- หน้าแรก
- ระบบที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า
- บทที่ 39 ผลโพธิ์โลหิต
บทที่ 39 ผลโพธิ์โลหิต
บทที่ 39 ผลโพธิ์โลหิต
เหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้เกิดขึ้นทั่วทุกหนทุกแห่งในสำนักคุนหลุน
ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ฉินปู้อี้ก็สังหารระดับสูงของสำนักคุนหลุนจนหมดสิ้น
ในระหว่างการกวาดล้าง ฉินปู้อี้ถือโอกาสกวาดทรัพย์สินของสำนักคุนหลุนอีกรอบ
แต่ของที่ได้มากลับมีน้อยนิด ของที่มีค่าจริงๆ แทบไม่มีเลย
จนกระทั่งเปิดแหวนมิติของอู่ผิงและพวกอีกหกคน ฉินปู้อี้ถึงได้เข้าใจ
หินวิญญาณและของวิเศษทั้งหมดถูกเก็บไว้ในแหวนมิติของทั้งเจ็ดคนนี้นี่เอง
หลังจากการฆ่าคนชิงทรัพย์เสร็จสิ้น ฉินปู้อี้ไม่ได้รั้งอยู่นาน
สำนักคุนหลุนตั้งอยู่ในเทือกเขาคุนหลุน ซึ่งเป็นทางเข้าสู่แดนลับคุนหลุน
การลงมือฆ่าคนชิงทรัพย์ถึงสองครั้งติดๆ กันใต้จมูกของแดนลับคุนหลุน หากถูกจับได้ ความเสี่ยงสำหรับฉินปู้อี้ในตอนนี้ยังถือว่าสูงเกินไป
หลังจากออกจากสำนักคุนหลุน ฉินปู้อี้บินตรงมายังเมืองหลวง
รูโหว่เลือดที่หน้าอกซ้ายซึ่งถูกอู่โหวใช้ค่ายกลกระบี่จูเซียนทะลวงเมื่อก่อนหน้านี้ เขายังไม่มีเวลาจัดการ
ในเมืองหลวง ฉินปู้อี้สุ่มเลือกโรงแรมระดับห้าดาวแห่งหนึ่งแล้วเดินเข้าไปโดยไม่ได้ปลอมแปลงอาการบาดเจ็บ
ด้วยระดับการบำเพ็ญเพียรของฉินปู้อี้ในตอนนี้ เขาไม่จำเป็นต้องปลอมตัวจริงๆ
สิ่งที่คนธรรมดาที่ไม่มีวรยุทธ์ได้ยินหรือมองเห็น ล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของจิตสัมผัสอันทรงพลังของฉินปู้อี้ทั้งสิ้น
เมื่อมาถึงเคาน์เตอร์ต้อนรับ หญิงสาวรูปร่างดีคนหนึ่งส่งยิ้มสุภาพให้ฉินปู้อี้พลางกล่าวว่า
"สวัสดีค่ะคุณลูกค้า ต้องการรับบริการด้านใดคะ?"
ฉินปู้อี้หยิบแบล็คการ์ดที่หลานเทียนเหอมอบให้จากช่องเก็บของระบบ ยื่นให้พนักงานต้อนรับแล้วกล่าวว่า "ห้องประธานาธิบดีหนึ่งเดือน"
ห้องประธานาธิบดีคืนละหนึ่งแสน หนึ่งเดือนก็สามล้าน
เมื่อเห็นชายหนุ่มแต่งตัวธรรมดาตรงหน้า พนักงานต้อนรับแสดงความเป็นมืออาชีพอย่างดีเยี่ยม ไม่ได้เอ่ยปากถามอะไร
นางรับแบล็คการ์ดจากมือฉินปู้อี้ด้วยสองมือ รูดเบาๆ ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ ข้อมูลต่างๆ ของแบล็คการ์ดก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอทันที
เมื่อพนักงานต้อนรับเงยหน้ามองฉินปู้อี้อีกครั้ง แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงและไม่อยากเชื่อ ปากคอสั่นตะกุกตะกักว่า
"ท่านผู้มีเกียรติ... กรุณารอสักครู่... รอสักครู่นะคะ"
พูดจบก็วิ่งแจ้นออกไปทันที
ฉินปู้อี้หาที่นั่งรออยู่ข้างๆ ไม่นานนัก ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมวัยสี่สิบกว่าปีก็วิ่งกระหืดกระหอบตามพนักงานต้อนรับเข้ามา เหงื่อท่วมหน้าผาก
"ขออภัยที่ให้รอนานครับท่าน ผมเป็นผู้จัดการของโรงแรมนี้ แซ่หวัง ชื่อหวังฟู่กุ้ยครับ" หวังฟู่กุ้ยเข้ามาหาฉินปู้อี้ด้วยท่าทีนอบน้อม
ฉินปู้อี้พยักหน้า กล่าวว่า "ไม่เป็นไร พาข้าไปห้องประธานาธิบดีได้หรือยัง?"
