

มิราโบลูบท้อง "โอ้ หิวพอดีเลย ไก่อบที่นี่เด็ดมากนะจะบอกให้"

อันหนิงกำลังจะแซวว่ามิราโบเพิ่งซัดขนมไปตั้งเยอะก่อนมาที่นี่ แต่ท้องเจ้ากรรมดันร้องจ๊อกๆ ประท้วงขึ้นมาเสียก่อน

จะว่าไปก็น่าจะถึงเวลามื้อเย็นของเขาแล้วจริงๆ

โรแบสปีแยร์ "กินข้าวกันเถอะ"

มารา "กินเสร็จมาเล่นไพ่บริดจ์กันไหม? มาคลับทั้งทีไม่ได้เล่นบริดจ์ก็เหมือนมาไม่ถึง"

ดันตง "ดีเลย ไพ่บริดจ์คือวิธีผูกมิตรกับเพื่อนใหม่ที่ดีที่สุด มาดวลไพ่ต้อนรับสมาชิกใหม่อย่างฟรอสต์กันหน่อย!"

สิ้นเสียงดันตง ระบบของอันหนิงก็เด้งเตือนอีกรอบ

[ตอนนี้ จอร์จ ฌากส์ ดันตง, ฌอง-ปอล มารา, มักซีมีเลียง โรแบสปีแยร์ และ กามีย์ เดส์มูแล็ง มองคุณเป็นสหายร่วมอุดมการณ์แล้ว]

อันหนิงเดาะลิ้น เอาล่ะสิ กลายเป็นสหายร่วมอุดมการณ์ไปซะแล้ว อนาคตตอนปฏิวัติสงสัยหนีไม่พ้นได้เป็นสมาชิกพรรคมงตาญแน่ๆ

ไอ้เราก็แค่อยากเป็นนกสองหัวขี่ม้าเลียบชายฝั่งแท้ๆ

อันหนิง "ผมเล่นบริดจ์ไม่เป็น..."

"ไม่เป็นไร" มิราโบปลอบ "กติกามันง่ายจะตาย เล่นไม่กี่ตาก็เป็นแล้ว"

อันหนิง "ก็ได้ครับ งั้นคืนนี้ขอลองด้วยคน"

**

คืนนั้น กว่าอันหนิงจะฝ่าความมืดของปารีสกลับมาถึงปาแล-รัวยาลก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยงคืน

รถม้าเพิ่งจอดสนิท อันหนิงยังไม่ทันเปิดประตู ประตูบ้านก็เปิดออก ฟานี่วิ่งเหยาะๆ ออกมาช่วยประคองอันหนิงลงจากรถ

อันหนิง "ขอบใจนะ ดีใจจังที่เห็นเธอมารอรับ"

ฟานี่ "ไพ่บริดจ์สนุกไหมคะ?"

อันหนิงสะดุ้ง "รู้ได้ไงว่าฉันไปเล่นไพ่..."

"สรุปว่าไปเล่นมาจริงๆ สินะคะ" ฟานี่เดาะลิ้น

โดนหลอกถามซะงั้น!

ฟานี่ "ในฐานะเจ้านาย คุณอยากทำอะไรก็เป็นสิทธิของคุณค่ะ ต่อให้เล่นเสียจนหมดเนื้อหมดตัวต้องแก้ผ้ากลับมาก็ไม่เกี่ยวกับฉัน"

อันหนิง "ไม่มีทางหรอก จริงๆ แล้วที่สโมสรเบรตันเขาเล่นกันแบบไม่กินตังค์ คงเพราะสมาชิกถังแตกกันทั้งนั้น อย่างโรแบสปีแยร์นี่มีเสื้อโค้ทใส่แค่ตัวเดียวเองมั้ง"

ฟานี่มองอันหนิงอย่างไม่เข้าใจ "ไม่กินตังค์แล้วจะเล่นไปทำไมคะ?"

อันหนิง "คนเราก็แค่สนุกกับการได้ประลองสมองกับเพื่อนฝูงไม่ได้เหรอ?"

ฟานี่มองอันหนิงด้วยสายตาเหมือนมองคนบ้า ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง "คืนนี้จะอาบน้ำไหมคะ? ถ้าจะอาบเดี๋ยวฉันไปตักน้ำให้ วันนี้น่าจะยังมีน้ำร้อนเหลือ"

อันหนิง "รบกวนด้วยนะ"

สิบห้านาทีต่อมา อันหนิงก็นอนแช่น้ำอุ่นสบายใจเฉิบ

น้ำอุ่นช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย เขาเอนหลังพิงขอบถังไม้ พลางทบทวนความสำเร็จในวันนี้

วันเดียวเก็บแต้มบุญครบ รู้จักแกนนำกลุ่มมงตาญจนครบเซ็ต แบบนี้ช่วงที่เลือดนองแผ่นดินตอนปฏิวัติ เขาก็น่าจะรอดตัวไปได้เปราะหนึ่ง

