- หน้าแรก
- เกิดใหม่กลางสงคราม พร้อมสกิลเกมเมอร์
- บทที่ 26 - หนุ่มน้อยผู้เที่ยงธรรม
บทที่ 26 - หนุ่มน้อยผู้เที่ยงธรรม
บทที่ 26 - หนุ่มน้อยผู้เที่ยงธรรม
บทที่ 26 - หนุ่มน้อยผู้เที่ยงธรรม
เมื่อตกลงกันได้ มิราโบก็ลุกขึ้น ยัดขนมหวานเจี๊ยบเข้าปากคำเดียวหมด แล้วหันมาบอกอันหนิง "ไปกันเถอะ ไปถึงสโมสรเดี๋ยวก็มีของกิน มื้อเที่ยงรวบยอดไปเลย"
อันหนิง "คุณลืมไปแล้วเหรอครับว่าผมเป็นสามัญชน สามัญชนเขากินข้าววันละสองมื้อ เช้ากับเย็นครับ"
จริงๆ อันหนิงชินกับการกินสามมื้อ แต่ร่างนี้เป็นคนยุคนี้ ร่างกายเลยชินกับวิถีชีวิตกินสองมื้อไปแล้ว
มิราโบ "ผมเองก็กินวันละสองมื้อเหมือนกัน แต่บ่ายๆ มันต้องหาอะไรยัดท้องหน่อย ไม่งั้นตอนเย็นจะหิวโซ เอาล่ะ ไปกันเถอะ คุณนายอีวานส์ ผมกลับค่ำๆ นะ"
แม่บ้านชราพยักหน้ารับ
ฟานี่ถาม "ให้ฉันไปเรียกรถม้าให้ไหมคะ?"
"ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวเราไปโบกเอาข้างทาง" มิราโบโบกมือ "เธอกลับไปรอที่บ้านท่านดยุคเถอะ"
ฟานี่พยักหน้า แล้วจับชายกระโปรงถอนสายบัวให้อันหนิง "งั้นฉันกลับก่อนนะคะ ขอให้เจ้านายได้เจอคุณโรแบสปีแยร์สมใจค่ะ"
"อื้ม เดินทางระวังล่ะ" อันหนิงโบกมือลา
มิราโบ "พวกคุณเดินมาเหรอ?"
"ครับ ที่พักผมกับบ้านคุณห่างกันแค่บล็อกเดียวเอง ผมเพิ่งรู้นี่แหละว่าใกล้กันขนาดนี้" อันหนิงตอบ
"แต่จะไปสโมสรเบรตันต้องนั่งรถม้า เพราะต้องข้ามฟากเมืองไปไกลโข"
มิราโบว่าพลางเดินนำออกไป
ปารีสยุคนี้ใหญ่โตไม่ใช่เล่น เล็กกว่าเขตปารีสในยุคปัจจุบันแค่นิดเดียว
ต่อมารัฐบาลฝรั่งเศสได้สร้างกำแพงล้อมรอบปารีสไว้ แนวของกำแพงนั้นแทบจะทับซ้อนกับขอบเขตของปารีสยุคใหม่เลย
แสดงให้เห็นว่าฝรั่งเศสยุคนี้พร้อมแล้วสำหรับการปฏิวัติภาคประชาชน เพราะมีชนชั้นกลางและชาวเมืองจำนวนมหาศาล
ปารีสอันยิ่งใหญ่และชาวปารีสนี่แหละคือรากฐานของทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้น
ในทางทฤษฎี ยุโรปสมัยใหม่มีแค่สองเมืองที่มีศักยภาพพอจะก่อการปฏิวัติภาคประชาชนได้ คือปารีสและลอนดอน แต่อังกฤษผ่านการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ไปแล้วและกลายเป็นสังคมทุนนิยม หวยเลยมาออกที่ฝรั่งเศสแทน
พอมิราโบก้าวขาออกจากบ้าน ก็โบกรถม้าสองล้อได้คันหนึ่งทันที
อันหนิงนั่งรถม้าฝ่าใจกลางปารีส
เขาเกาะหน้าต่างรถ มองดูท้องถนนที่พลุกพล่านจอแจ แล้วก็ต้องทึ่งในความเจริญของเมืองนี้อีกครั้ง
มิราโบเห็นสีหน้าอันหนิงก็แซว "แถวบ้านเกิดคุณไม่มีแบบนี้ล่ะสิ? ปารีสมีร้านกาแฟ ร้านเหล้า และสนามเทนนิสเยอะที่สุดในโลก พอบ่ายๆ ก็จะมีการจัดสังสรรค์ตามสโมสรต่างๆ เมียๆ ของพวกกระดุมพีน้อยก็จะเลียนแบบคุณนายขุนนางจัดงานจิบน้ำชากันให้วุ่น"
อันหนิง "แล้วพวกผู้ชายไม่ไปร่วมวงเหรอครับ?"
