- หน้าแรก
- ระบบที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า
- บทที่ 40 ขั้นเหอถี่!
บทที่ 40 ขั้นเหอถี่!
บทที่ 40 ขั้นเหอถี่!
ฉินปู้อี้เรียกจิตสัมผัสกลับคืน สายตามองไปยังสำนักงานใหญ่สมาคมผู้บำเพ็ญเพียร พลางคิดในใจ
'อู่โหวไม่ได้กลับมางั้นรึ'
แม้อู่โหวจะไม่อยู่ แต่ในจิตสัมผัสของฉินปู้อี้ เขาเห็นผู้ฝึกตนระดับเลี่ยนซูระยะต้นอีกคนหนึ่งที่สมาคมผู้บำเพ็ญเพียร
คนคนนั้นคือคนที่เคยคิดจะโจมตีเขา แต่ถูกหลานเหวินฮ่าวขัดขวางไว้ก่อนหน้านี้
"ไม่เป็นไร ในเมื่ออู่โหวไม่กลับมา งั้นข้าจะเชือดเจ้าเป็นการประเดิมก็แล้วกัน"
ในขณะที่ฉินปู้อี้กำลังจะบินไปยังสำนักงานใหญ่สมาคมผู้บำเพ็ญเพียร ลำแสงสายหนึ่งก็พุ่งเข้ามาจากระยะไกล
เมื่อลำแสงจางลง ชายชราสวมชุดนักพรต ท่าทางสง่างามดุจเซียนผู้หลุดพ้นทางโลกก็มายืนขวางหน้าฉินปู้อี้ไว้
ชายชรามมองฉินปู้อี้ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม น้ำเสียงอ่อนโยนแต่แฝงความเข้มงวดเอ่ยถามว่า
"เจ้าเป็นศิษย์ตระกูลไหน? มีระดับการบำเพ็ญเพียรสูงส่งถึงเพียงนี้ ไม่รู้กฎของเมืองหลวงหรือไงว่าห้ามผู้ฝึกตนทุกคนปล่อยจิตสัมผัสอย่างอุกอาจในเขตเมืองหลวง"
ฉินปู้อี้ชะงักไปครู่หนึ่ง กฎข้อนี้เขาไม่รู้จริงๆ
เขาใช้เนตรตรวจสอบดูชายชรา แต่ในเนตรตรวจสอบ ระดับการบำเพ็ญเพียรของชายชรากลับเป็นปริศนา
ฉินปู้อี้ตกตะลึงในใจ 'หรือจะเป็นขั้นเหอถี่?'
ขั้นเหอถี่คือชื่อเรียกของระดับที่ถัดจากขั้นเลี่ยนซู
นึกย้อนไปถึงตอนที่หลานเทียนเหอบอกเขาว่า ผู้ปกครองของสามดินแดนศักดิ์สิทธิ์บนดาวบลูสตาร์ล้วนเป็นขั้นเลี่ยนซูสมบูรณ์ ไม่เคยได้ยินว่ามีขั้นเหอถี่ดำรงอยู่
ในขณะที่ฉินปู้อี้กำลังสงสัย ชายชราราวกับมองออก จึงลูบเครายาวพลางกล่าวว่า
"ข้าคือผู้พิทักษ์มังกรแห่งหัวเซี่ย ซึ่งแตกต่างจากสามดินแดนอย่างแดนลับคุนหลุน แดนลับฮั่วอวิ๋น และแดนลับสุ่ยเยว่"
"หากไม่ใช่เพราะผู้พิทักษ์มังกรแห่งหัวเซี่ยอย่างพวกข้าสามารถกดหัวสามแดนลับนั้นไว้ได้ พวกมันหรือจะยอมอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเช่นนี้"
พอได้ยินชายชราพูดเช่นนี้ ความสงสัยในใจของฉินปู้อี้ก็คลี่คลายทันที
ก่อนหน้านี้เขายังนึกสงสัยว่าทำไมสามแดนลับถึงยอมจำนนอยู่แต่ในพื้นที่ของตน ไม่ยอมใช้วรยุทธ์อันแก่กล้าเข้ายึดครองเมืองหลวง
ที่แท้เมืองหลวงก็มีผู้ฝึกตนระดับเหอถี่อยู่นี่เอง ยิ่งระดับสูงเท่าไหร่ ช่องว่างของพลังในแต่ละขั้นใหญ่ก็ยิ่งห่างชั้นกันมากขึ้น ยกเว้นแต่จะสมองกลับเท่านั้นถึงจะกล้ามาแหยม
