- หน้าแรก
- ระบบที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า
- บทที่ 34 เพลงดาบสังหารกระบวนท่าที่สี่ สลายวิญญาณ
บทที่ 34 เพลงดาบสังหารกระบวนท่าที่สี่ สลายวิญญาณ
บทที่ 34 เพลงดาบสังหารกระบวนท่าที่สี่ สลายวิญญาณ
สามเดือนต่อมา
ฉินปู้อี้รู้สึกเหมือนตัวเองถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ครึ่งหนึ่งคือสติสัมปชัญญะ อีกครึ่งคือความบ้าคลั่งในการฆ่าฟัน
ร่างกายถูกแบ่งจากกึ่งกลาง ดวงตาข้างซ้ายแจ่มใส ดวงตาข้างขวาแผ่จิตสังหาร
สภาวะสับสนและมีสติสลับกันไปมาทุกชั่วขณะ
ความขัดแย้งที่สับสนวุ่นวายนี้ทำให้ฉินปู้อี้รู้สึกเหมือนติดอยู่ในวังวนมิติที่บิดเบี้ยวไม่สิ้นสุด
ไม่อาจหาสภาวะที่มั่นคงได้ ต้องต่อสู้กับการกัดกินของจิตสังหารในจิตใต้สำนึกตลอดเวลา
ในสภาวะบ้าคลั่ง ฉินปู้อี้ส่งเสียงคำรามแหบพร่า "ฆ่า! ทำลายให้หมด!"
"จะปล่อยให้จมดิ่งแบบนี้ไม่ได้ ตั้งสติไว้!" ฉินปู้อี้ในยามมีสติพึมพำเสียงต่ำ
สิ่งที่ยากที่สุดของมนุษย์คือการเอาชนะใจตัวเอง ปากบอกว่าจะทำตัวเป็นศัตรูกับตัวเองนั้นง่าย
แต่พอลงมือทำจริงๆ ก็เหมือนเอามือซ้ายงัดข้อกับมือขวา ออกแรงจนสุดตัวแต่กลับไม่ค่อยเห็นผลลัพธ์
ยิ่งตอนนี้จิตสังหารได้ถูกจิตสัมผัสดูดซับไปแล้ว กลายเป็นส่วนหนึ่งของจิตใต้สำนึก
การจะพลิกกลับจิตสำนึกแห่งการฆ่าฟันจากจิตใต้สำนึกนั้น ช่างเพ้อฝันและไกลเกินเอื้อมราวกับนิทานหลอกเด็ก
หงเหลียนเฝ้าจับตาดูอาการของฉินปู้อี้มาตลอดสามเดือน การที่ฉินปู้อี้ยืนหยัดต่อต้านมาได้นานขนาดนี้เป็นสิ่งที่นางคาดไม่ถึง
ในฐานะดาบสังหารที่ถือกำเนิดมาเพื่อการฆ่าฟัน โดยเนื้อแท้แล้วนางไม่อาจยอมรับมนุษย์ที่มีพลังแก่กล้ากว่ามดปลวกเพียงเล็กน้อยคนนี้ได้เลย
หงเหลียนมองฉินปู้อี้แล้วกล่าวว่า "สิ่งที่เจ้าทำมันเปล่าประโยชน์ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้ที่ถูกจิตสังหารกัดกิน ถ้าไม่บ้าก็ตาย มีน้อยคนนักที่จะรอดชีวิตและกลับมามีสติได้"
นางเว้นจังหวะครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ "และเห็นได้ชัดว่า ในบรรดาคนส่วนน้อยเหล่านั้น ไม่ได้รวมเจ้าเข้าไปด้วย"
คำพูดของหงเหลียนไม่ผิด หากผู้ที่ถูกจิตสังหารกัดกินยอมแพ้ ก็จะกลายเป็นคนบ้าที่รู้แต่การฆ่าฟัน หากไม่ยอมแพ้ การต่อสู้กับตัวเองก็จะทำให้พลังใจเหือดแห้งจนตายในที่สุด