"แน่นอนครับ ได้แน่นอน"
หวังฟู่กุ้ยพูดจบก็หันไปถลึงตาใส่พนักงานต้อนรับข้างๆ นางรู้ความหมายทันที รีบวิ่งไปที่เคาน์เตอร์จัดการเอกสารอย่างรวดเร็ว แล้วนำแบล็คการ์ดมาคืนฉินปู้อี้ด้วยความระมัดระวัง
ฉินปู้อี้เดินตามหวังฟู่กุ้ยไปยังห้องชุดประธานาธิบดี หวังฟู่กุ้ยเปิดประตูห้อง โค้งตัวสามสิบองศา มือข้างหนึ่งวางแนบอก อีกข้างไขว้หลัง รอให้ฉินปู้อี้เดินเข้าไปอย่างนอบน้อม
เมื่อฉินปู้อี้เดินเข้าไปในห้องแล้ว เห็นหวังฟู่กุ้ยยังยืนรออยู่ที่ประตู จึงกล่าวว่า "ไม่มีอะไรแล้ว เจ้าไปทำงานเถอะ"
"ครับ ถ้ามีอะไรเรียกใช้ผมได้ตลอดเวลานะครับ" หวังฟู่กุ้ยตอบรับอย่างประจบประแจง
เห็นฉินปู้อี้พยักหน้า หวังฟู่กุ้ยค่อยๆ ปิดประตูห้องเบาๆ แล้วลงมาที่เคาน์เตอร์ชั้นล่าง จ้องมองข้อมูลแบล็คการ์ดที่ค้างอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์:
ชื่อ: ไม่ระบุ (ระดับความลับสุดยอด!)
ระดับ: สูงสุด
....
"บัตรระดับสูงสุด ทั้งดาวบลูสตาร์มีแค่เจ็ดใบเท่านั้น คนที่ถือบัตรนี้แต่ละคนล้วนเป็นผู้ยิ่งใหญ่สะเทือนฟ้าสะเทือนดิน ไม่นึกเลยว่าวันนี้จะได้เจอ ถ้าคว้าโอกาสเกาะขานี้ไว้ได้ ชีวิตครึ่งหลังของข้าต้องรุ่งโรจน์แน่นอน"
หวังฟู่กุ้ยวางแผนในใจ พร้อมกับกำชับพนักงานต้อนรับว่า "แจ้งทุกคนให้หูตาไวเข้าไว้ ถ้าใครตาถั่วไปทำให้ท่านผู้นั้นไม่พอใจ ต่อให้เป็นเง็กเซียนฮ่องเต้ก็ช่วยไม่ได้นะจะบอกให้"
พนักงานต้อนรับไม่ใช่คนโง่ ย่อมเข้าใจความหมายของแบล็คการ์ดระดับสูงสุด ตอนนี้ในใจนางกำลังวางแผนว่าจะทำอย่างไรให้ท่านผู้นั้นถูกใจ
ขอแค่ได้เป็นคู่นอนธรรมดาๆ ชีวิตครึ่งหลังของนางก็คงสุขสบายมีกินมีใช้ไม่ขาดมือแล้ว
ฉินปู้อี้เก็บจิตสัมผัสกลับคืน สำหรับผู้ที่มีระดับการบำเพ็ญเพียรอย่างเขา ความคิดและเจตนาของคนธรรมดาเหล่านี้ไม่อาจปิดบังได้ แค่แวบเดียวก็รู้แจ้งเห็นจริง
เขาไม่ได้สนใจแผนการเล็กๆ น้อยๆ ในใจคนพวกนี้ ที่ปล่อยจิตสัมผัสออกไปก็เพื่อป้องกันไม่ให้มีใครส่งข่าวไปบอกสมาคมผู้บำเพ็ญเพียรหรือแดนลับคุนหลุนเท่านั้น
ตอนนี้เขามาอยู่ที่เมืองหลวง อยู่ใต้จมูกของสมาคมผู้บำเพ็ญเพียรพอดี ยังไงก็ต้องระวังตัวไว้ก่อน
แต่จากการสังเกตช่วงนี้ ดูเหมือนโอกาสที่คนธรรมดาจะได้สัมผัสกับผู้บำเพ็ญเพียรจะต่ำมาก
คิดไปก็จริง สมัยเขาเป็นนักฆ่าจนกลายเป็นนักฆ่าที่อันตรายที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เขาก็ยังไม่เคยรู้เรื่องการมีอยู่ของผู้ฝึกตนเลย
ในเมื่อคนพวกนี้ไม่มีพิษภัย ฉินปู้อี้ก็ไม่อยากเสียเวลาสนใจอีก
เขานั่งขัดสมาธิบนเตียง เปิดระบบร้านค้าฟังก์ชันรีไซเคิล
โยนของที่ได้จากสำนักคุนหลุนทั้งหมดเข้าไปรีไซเคิล
[ติ๊ด! ระบบกำลังคำนวณมูลค่าสิ่งของ...]