"ผู้ชายต้องทำงานสิครับ เป็นเสมียน เป็นทนาย เป็นหมอ หรือวิศวกร" มิราโบหัวเราะเยาะตัวเอง "ก็มีแต่พวกนักเขียนไส้แห้งที่เกาะท่านดยุคกินแบบผมนี่แหละ ที่ว่างไปขลุกอยู่กับงานน้ำชาของคุณนายทั้งหลาย"
อันหนิงแซวกลับ "ผมเดาว่างานสังสรรค์พวกนั้นคงเป็นแหล่งวัตถุดิบชั้นดีให้นิยายของคุณ"
"แม่นแล้ว คุณคงไม่รู้หรอกว่าเรื่องฉาวโฉ่ของราชินีที่ผมเอามาเขียน ตอนแรกก็ฟังมาจากพวกคุณนายปากสว่างพวกนี้แหละ อย่างเรื่องชู้รักชาวสวีเดนของราชินี ก็ลือกันให้แซ่ดในวงน้ำชาก่อนจะมาเข้าหูผม"
อันหนิง "แล้วคุณก็เอามาแฉให้โลกรู้ พ่อหนุ่มสวีเดนคนนั้นเขาเพลาๆ ลงบ้างไหม?"
"ไม่เลย จริงๆ แล้วพวกคุณหญิงคุณนายมีชู้รักถือเป็นเรื่องปกติ ไม่มีสักคนสองคนสิจะดูผิดปกติ ส่วนพวกสามีก็มีเมียน้อยกันเป็นเรื่องธรรมดา แต่กษัตริย์ของเราทรงพิเศษหน่อย..."
อันหนิงต่อให้ "ทรงชอบไขกุญแจมากกว่า?"
"ถูกต้อง พระองค์เลยไม่มีสนมลับ ซึ่งถือเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่สุดในวงสังคมชั้นสูงของปารีส"
อันหนิงเลิกคิ้ว นึกอะไรขึ้นได้เลยถาม "แล้วดยุคแห่งออร์เลอ็อง... เอ่อ คุณโทลีสไตมีสนมลับไหมครับ?"
"มีสิครับ แถมคู่ขาของท่านดัชเชสยังเป็นสาวหล่อแต่งชาย พันเอกออสการ์แห่งกองทหารรักษาพระองค์ด้วยนะ"
อันหนิงแทบพ่นน้ำลายใส่หน้ามิราโบ
พันเอกออสการ์! สาวหล่อแต่งชาย! แถมอยู่กองทหารรักษาพระองค์! นี่มันพล็อตเรื่อง 'กุหลาบงามแห่งแวร์ซาย' ชัดๆ!
แต่ในเรื่องนั้น ออสการ์กิ๊กกับราชินีมารีไม่ใช่เหรอ?
อย่าบอกนะว่าแม่สาวออสการ์คนนี้ สุดท้ายจะไปตายที่หน้าคุกบาสตีย์เหมือนในการ์ตูน?
ตกลงฉันหลุดเข้ามาในโลกบ้าบอคอแตกอะไรวะเนี่ย?
มิราโบ "เอาล่ะ ถึงแล้ว"
อันหนิงลงจากรถ มองดูอาคารตรงหน้า "นี่มันโบสถ์ไม่ใช่เหรอครับ?"