ยกตัวอย่างแดนลับคุนหลุน ต่อให้เอาสามยอดฝีมือขั้นเลี่ยนซูสมบูรณ์มัดรวมกัน ก็คงสู้ตาแก่ตรงหน้านี้ไม่ได้
"ท่านผู้อาวุโส ข้าไม่ทราบจริงๆ ว่าเมืองหลวงมีกฎข้อนี้อยู่ ต้องขออภัยด้วย" ฉินปู้อี้กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจ
เมื่อเห็นฉินปู้อี้มีท่าทีจริงใจ สีหน้าของชายชราก็ผ่อนคลายลงมาก เขามองฉินปู้อี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็นพลางกล่าวว่า "ทัศนคติใช้ได้ แต่ในความทรงจำของข้า คนรุ่นใหม่ไม่มีใครมีระดับการบำเพ็ญเพียรสูงเท่าเจ้าเลย สหายน้อยมาจากที่ไหนรึ?"
"ท่านผู้อาวุโส..."
ฉินปู้อี้ยังพูดไม่ทันจบ ชายชราก็ขัดขึ้น "เรียกว่าท่านผู้อาวุโสมันดูห่างเหินไป ข้าชื่อ ฉีอวิ๋น เรียกว่าผู้อาวุโสฉีก็พอ"
"ผู้อาวุโสฉี ข้าเพิ่งกลับมาจากการเก็บตัวบำเพ็ญเพียรที่ต่างแดน ท่านจะไม่คุ้นหน้าก็เป็นเรื่องปกติ" ฉินปู้อี้อธิบาย
ในขณะที่พูด ฉินปู้อี้เตรียมพร้อมถอยหนีในใจตลอดเวลา
ฉินปู้อี้ไม่เคยมีนิสัยฝากความหวังไว้กับคุณธรรมน้ำมิตรของคนอื่น หากตาแก่ตรงหน้ามีท่าทีคุกคาม สิ่งที่ฉินปู้อี้จะทำคือตอบโต้ทันที
ผู้อาวุโสฉีมองสำรวจฉินปู้อี้ขึ้นลง แล้วเอ่ยอย่างมีนัยว่า "ไอ้หนุ่ม เจ้ากำลังโกหกข้า"
ได้ยินคำนี้ ขนทั่วร่างฉินปู้อี้ลุกชัน เขาจ้องมองผู้อาวุโสฉีด้วยความระแวง
แต่ผิดคาด ผู้อาวุโสฉีกลับหัวเราะร่า โบกมือพลางกล่าวว่า "ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้น แต่ละคนย่อมมีวาสนาของตัวเอง การที่เจ้ามีระดับการบำเพ็ญเพียรสูงขนาดนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย ก็บอกได้แค่ว่าเป็นโชควาสนาของเจ้า"
"แม้ผู้ฝึกตนจะต้องแก่งแย่งชิงดีกับฟ้าดิน แต่หากในระหว่างทางนั้นต้องสูญเสียตัวตน ปล่อยให้ความโลภเข้าครอบงำจิตใจ หนทางข้างหน้าย่อมยากจะก้าวเดิน"
"คำพูดนี้ข้าบอกมาหลายคนแล้ว แต่พวกนั้นไม่เชื่อ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือพวกผู้ปกครองสามแดนลับในตอนนี้ แต่ละคนถูกความโลภกัดกินใจ ทำให้ระดับการบำเพ็ญเพียรติดอยู่ที่ขั้นเลี่ยนซูมาหลายปี ไม่สามารถทะลวงผ่านไปได้เสียที"
ฉินปู้อี้ถามกลับ "เรื่องนี้จะโทษพวกเขาก็คงไม่ได้ ดาวบลูสตาร์พลังปราณเหือดแห้ง ทรัพยากรการฝึกตนมีจำกัด หากมีวาสนาปาฏิหาริย์มากองอยู่ตรงหน้า ท่านจะไม่หวั่นไหวเชียวหรือ?"