ต่อไปก็แค่ไปโรงเรียนบริแอน ตีซี้กับนโปเลียนให้ได้ ช่วงครึ่งหลังของการปฏิวัติก็นั่งกระดิกตีนรอความเจริญได้เลย

ส่วนช่วงแรกของการปฏิวัติ ตอนนั้นยังไม่เริ่มนโยบายความหวาดกลัว สภาแห่งชาติยังไม่จับคนตัดหัวมั่วซั่ว ตามทฤษฎีแล้วต่อให้ไม่รู้จักพวกจิรอนดินหรือพวกเฟวยองต์ก็น่าจะไม่มีปัญหา

คิดได้ดังนั้น อันหนิงก็ผิวปากอย่างอารมณ์ดี

**

สองสามวันต่อมา ชีวิตของอันหนิงเรียกได้ว่าสุขีสโมสร

คริสติน่าลากเขาไปโชว์ตัวตามงานน้ำชาของเหล่าคุณหนู เล่าวีรกรรมปราบราชาแห่งการดวลให้สาวๆ ฟัง

ส่วนตอนที่คริสติน่าไม่เรียกใช้ อันหนิงก็แวบไปสโมสรเบรตัน นั่งโม้กับว่าที่แกนนำจาโคบิน

ไม่กี่วัน อันหนิงก็ซี้ปึ้กกับแก๊งจาโคบิน

ไม่เพียงแค่นั้น เขายังได้เจอลาฟาเอตจากกลุ่มเฟวยองต์ด้วย ตอนนั้นพี่แกกำลังด่ากราดนายพลหน้าโง่ที่แนวหน้า อันหนิงเลยสวมวิญญาณผู้ประสบภัยร่วมผสมโรงด่าไปด้วย

กะว่าจะปั๊มค่าความชอบจากลาฟาเอตสักหน่อย แต่ลาฟาเอตกลับถลึงตาใส่อย่างรังเกียจ ดูเหมือนจะไม่พอใจที่มีคนมาแย่งซีน

วันจันทร์ถัดมา อันหนิงกำลังจะออกไปข้างนอก พอเดินมาถึงหน้าประตู ก็เจอเข้ากับรถม้าหรูหราอลังการเทียมม้าหกตัวค่อยๆ แล่นเข้ามา

แม้แต่ในปารีส รถม้าเทียมม้าหกตัวก็เป็นของหายาก ส่วนใหญ่พวกผู้ดีมีตังค์ในปารีสอย่างมากก็ใช้แค่สี่ตัว

ด้วยความสงสัย อันหนิงเลยหยุดดูว่าใครกันนะที่เล่นใหญ่ขนาดนี้

ฟานี่กระซิบข้างหู "ตราบนรถม้านั่น เป็นตราของมาร์ควิสลีชาร์ดค่ะ"

อันหนิงขมวดคิ้ว "แน่ใจนะ?"

"แน่ใจค่ะ เรจินัลด์ติดตรานี้ไว้ตลอด อยากจะลืมยังยากเลย"

อันหนิงเดาะลิ้น เขาคิดครู่หนึ่งแล้วตัดสินใจ "ป่ะ เราไปที่ตึกใหญ่กัน"

ในฐานะคนในความอุปถัมภ์ของดยุคแห่งออร์เลอ็อง เขาสามารถเข้าไปในตึกหลักของปาแล-รัวยาลได้โดยไม่ต้องขออนุญาต เว้นแต่จะเข้าพบท่านดยุคถึงจะต้องแจ้งล่วงหน้า

ฟานี่ "จะให้ฉันส่งคนไปบอกโรแบสปีแยร์ไหมคะ?"

"ไม่ต้องตื่นตูม นี่ไม่ใช่การขึ้นศาล" อันหนิงโบกมือ "เราแค่จะไปทักทายท่านมาร์ควิสเฉยๆ"

ฟานี่หรี่ตามอง "แน่ใจนะคะว่าไม่ใช่ไปกวนประสาทเขา?"

อันหนิง "ไม่แน่นะ อาจจะจบแบบ 'ยิ้มให้กันแล้วเลิกแล้วต่อกัน' ก็ได้"

พอพูดจบ เขาก็เพิ่งรู้ตัวว่าสกิลแปลภาษาอัตโนมัติของเขา ดันแปลสำนวนจีน 'ยิ้มให้กันแล้วเลิกแล้วต่อกัน' ให้เป็นสุภาษิตภาษาละตินที่มีความหมายตรงกันเป๊ะ

ฟานี่ขมวดคิ้ว "เมื่อกี้... คุณพูดภาษาละตินเหรอคะ?"