[ติ๊ด! คำนวณเสร็จสิ้น มูลค่ารวม: สี่ร้อยห้าสิบคะแนนร้านค้า]
ฉินปู้อี้ก้มมองรูโหว่ที่หน้าอก หากไม่ใช้ยาช่วย คงต้องใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะหายสนิท
ในสถานการณ์เช่นนี้ หนึ่งเดือนนานเกินไป อาจเกิดเหตุไม่คาดฝันได้มากมาย
ที่สำคัญที่สุดคืออู่โหวตอนนี้ห้วงจิตแตกสลาย ต้องรีบฉวยโอกาสตอนเขาป่วยซ้ำให้ตาย หลักการนี้ฉินปู้อี้เข้าใจดีที่สุด
เขาค้นหายารักษาอาการบาดเจ็บในระบบร้านค้า ไม่นานก็เจอกับเป้าหมาย
[ผลโพธิ์โลหิตระดับสี่ ยารักษาระดับเซียน หลังรับประทาน บาดแผลทางกายเนื้อที่รุนแรงแค่ไหนก็จะหายสนิทภายในหนึ่งก้านธูป มูลค่า: หนึ่งร้อยคะแนนร้านค้า]
เมื่อระดับการบำเพ็ญเพียรถึงระดับสี่ ยาระดับต่ำกว่าสี่แทบจะไร้ผล
และในบรรดายาระดับสี่ นอกจากผลโพธิ์โลหิตที่ช่วยฟื้นฟูพลังการต่อสู้ได้อย่างรวดเร็ว
ยาตัวอื่นทำได้แค่ย่นระยะเวลาการรักษา อย่างเร็วก็หลายวัน อย่างช้าก็เป็นสิบกว่าวันกว่าจะหายสนิท
หลังจากแลกผลโพธิ์โลหิตมาแล้ว ฉินปู้อี้มองผลไม้สีแดงสดในมือ นึกไปถึงของที่อู่โหวกลืนเข้าไปตอนหนี ดูเหมือนจะเป็นผลโพธิ์โลหิตแบบเดียวกันนี้
เขาอ้าปากกลืนผลไม้ลงไป ความรู้สึกเย็นซ่านแผ่กระจายไปทั่วร่าง เนื้อเยื่อรอบรูโหว่ที่หน้าอกขยับตัวประสานกันอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็ตกสะเก็ดและหลุดลอกออกไป
หนึ่งก้านธูปผ่านไป บาดแผลทั่วร่างของฉินปู้อี้หายสนิท พลังการต่อสู้กลับคืนสู่จุดสูงสุดอีกครั้ง
"ไม่นึกว่าผลโพธิ์โลหิตจะมีผลในการรักษาห้วงจิตและจิตสัมผัสด้วย แม้จะไม่มากนักแต่ก็ดีกว่าไม่มี" ฉินปู้อี้คิดในใจ
เมื่อครู่นี้ระหว่างรักษาตัว ความรู้สึกเย็นจางๆ แผ่ขึ้นไปที่สมองส่วนห้วงจิต
หลังจากห้วงจิตดูดซับไป ความรู้สึกเย็นนั้นก็หายไป
เรื่องนี้ทำให้ฉินปู้อี้โล่งใจไปเปลาะหนึ่ง ถ้าผลโพธิ์โลหิตมีผลรักษาห้วงจิตที่รุนแรงด้วยคงแย่แน่
อู่โหวห้วงจิตแตกสลาย ตอนนี้ต้องกำลังหาวิธีรักษาอยู่แน่ๆ สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือต้องรีบหาตัวอู่โหวที่กำลังอ่อนแอให้เจอแล้วฆ่าทิ้งซะ