"อารามครับ โถงสวดมนต์ใหญ่ถูกปล่อยเช่าให้พวกเบรตัน ก็เลยกลายเป็นที่ชุมนุม" มิราโบยักไหล่ "ที่ดินในปารีสแพงจะตาย โบสถ์พวกนี้ส่วนใหญ่ไม่มีที่ดินทำกิน ก็ต้องเปิดให้เช่าทำกิจกรรมสาธารณะหาเงินเข้าวัด สโมสรหลายแห่งก็ตั้งอยู่ในอารามแบบนี้แหละ"
อันหนิงร้อง "อ๋อ"
มิราโบพาเขาเดินเข้าไปในตัวอาคาร
พอเปิดประตูเข้าไป บรรยากาศข้างในเหมือนร้านกาแฟไม่มีผิด เหล่าสุภาพบุรุษจับกลุ่มกันสามคนห้าคนล้อมโต๊ะ ถกเถียงกันเสียงดังเซ็งแซ่
อันหนิงได้ยินชายหนุ่มคนหนึ่งที่โต๊ะข้างประตูตะโกนลั่น "การเป็นพันธมิตรกับออสเตรียมันผิดมหันต์! เราควรจับมือกับอังกฤษต่างหาก!"
"พูดบ้าอะไรของแก ลืมสงครามร้อยปีไปแล้วเหรอ? สาวน้อยแห่งออร์เลอ็องคงร้องไห้อยู่บนสวรรค์แน่!" ชายอีกคนตะโกนสวน
แต่ชายหนุ่มคนแรกไม่ยอมลดละ "แหกตาดูความจริงบ้างสิ! อังกฤษตัดเส้นทางการค้าอาณานิคมเราไปกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์! ยาสูบ ช็อกโกแลต กาแฟในปารีสขาดตลาดกันหมดแล้ว แม้แต่น้ำตาลยังแพงหูฉี่! แล้วออสเตรียช่วยอะไรเราได้? ออสเตรียไม่มีอาณานิคมสักแห่ง ไม่กระทบกระเทือนอะไรเลย!"
อันหนิงอดปากไม่ได้ แทรกขึ้นมา "ถึงจะดูเป็นแบบนั้น แต่สาเหตุจริงๆ มันเป็นเพราะกองทัพเรือเราสู้กองทัพเรืออังกฤษไม่ได้ไม่ใช่เหรอครับ?"
วงสนทนาชะงักกึก ทุกคนหันขวับมามองอันหนิงด้วยความงุนงง
"คุณเป็นใคร?" ชายหนุ่มคนแรกถาม
อันหนิง "แอนดี้ ฟรอสต์ จากคาเอ็นครับ"
สิ้นเสียงแนะนำตัว ชายคนที่ตะโกนเรื่องความแค้นร้อยปีก็ร้องลั่น "โอ้! ฉันเคยได้ยินชื่อคุณ คุณคือคนที่ชนะไอ้เรจินัลด์เมื่อวานนี่นา! ทำได้เยี่ยมมาก ไอ้บ้านั่นมันดูถูกคนที่ไม่มีบรรดาศักดิ์มาตลอด ชอบมาหาเรื่องพวกเราอยู่เรื่อย"
ชายหนุ่มที่เมื่อกี้ยังจ้องอันหนิงตาเขียวก็เปลี่ยนท่าทีเป็นมิตรทันที "ยอดเยี่ยมมาก! คราวก่อนเจ้านั่นก็มาหาเรื่องผมในงานสังสรรค์ ล้อว่าพ่อผมเป็นแค่เสมียนของขุนนาง ทั้งที่พ่อผมเป็นถึงอัยการประจำเมืองแท้ๆ!"
