เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 - ปักหลักในปารีส

บทที่ 11 - ปักหลักในปารีส

บทที่ 11 - ปักหลักในปารีส


บทที่ 11 - ปักหลักในปารีส

สิ้นเสียงอันหนิง มิราโบที่ยืนฟังอยู่ก็พูดสนับสนุนทันที "เข้าท่านะครับท่านดุ๊ก แบบนี้คุณหนูจะได้มีคนคอยดูแลในโรงเรียนด้วย แต่ว่าคุณฟรอสต์ครับ ปีนี้คุณอายุเท่าไหร่แล้ว จะเกินเกณฑ์อายุเข้าเรียนของบริแอนรึเปล่า"

อันหนิงเพิ่งรู้ว่าโรงเรียนบริแอนมีเกณฑ์อายุด้วย เขาตอบอย่างระมัดระวัง "ผมปีนี้สิบแปดครับ เกณฑ์อายุของบริแอนคือ..."

มิราโบโบกมือ "สิบแปดก็ไม่มีปัญหา โรงเรียนนั้นรับเด็กหนุ่มตั้งแต่อายุ 10 ถึง 20 ปี"

แต่ลาวัวซิเยร์กลับส่ายหน้า "ถ้าสิบแปดแล้ว ไปเข้าโรงเรียนนายร้อยปารีสเลยไม่ดีกว่าเหรอ"

อันหนิงคิดในใจว่า อย่าหาทำ ผมจะไปบริแอนเพื่อไปตีซี้กับนโปเลียน ถ้าส่งผมไปโรงเรียนนายร้อยปารีสเลย กว่านโปเลียนจะสอบเข้าที่นั่นได้ ผมคงเรียนจบไปแล้ว อดเกาะขาพอดี

คริสติน่าช่วยแก้ต่างให้ "เขาเคยเป็นแค่ดุริยางค์ทหาร ถ้าให้ไปเข้าโรงเรียนนายร้อยปารีสเลย เกรงว่าจะเรียนไม่ทันเพื่อนนะคะ"

อันหนิงรีบพยักหน้า "ใช่ครับ ผมขอไปปูพื้นฐานที่โรงเรียนบริแอนก่อนดีกว่า"

คริสติน่าหันไปอ้อนท่านดุ๊ก "พ่อคะ พ่อกังวลว่าหนูจะไปเสียคนกับพวกลูกสาวขุนนางตกยากไม่ใช่เหรอ ให้แอนดี้ไปคอยดูหนูไง ไม่ดีเหรอ เขาจะได้คอยเขียนจดหมายมารายงานพ่อด้วย"

ท่านดุ๊กมองอันหนิงแล้วถอนหายใจ "ก็ได้ แต่กว่าโรงเรียนบริแอนจะเปิดเทอมก็อีกหลายเดือน เรื่องนั้นค่อยว่ากันทีหลัง ตอนนี้สิ่งที่ลูกควรทำที่สุดคือไปอาบน้ำขัดตัวให้สะอาด พ่อได้กลิ่นเหงื่อเปรี้ยวๆ จากตัวลูกแล้วนะ นี่ไม่ใช่กลิ่นที่กุลสตรีควรจะมีเลย"

คริสติน่าทำเสียงกระเง้ากระงอด "พ่ออะ อย่ามั่วสิ ตัวหนูเหม็นเปรี้ยวที่ไหนกัน"

"เอาน่าๆ ไม่มีก็ไม่มี ให้มาดามเอแลนพาไปขัดสีฉวีวรรณซะ พ่อบ้าน"

พ่อบ้านที่ยืนรอรับอันหนิงอยู่หน้าประตูเมื่อครู่ปรากฏตัวขึ้นเงียบๆ "เชิญทางนี้ครับคุณหนู"

คริสติน่ามองหน้าอันหนิงแวบหนึ่ง แล้วเดินตามพ่อบ้านไป

ท่านดุ๊กหันมามองอันหนิง "ดูเหมือนลูกสาวฉันจะเชื่อใจเธอมากนะ"

อันหนิงพยักหน้า "ก็ผมเป็นคนลากเธอออกมาจากนรกขุมนั้นนี่ครับ"

"นรกขุมนั้น... เธอไม่อยากกลับไปที่นั่นอีกแล้วสินะ ฉันมีโรงงานฟอกหนังอยู่ในปารีส เธอไปใช้ฝีมือตระกูลเธอที่นั่นก็ได้ หรือจะพาครอบครัวจากบ้านนอกมาเปิดร้านที่ปารีส ฉันก็ยินดีออกค่าบ้านให้ฟรี"

อันหนิงคิดในใจว่า ไม่เอาครับ อีกเก้าปีก็จะปฏิวัติใหญ่แล้ว เปิดร้านในปารีสตอนนี้ไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาด

ถึงอันหนิงจะไม่อยากเสี่ยงตายในสนามรบ แต่เทียบกับการเป็นพลเมืองปารีสธรรมดาๆ ในยุคปฏิวัติแล้ว อยู่ในกองทัพน่าจะปลอดภัยกว่า

อันหนิง "จะว่ายังไงดี ตอนนั้นผมก็ไม่อยากกลับไปนรกนั่นหรอกครับ แต่พอกลับมาคิดดู ผมอาจจะมีพรสวรรค์ทางนี้จริงๆ อีกอย่าง เดี๋ยวนี้ช่างฟอกหนังหากินลำบากครับ วัตถุดิบแพงขึ้น ภาษีก็ยุบยับ..."