ผู้อาวุโสฉีครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนจะมองฉินปู้อี้ด้วยแววตาใสกระจ่าง "ผู้ฝึกตนรุ่นเรา ควรเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงทีละก้าว หากวาสนาเป็นของข้า ข้าก็จะไขว่คว้าไว้ หากไม่มีวาสนา ก็ไม่มีผลกระทบใดๆ สหายน้อย เจ้าชื่ออะไร?"
จากการแสดงออกของผู้อาวุโสฉี ฉินปู้อี้ไม่รู้สึกถึงความเสแสร้งแกล้งทำเลยแม้แต่น้อย กลับสัมผัสได้ถึงความเปิดเผยจริงใจ เขาจึงตอบกลับไปว่า "ฉินปู้อี้"
"ฮ่าฮ่า สหายน้อยฉิน หากมีวาสนาคงได้พบกันใหม่ จำไว้ล่ะ อย่าปล่อยจิตสัมผัสมั่วซั่วอีกล่ะ"
พูดจบ ผู้อาวุโสฉีก็หันหลังเดินจากไป หายวับไปจากสายตาของฉินปู้อี้
ฉินปู้อี้ยืนนิ่งคิดทบทวนคำพูดของผู้อาวุโสฉีอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะบินมุ่งหน้าไปยังสำนักงานใหญ่สมาคมผู้บำเพ็ญเพียร
คำถามที่เขาถามผู้อาวุโสฉี เป็นคำถามที่ค้างคาใจเขามาตลอด
ระบบตกลงมาจากฟากฟ้า ทำให้ชีวิตของเขาพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือภายในเวลาไม่ถึงปี
วาสนาปาฏิหาริย์ที่น่าตกใจเช่นนี้ บางครั้งฉินปู้อี้ก็รู้สึกว่ามันไม่จริง ราวกับอยู่ในความฝัน
ในใจลึกๆ เขากลัวว่าสักวันจะตื่นจากฝัน ระบบจากไป และเขากลับกลายเป็นคนธรรมดาที่ไม่มีวรยุทธ์เหมือนเดิม
แต่เมื่อได้ฟังคำพูดของผู้อาวุโสฉีในวันนี้ ใจของฉินปู้อี้ก็ค่อยๆ สว่างไสวขึ้น
"ต่อให้วันหนึ่งระบบจะจากไป แม้ต้องกลับไปเป็นคนธรรมดา ข้าก็จะก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคงทีละก้าว เพื่อฟื้นคืนระดับการบำเพ็ญเพียรกลับมาให้ได้"
[ติ๊ง! ตรวจพบระดับจิตใจของโฮสต์ยกระดับขึ้น มอบรางวัลสิทธิ์ซื้อแดนลับแห่งการตื่นรู้แบบจำกัดเวลาหนึ่งครั้ง]
[ติ๊ง! ระยะเวลาจำกัดการซื้อแดนลับแห่งการตื่นรู้คือสามวัน เริ่มนับถอยหลัง ณ บัดนี้ โปรดตรวจสอบที่ระบบร้านค้า]
ฉินปู้อี้ที่ปลดล็อกปมในใจได้แล้ว ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก เมื่อเปิดระบบร้านค้า ก็เห็นแดนลับแห่งการตื่นรู้ที่กำลังนับถอยหลัง พร้อมกับราคาขาย
[แดนลับแห่งการตื่นรู้ ราคา: หนึ่งพันคะแนนร้านค้า]
เห็นราคาแล้ว ฉินปู้อี้ถึงกับขยี้ตาตัวเองด้วยความไม่อยากเชื่อ แล้วมองดูอีกครั้ง
"หนึ่งพันคะแนนก็เท่ากับสิบล้านหินวิญญาณระดับต่ำ ภายในสามวันจะไปหาหินวิญญาณเยอะขนาดนี้มาจากไหน"
ฉินปู้อี้เริ่มหนักใจ แดนลับแห่งการตื่นรู้ครั้งก่อนแม้จะอันตรายแต่ผลตอบแทนก็คุ้มค่า ช่วยยกระดับพลังการต่อสู้ได้อย่างชัดเจน
ครั้งนี้เมื่อแดนลับแห่งการตื่นรู้ปรากฏขึ้นมาอีก ไม่ว่าอย่างไรฉินปู้อี้ก็จะไม่ยอมพลาดโอกาสเด็ดขาด
คิดได้ดังนั้น ความเร็วในการบินไปยังสำนักงานใหญ่สมาคมผู้บำเพ็ญเพียรก็เพิ่มขึ้นอีก
เมื่อมาถึงสำนักงานใหญ่สมาคมผู้บำเพ็ญเพียร ฉินปู้อี้ถีบประตูพังแล้วเดินเข้าไป
"ใคร!"