อันหนิง "ในสายตาเรจินัลด์ สามัญชนจะมีตำแหน่งอะไรก็ค่าเท่ากันแหละครับ คือเป็นไพร่เหมือนกันหมด"
"ขนาดขุนนางด้วยกันยังหายากเลยที่จะมีคนงี่เง่าขนาดนั้น" สุภาพบุรุษอีกคนเสริมด้วยน้ำเสียงรังเกียจ "ผมสังเกตมานานแล้ว ยิ่งพวกขุนนางบ้านนอกยิ่งบ้าอำนาจและงี่เง่า ส่วนขุนนางในเมืองใหญ่ๆ ส่วนมากเขาเปิดกว้างรับสามัญชนกันแล้ว อย่างท่านดยุคแห่งออร์เลอ็องเป็นต้น"
มิราโบได้จังหวะแทรกเข้ามา "ถูกต้อง ขุนนางหัวก้าวหน้าหลายคนสนับสนุนแนวคิดของรูสโซและมงเตสกิเยอ นี่คือกระแสโลก มีแต่พวกขุนนางตกยุคอย่างเรจินัลด์นั่นแหละที่ตามไม่ทัน เมื่อกี้ผมแวะไปทักทายคนอื่นมา ขออนุญาตแนะนำให้รู้จักนะครับคุณฟรอสต์ นี่คือ จอร์จ ฌากส์ ดันตง จากทรัว"
อันหนิงพิจารณาชายหนุ่มตรงหน้าอย่างละเอียด
นี่หรือคือดันตง หนึ่งในสามผู้ยิ่งใหญ่แห่งสโมสรจาโคบิน ภาพจำในหัวของอันหนิงจากหนังและละครคือชายวัยกลางคนสวมวิกผมขาว ท่าทางมีความรู้และสุขุม
แต่ตัวจริงดันเป็นไอ้หนุ่มเลือดร้อนหน้าตาบ้านๆ นี่เอง!
เขาดูอายุไม่ถึงยี่สิบด้วยซ้ำ!
เดี๋ยวนะ อันหนิงเริ่มนึกได้ ตอนดันตงโดนส่งขึ้นกิโยติน อายุเพิ่งจะสามสิบต้นๆ นี่นา งั้นตอนนี้เขาก็ต้องเป็นไอ้หนุ่มน้อยน่ะสิ
สรุปว่าที่หน้าตาไม่เหมือนในหนัง ไม่ใช่เพราะโลกคู่ขนาน แต่เพราะอันหนิงดันย้อนเวลามาเร็วไปหน่อย
ดันตงยื่นมือมา "ยินดีที่ได้รู้จัก! ได้ยินว่าคุณเป็นวีรบุรุษสงครามที่ได้เหรียญกล้าหาญด้วยใช่ไหม?"
อันหนิงจับมือตอบ "ก็ไม่เชิงครับ เหรียญยังไม่ได้เลย แล้ววีรกรรมเดียวของผมก็แค่ช่วยลูกสาวท่านดยุคกลับมาได้แค่นั้น เผลอๆ คำขอเหรียญของนายพลคาร์เนกี้อาจจะโดนตีตกก็ได้"
ดันตง "ไม่หรอก ตอนนี้สงครามทำชีวิตคนลำบากกันทั่วหน้า ฝ่าบาทต้องการเรื่องดีๆ มาเบี่ยงเบนความสนใจประชาชน ทางการต้องมอบเหรียญให้คุณแน่ แต่เมื่อกี้คุณบอกว่าสถานการณ์เลวร้ายเพราะกองทัพเรือเราสู้เขาไม่ได้..."
อันหนิง "หรือว่าไม่ใช่ล่ะครับ?"
"ไม่ใช่แน่นอน! เมื่อไม่นานมานี้ตอนอาณานิคมอเมริกาเหนือประกาศเอกราช กองทัพเรือเราชนะอังกฤษได้นะ เราถึงส่งท่านมาร์ควิสลาฟาเอตไปถล่มทัพอังกฤษของคอร์นวอลลิสที่นั่นได้ไง!"