ท่านดุ๊กถอนหายใจ "เรื่องภาษีนี่ช่วยไม่ได้จริงๆ เธออาจจะไม่รู้ สถานะการเงินของราชสำนักตอนนี้ย่ำแย่จนน่าตกใจ แถมยังจะมีสงครามอีก

"เพื่อหาเงินมาทำสงคราม ราชสำนักกู้เงินจากธนาคารในปารีสไปทั่ว ตอนนี้ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าราชสำนักเป็นหนี้อยู่เท่าไหร่"

อันหนิงลองหยั่งเชิง "งั้นเร็วๆ นี้คงจะมีการเรียกประชุมสภาฐานันดรเพื่อขึ้นภาษีสินะครับ"

มิราโบกับลาวัวซิเยร์หันขวับมามองอันหนิงด้วยความทึ่ง มิราโบเอ่ยปากชม "ลูกช่างฟอกหนังรู้จักสภาฐานันดรด้วยรึ"

อันหนิงแถสีข้างถลอก "เคยได้ยินคนคุยกันในร้านเหล้าน่ะครับ"

"ถึงขั้นคุยกันในร้านเหล้าแล้วรึ" ท่านดุ๊กเดาะลิ้น "ในวังก็มีข่าวลือเรื่องนี้เหมือนกัน แต่หลายคนพยายามคัดค้านกษัตริย์หัวชนฝา ท่านมาร์ควิสลาฟายเอตดูเหมือนจะคิดว่า ถ้าเปิดประชุมสภาฐานันดรตอนนี้ ฝรั่งเศสคงเปลี่ยนระบอบเป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญแน่"

มาร์ควิสลาฟายเอต คือนายพลฝรั่งเศสที่ไปช่วยรบในสงครามประกาศอิสรภาพอเมริกา พอเห็นการก่อตั้งสาธารณรัฐในอเมริกา ท่านมาร์ควิสก็กลายเป็นขุนนางหัวเสรีนิยม สนับสนุนระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ

ช่วงแรกของการปฏิวัติฝรั่งเศส ลาฟายเอตนี่แหละคือผู้กุมอำนาจในปารีส

ลาวัวซิเยร์เดาะลิ้นบ้าง "เป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญก็ไม่เลวนะ รอบๆ ห้องแล็บผมมีแต่สลัม ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนย่ำแย่ลงทุกวัน ผมเห็นมากับตา ประเทศนี้ถ้าไม่เปลี่ยนก็คงไปไม่รอด"

อันหนิงคิดในใจว่า คุณมองขาดมาก อีกไม่กี่ปีประเทศนี้จะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินแน่นอน

ท่านดุ๊ก "เปลี่ยนน่ะต้องเปลี่ยน แต่จะเปลี่ยนยังไง จะเอาแบบการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ของอังกฤษ หรือจะเอาแบบโลกใหม่"

อันหนิงเหลือบมองท่านดุ๊ก

จำได้ว่าในโลกเดิม ดุ๊กแห่งออร์เลอ็อง หลุยส์ ฟิลิปป์ มีสิทธิ์สืบราชบัลลังก์ฝรั่งเศส ตอนแรกที่เขาทุ่มเงินจ้างมิราโบเขียนใบปลิวด่าราชวงศ์ ก็เพื่อสร้างกระแสให้ตัวเองได้ขึ้นครองราชย์

แต่ทำไปทำมา ท่านดุ๊กกลับกลายเป็นสมาชิกสโมสรจาโคบิน ถึงขั้นเปลี่ยนนามสกุลเป็น "เสมอภาค"

แน่นอนว่าโลกคู่ขนานนี้อาจจะไม่เหมือนเดิมเป๊ะ เพราะท่านดุ๊กคนนี้สกุลโทลเลสแตร์ ไม่ใช่ฟิลิปป์ อาจจะเป็นคนละคนกัน

ท่านดุ๊กวิจารณ์การเมืองในวังแวร์ซายอีกสองสามประโยค แล้วเปลี่ยนเรื่อง "คุณฟรอสต์ คุณยังไม่มีที่พักในปารีสใช่ไหม"

อันหนิงพยักหน้า "ครับ ยังไม่มีครับ"

"งั้นฉันจะให้พ่อบ้านจัดห้องพักให้ ว่างเมื่อไหร่ก็มาเล่าให้ฟังหน่อยว่าเธอพาลูกสาวฉันหนีตายมาได้ยังไง ถ้าเธอจะออกไปทำธุระข้างนอก ก็บอกพ่อบ้านได้เลย เธอช่วยลูกสาวฉันไว้ ถือเป็นผู้มีพระคุณของตระกูลเรา"

"ขอบพระคุณมากครับที่กรุณา" อันหนิงขอบคุณจากใจจริง

ท่านดุ๊กพูดต่อ "อ้อ ถ้าจะเปลี่ยนชุดทหารออก ก็บอกพ่อบ้านนะ เขาจะหาชุดเปลี่ยนให้ อยากกินอะไรก็สั่งพ่อบ้าน ฟรีทุกอย่าง"

ท่านดุ๊กพูดจบ มิราโบก็ขอตัว "ผมต้องเอาต้นฉบับใบปลิวล่าสุดไปโรงพิมพ์ ขอตัวก่อนนะครับ"

ลาวัวซิเยร์ก็ขอตัวบ้าง "ผมต้องกลับห้องแล็บแล้ว"

ท่านดุ๊ก "รอฟังผลการทดลองใหม่ของคุณอยู่นะ"

อันหนิงเห็นแขกกลับกันหมด เลยขอตัวบ้าง "งั้นผมขอไปหาพ่อบ้านให้พาไปห้องพักนะครับ"

ท่านดุ๊กพยักหน้า

จังหวะนั้นพ่อบ้านก็เดินเข้ามาพอดี หันมาบอกอันหนิง "เชิญทางนี้ครับคุณฟรอสต์"

[จบตอน]

จบบทที่ บทที่ 11 - ปักหลักในปารีส

คัดลอกลิงก์แล้ว