"หยุดนะ!"
ชายฉกรรจ์สวมชุดดำรูปร่างกำยำหลายคนปรากฏตัวขึ้นขวางทาง ตะโกนใส่ฉินปู้อี้
"ตุบ!" "ตุบ!"
"ตุบ!"...
สำหรับคนธรรมดาที่ไม่มีวรยุทธ์เหล่านี้ ฉินปู้อี้ไม่ได้ลงมือสังหาร
เพียงแค่กระตุ้นจิตสัมผัสระดับเลี่ยนซูระยะกลางเล็กน้อย คนเหล่านี้ก็ล้มพับสลบเหมือดไปทีละคน
เขาเดินจากชั้นหนึ่งขึ้นไปจนถึงชั้นบนสุด ที่นั่นฉินปู้อี้เห็นสมาชิกสายเลือดตรงของตระกูลอู่ รวมถึงคนที่เคยลงมือจะโจมตีเขาคนนั้น
ไม่พูดพร่ำทำเพลง ฉินปู้อี้ชักดาบสังหารออกมา ตะโกนต่ำ
"สังหาร · จูเจวี๋ย!"
พระจันทร์เต็มดวงปรากฏขึ้นภายในโถงทางเดินชั้นบนสุด ครอบคลุมทุกคนไว้ภายใน
เงาดาบสังหารนับหมื่นเล่มปรากฏขึ้นในดวงจันทร์ ปลายดาบชี้ลงพื้น
"ฟัน!" ฉินปู้อี้ตวาดลั่น
เงาดาบสังหารนับหมื่นพุ่งเข้าใส่กลุ่มคนเบื้องล่างในทันที
"ฉึก!" "ฉึก!"
"ฉึก!"...
เมื่อพระจันทร์สลายไป สมาชิกสายเลือดตรงของตระกูลอู่ทั้งหมดก็กลายเป็นศพ คนเดียวที่ยังยืนหยัดอยู่ได้คือจางหยวน
จางหยวนที่พยายามต้านทานเพลงดาบจูเจวี๋ย ถูกเงาดาบสังหารฟันเข้าที่ร่างกาย ตอนนี้เลือดท่วมตัว ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและไม่อยากเชื่อ
"บาดแผลของเจ้าหายเร็วขนาดนี้ได้ยังไง? แล้วทำไมระดับการบำเพ็ญเพียรถึงพุ่งขึ้นมาสูงขนาดนี้? พลังโจมตีระดับนี้มันเทียบเท่าขั้นเลี่ยนซูระยะต้นเลยนะ นี่ไม่ใช่เรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องจริงแน่ๆ"
ฉินปู้อี้มองจางหยวนด้วยสีหน้าเย็นชา กล่าวเสียงเรียบว่า "มีความสงสัยอะไรก็ไปถามพญายมในนรกเถอะ ท่านคงบอกเจ้าได้"
"สังหาร · สลายวิญญาณ!"