คิดได้ดังนั้น แววตาของฉินปู้อี้ก็ฉายจิตสังหาร
เหลือคะแนนอีกสามร้อยห้าสิบ ฉินปู้อี้แลกเป็นแต้มสถานะทั้งหมด
อัตราแลกเปลี่ยนแต้มสถานะกับคะแนนในระดับสี่คือ หนึ่งต่อสิบ หมายถึงหนึ่งแต้มสถานะใช้สิบคะแนน
แลกมาได้ทั้งหมดสามสิบห้าแต้ม ฉินปู้อี้เปิดหน้าต่างข้อมูลส่วนตัว แล้วเติมใส่ตัวเองทั้งหมด:
ชื่อ: ฉินปู้อี้
กายา: เทียนฮวง · ขั้นต้น
ผลลัพธ์: ค่าสถานะทั้งหมดเพิ่มขึ้น · ห้าเปอร์เซ็นต์
การบำเพ็ญเพียร: ระดับสี่ · ขั้นฮว่าเสินระยะหลัง (199/200)
พละกำลัง: 199
ความเร็ว: 199
ความอึด: 199
พลังโจมตี: 199
พลังป้องกัน: 199
โชคลาภ: 199
......
อาวุธ: ดาบสังหาร · ระดับสี่ (199/200)
ชิ้นส่วนที่แตกหัก (1/9): เพิ่มพลังโจมตี · สิบเปอร์เซ็นต์
พลังโจมตี: 199
ทักษะ: เพลงดาบสังหาร · ระดับสี่ (199/200)
พลังโจมตี: 199
สัตว์อสูร: มังกรเขียว · ระดับสี่ (199/200)
"อีกนิดเดียวก็จะถึงขั้นฮว่าเสินสมบูรณ์แล้ว"
หลังจากระดับการบำเพ็ญเพียรเพิ่มขึ้น ค่าสถานะต่างๆ ของฉินปู้อี้ภายใต้การเสริมพลังของกายาเทียนฮวง ทำให้พลังการต่อสู้ของเขาก้าวเข้าสู่ระดับเลี่ยนซูระยะต้นอย่างมั่นคง ส่วนจิตสัมผัสก็พุ่งไปถึงระดับเลี่ยนซูระยะกลาง
"แค่กายาเทียนฮวงขั้นต้นยังแข็งแกร่งขนาดนี้ แล้วถ้าเป็นขั้นกลางล่ะจะเป็นยังไง?" ฉินปู้อี้อดไม่ได้ที่จะจินตนาการ
เขาถอดเสื้อผ้าออก เตรียมจะเปลี่ยนชุดใหม่จากช่องเก็บของ
สายตาเหลือบไปเห็นรอยสักรูปมังกรเขียวบนร่างกายท่อนบน ที่กำลังเลื้อยไปมาอย่างมีชีวิตชีวา พร้อมส่งเสียงกรนเบาๆ
"เกือบลืมแกไปเลย" ฉินปู้อี้ตบหน้าผากตัวเอง
ตั้งแต่ตอนที่เขาต้องต่อสู้กับจิตสังหารในจิตใต้สำนึกที่แดนลับแห่งการตื่นรู้ เสี่ยวชิงหลงที่เบื่อหน่ายไม่มีคนเล่นด้วยก็เริ่มหลับใหล
ตอนหลับ มันก็แปลงร่างเป็นเหมือนรอยสักแนบสนิทไปกับตัวฉินปู้อี้
ฉินปู้อี้ไม่รบกวนการนอนของเสี่ยวชิงหลง เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเตรียมออกจากโรงแรมไปที่สมาคมผู้บำเพ็ญเพียร
ตอนเดินผ่านเคาน์เตอร์ หวังฟู่กุ้ยรีบวิ่งเข้ามาถาม "คุณผู้ชายครับ มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ?"