"เปล่า แค่คำสแลงแถวบ้านน่ะ" อันหนิงรีบปฏิเสธ

ลูกช่างทำเครื่องหนังที่ไหนจะพูดละตินได้

ฟานี่จ้องอันหนิงอย่างจับผิด

อันหนิงแกล้งทำเมิน แล้วเดินจ้ำอ้าวตรงไปที่ตึกใหญ่

**

พอเข้าตึกมา อันหนิงก็เห็นพ่อบ้านชรากำลังสั่งงานเด็กรับใช้ "รีบไปเรียนท่านดยุค ว่ามาร์ควิสลีชาร์ดมาขอเข้าพบ"

ด้านหลังพ่อบ้าน มีขุนนางชรายืนหน้าบึ้งตึงอยู่

ใบหน้าของขุนนางเฒ่าเต็มไปด้วยกระ จนดูเหมือนกำแพงเก่าผุพัง ที่ขมับซ้ายมีก้อนเนื้อปูดโปนออกมาลูกเบ้อเริ่ม

อันหนิงสบตากับขุนนางเฒ่า

จู่ๆ ตาแก่นั่นก็พูดขึ้น "ดูจากการแต่งตัวเป็นแค่ไพร่ แต่กลับเดินเข้าออกบ้านท่านดยุคได้ตามใจชอบ แถมมีสาวใช้ของท่านดยุคเดินตามหลังมา ฉันขอเดาว่า แกคือคนอาศัยของท่านดยุค ลูกช่างทำรองเท้าที่ฆ่าลูกชายฉันใช่ไหม?"

อันหนิงไม่ปฏิเสธ พยักหน้ารับ "ท่านเดาถูกแล้ว เป็นผมนี่แหละ"

ตาแก่จ้องอันหนิง กวาดตามองตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วส่ายหน้าเบาๆ "ไม่ มือของแกไม่ใช่เมือนักดาบ ฉันไม่เชื่อว่าคนอย่างแกจะเอาชนะลูกชายฉันได้ เรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำแน่!"

อันหนิง "งั้นท่านก็ฟ้องศาลสิครับ"

เหอะ ฉันเตรียมทนายเทพๆ อย่างโรแบสปีแยร์ไว้รอแล้วเว้ย

ตาแก่แค่นหัวเราะ "เหอะ คิดว่าฉันไม่รู้ทันพวกแกหรือไง? หมู่นี้พวกแกเหล่าสามัญชนเอาแต่เรียกร้องความเท่าเทียม เรียกร้องความรู้แจ้ง บ้าบอคอแตก ไปเป่าหูพระเจ้าอยู่หัวจนหลงเชื่อ! ศาลสมัยนี้มันเข้าข้างพวกหมูสกปรกอย่างพวกแก!

"ไอ้ศาลเฮงซวย กล้าขัดพระราชโองการของพระเจ้าอยู่หัว! พวกมันกล้าดียังไง ไม่อยากจะนึกเลย!

"เพราะฉะนั้น ไม่ ฉันไม่เชื่อศาล ไม่เชื่อผู้พิพากษา และไม่เชื่อไอ้พวกทนายหน้าเลือด พวกเราขุนนางภูธรมีวิธีจัดการเรื่องนี้ในแบบของเรา! แบบที่สมเกียรติขุนนาง! เข้ามา!"

ชายหนุ่มที่ยืนเงียบอยู่หลังตาแก่ก้าวออกมาทันที ล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋า แล้วสะบัดปาใส่หน้าอันหนิงอย่างแรง

อันหนิงเอียงคอหลบวูบ ผ้าเช็ดหน้าลอยผ่านหน้าไป

ปฏิกิริยาเมื่อกี้ อันหนิงเองก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะสกิลโกงทำงาน หรือเป็นสัญชาตญาณของตัวเอง

แต่ที่แน่ๆ คือเขาหลบพ้น

ตาแก่โกรธจนเอาไม้เท้ากระแทกพื้นปังๆ "ห้ามหลบสิวะ! แกยังเป็นลูกผู้ชายอยู่หรือเปล่า? ช่างเถอะ จะโดนหรือไม่โดน คำท้าก็ถือว่าส่งไปแล้ว! คนนี้คือครูสอนดาบของลูกชายฉัน และเป็นข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์ของฉัน! ตระกูลเขารับใช้ตระกูลเรามาหลายชั่วอายุคน เป็นสักขีพยานแห่งธรรมเนียมขุนนางอันเก่าแก่! ไม่ว่าแกจะใช้เล่ห์เหลี่ยมอะไรชนะลูกชายฉันมา ครั้งนี้แกไม่มีทางชนะได้แน่!"

อันหนิงพินิจดูมือปาผ้าเช็ดหน้า เห็นกล้ามเนื้อแน่นปึ้กดันเสื้อผ้าจนแทบปริ

พระเจ้าช่วย เจ้านี่น่าจะใช้กล้ามบีบดาบหักได้สบายๆ เลยมั้ง!

ตาแก่จ้องอันหนิงด้วยสายตาหยามหยัน "จงลงนรกไปอยู่เป็นเพื่อนลูกชายฉันซะเถอะ!"

[จบตอน]

จบบทที่ บทที่ 29 - วิธีการแบบขุนนางบ้านนอก

คัดลอกลิงก์แล้ว