อันหนิง "ตอนสงครามกู้ชาติอเมริกากองทัพเรือเราอาจจะชนะ แต่ระบบราชนาวีอังกฤษเขามีรากฐานยาวนาน เขาฟื้นตัวเร็วมาก ผ่านไปไม่กี่ปีก็กลับมาตบเราคว่ำได้อีก ถ้าอยากชนะอังกฤษที่มีประเพณีการเดินเรือเข้มแข็ง เราต้องใช้นวัตกรรมเข้าสู้ เช่น เอาเครื่องจักรไอน้ำไปติดเรือรบ สร้างเรือเหล็กที่ใช้ถ่านหิน หรือใช้ปืนใหญ่ที่บรรจุกระสุนทางท้ายรังเพลิง..."
อันหนิงเผลอปล่อยวิญญาณโอตาคุอาวุธสงคราม ร่ายยาวเหยียด
แต่ปรากฏว่าพวกสุภาพบุรุษในวงสนทนากลับระเบิดหัวเราะออกมาพร้อมกันเหมือนได้ฟังเรื่องตลก
ดันตงตบไหล่อันหนิง "จินตนาการล้ำเลิศจริงๆ เอาถ่านหินมาขับเคลื่อนเรือ คุณจะเอาเครื่องจักรไอน้ำมาพายเรือหรือไง?"
อันหนิง "ก็ติดล้อพายข้างเรือ..."
"พระเจ้าช่วย ล้อพาย! เขาจะเอาล้อไปติดเรือ!"
สุภาพบุรุษอีกคนส่ายหน้า "ปืนใหญ่บรรจุท้ายไม่มีทางเกิดขึ้นจริงหรอก เพราะแก้ปัญหาแก๊สรั่วไม่ได้เวลายิง แก๊สส่วนใหญ่จะพุ่งย้อนกลับมาข้างหลังแทนที่จะดันลูกปืนออกไป"
"แค่ปืนคาบศิลาทุกวันนี้แก๊สยังรั่วจะแย่ มีคนยิงปืนแล้วหน้าไหม้เพราะดินปืนย้อนกลับมาใส่หน้าตั้งเยอะแยะ นี่จะเอาไปใช้กับปืนใหญ่เนี่ยนะ!"
ทุกคนรุมวิจารณ์ไอเดียของอันหนิงอย่างสนุกสนาน มองว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน
มิราโบยิ้มให้อันหนิง ขยับปากบอกแบบไม่ออกเสียงว่า "สร้างความบันเทิงให้ทุกคน เป็นวิธีเข้าสังคมที่ดีนะ"
ดูเหมือนมิราโบจะคิดว่าอันหนิงจงใจพูดเรื่องตลกเพื่อให้คนขำ
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็แทรกเข้ามา "หัวเราะอะไรกัน ใครจะไปรู้อนาคต ในเมื่อพวกคุณยังเชื่อว่าสักวันขุนนางจะเท่าเทียมกับสามัญชนได้ ทำไมถึงไม่เชื่อเรื่องเรือรบกินถ่านหินกับปืนใหญ่บรรจุท้ายล่ะ? ในความคิดผม เรื่องพวกนั้นยังดูเป็นไปได้ง่ายกว่าความเท่าเทียมของมนุษย์เสียอีก!"
ทุกคนหันขวับไปมองคนพูด
อันหนิงพิจารณาผู้มาใหม่ ชายหนุ่มอายุราวๆ ยี่สิบต้นๆ แต่ดูไม่กระเซอะกระเซิงเหมือนดันตง เขาใส่เสื้อโค้ทสีเขียว วิกผมจัดทรงเรียบกริบ
เขาสวมแว่นตากรอบทอง แต่แว่นตานั้นไม่อาจปกปิดขอบตาดำคล้ำเหมือนหมีแพนด้าได้
ดันตงดูจะรู้จักผู้มาใหม่ "พอเถอะน่า มักซีมีเลียง นายกลายเป็นวิศวกรเครื่องจักรไอน้ำไปตั้งแต่เมื่อไหร่?"
อันหนิงรู้ตัวทันที ชายหนุ่มหน้าเครียดคนนี้ คือ "ผู้เที่ยงธรรม" หรือ "ชาวโรมัน" ผู้โด่งดัง มักซีมีเลียง ฟร็องซัว มารี อิซิดอร์ เดอ โรแบสปีแยร์
[จบตอน]