ฉินปู้อี้โบกมือปฏิเสธ หวังฟู่กุ้ยจึงถอยหลังไปอย่างรู้หน้าที่ "ขอให้มีความสุขกับการเดินทางนะครับ"
ออกจากโรงแรม ฉินปู้อี้ส่งจิตสัมผัสระดับเลี่ยนซูระยะกลางกวาดไปทั่วเมืองหลวง
ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองหลวง อวิ๋นเยว่ที่กำลังนั่งสมาธิลืมตาขึ้น "ระดับเลี่ยนซูระยะกลาง? เป็นใครกัน?"
ณ คฤหาสน์ตระกูลหลานในเมืองหลวง หลานเหวินฮ่าวที่แขนขวาพันผ้าพันแผลสัมผัสได้ถึงจิตสัมผัสอันทรงพลังนี้ ก็เอ่ยด้วยความสงสัย "พี่ฉิน เจ้าของจิตสัมผัสอันทรงพลังนี้คือท่านหรือเปล่า? ถ้าใช่จริง ความเร็วในการเลื่อนระดับของท่านก็น่ากลัวเกินไปแล้ว"
ทันใดนั้น ความเจ็บปวดแล่นแปลบที่แขนขวา หลานเหวินฮ่าวสูดปากด้วยความเจ็บปวด พลางสบถ "เจ้าเด็กเวรจางหยวน ลงมือหนักจริงๆ"
ณ สำนักงานใหญ่สมาคมผู้บำเพ็ญเพียรในเมืองหลวง จางหยวนที่หน้าตาบวมปูดนั่งอยู่ในห้องทำงานเดิมของอู่โหว สัมผัสได้ถึงจิตสัมผัสนี้ก็แค่นเสียงฮึดฮัด "ไม่เจียมกะลาหัว กล้าใช้จิตสัมผัสในเมืองหลวงอย่างอุกอาจขนาดนี้"
พูดจบก็เอามือแตะแก้มที่บวมเป่ง กัดฟันกรอด "หลานเหวินฮ่าว ไอ้คนถ่อย กล้าใช้วิธีสกปรกแบบนี้"
ด้วยระดับการบำเพ็ญเพียรของจางหยวน แผลถลอกภายนอกแค่นี้ไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็ควรจะหายสนิท
แต่ไม่รู้หลานเหวินฮ่าวใช้วิธีอะไร ทำให้เขายังคงหน้าบวมปูดแบบนี้มาเกือบวันแล้ว
ที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่าคือ พอมาถึงสำนักงานใหญ่สมาคมผู้บำเพ็ญเพียร คนตระกูลอู่เห็นสภาพเขาแบบนี้ นอกจากจะไม่เกรงใจแล้ว ยังแทบไม่ให้ความเคารพ
เขามายึดห้องทำงานอู่โหว พวกคนตระกูลอู่ทำเหมือนเขาเป็นอากาศธาตุ ไม่กล้ามายุ่งด้วย
แต่ลับหลังแอบนินทาเขาเสียๆ หายๆ ไม่เว้น ทั้งหมดนี้เขาใช้จิตสัมผัสตรวจสอบได้ชัดเจนแจ่มแจ้ง
จางหยวนคร้านจะไปถือสาหาความกับคนพวกนี้ ตอนนี้เขาสนใจอยู่แค่สองเรื่อง
เรื่องแรกคือฉินปู้อี้หนีไปไหน สำหรับเขา การจับตัวฉินปู้อี้ที่บาดเจ็บสาหัสได้ ก็เท่ากับได้เก็บตกระดับสุดยอดวาสนาปาฏิหาริย์มาฟรีๆ
อีกเรื่องคืออู่โหวหนีไปไหน ถ้าอู่โหวตาย จางหยวนย่อมดีใจ
แต่ตอนนี้อู่โหวไม่ตาย เหตุผลหลักที่จางหยวนมาที่สำนักงานใหญ่สมาคมผู้บำเพ็ญเพียรก็เพื่อจะได้รับข่าวของอู่โหวเป็นคนแรก
แล้วจะได้ปล่อยข่าวนี้ออกไป ถึงตอนนั้น พวกที่มีความแค้นกับอู่โหวในแดนลับฮั่วอวิ๋นและแดนลับสุ่ยเยว่คงไม่พลาดโอกาสซ้ำเติมแน่นอน
การยืมดาบฆ่าคนเพื่อลดอิทธิพลของตระกูลอู่ในแดนลับคุนหลุน
ในแดนลับคุนหลุน การแข่งขันภายในนั้นดุเดือดเลือดพล่านเป็นอย่างยิ่ง