ฉินปู้อี้ได้ยินคำพูดของหงเหลียน จึงฉวยโอกาสตอนมีสติกล่าวว่า "ซาเซิงหงเหลียน ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็เบิกตาดูให้ดี ว่าเจ้านายของเจ้าคนนี้จะรอดชีวิตและกลับมามีสติได้หรือไม่"
ตั้งแต่วินาทีแรกที่เขากำดาบสังหาร สิ่งที่นางทำคือการแว้งกัดผู้เป็นนาย
ก่อนหน้านี้เขาไม่เข้าใจว่าทำไมดาบสังหารถึงช่วยเขาที่ตระกูลถัง แต่ตอนนี้ฉินปู้อี้กระจ่างแล้ว ทั้งหมดก็เพื่อให้นางได้ฆ่าเขาด้วยมือตัวเอง
สำหรับดาบสังหารที่เคยอยู่ในมือของเฮ่าเทียน เทียนตี้แห่งสวรรค์ ย่อมดูแคลนเขาจากก้นบึ้งหัวใจ และดูแคลนผู้อื่นเช่นกัน
หากเขาตายด้วยน้ำมือคนอื่น สำหรับหงเหลียนผู้หยิ่งทะนง ย่อมถือเป็นการดูถูกนางอย่างหนึ่ง
หงเหลียนได้ยินคำว่า "เจ้านาย" จากปากฉินปู้อี้ แววตาฉายจิตสังหารวูบหนึ่ง ตั้งท่าจะเยาะเย้ยกลับไปสักสองสามประโยค
แต่เมื่อคิดได้ว่าหากฉินปู้อี้ยังฝืนต่อสู้กับตัวเองต่อไป ไม่นานคงหมดแรงใจตาย คำเยาะเย้ยจึงถูกกลืนลงคอ เปลี่ยนเป็นน้ำเสียงเย็นชาแทน
"ข้าจะไปถือสาหาความกับผู้บำเพ็ญเพียรตัวจ้อยระดับฮว่าเสินที่กำลังจะตายอย่างเจ้าทำไม ให้เจ้าได้เก่งแต่ปากไปบ้างก็ไม่เห็นเป็นไร"
ฉินปู้อี้ไม่ตอบโต้หงเหลียน หลับตาลงเงียบๆ และต่อสู้กับตัวเองต่อไป
หกเดือนผ่านไป
ฉินปู้อี้นั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น คิ้วที่เคยขมวดมุ่นค่อยๆ คลายออก ใบหน้าเผยรอยยิ้มสบายใจที่ห่างหายไปนาน
ตลอดหกเดือนมานี้ เริ่มแรกเขาใช้สมาธิต่อต้านจิตสังหาร ต่อมาสถานการณ์วิกฤต จิตสัมผัสดูดซับจิตสังหารทั้งหมดเข้าไป จนกลายเป็นการต่อสู้กับตัวเอง
ทุกวินาทีในช่วงเวลานั้นยาวนานเหมือนหนึ่งปี เต็มไปด้วยความทรมาน แต่ฉินปู้อี้ไม่เคยร้องเรียกให้ระบบช่วยแก้ปัญหานี้เลย
เขาพยายามหาวิธีแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
การเรียกหาระบบอาจช่วยให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้ แต่นี่คือการต่อสู้ระหว่างเขากับอาวุธในมือ
ในใจลึกๆ ของฉินปู้อี้มีความดื้อรั้นในแบบของตัวเอง แม้ต้องเผชิญความเสี่ยงที่จะถูกจิตสังหารครอบงำทุกเมื่อ เขาก็ไม่ยอมประนีประนอม และไม่ร้องขอความช่วยเหลือ
ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น ในที่สุดฉินปู้อี้ก็คิดวิธีที่ดูเหมือนจะเป็นไปได้ขึ้นมา
เขามองดูจิตสัมผัสในสมองที่ตอนนี้เป็นสีทองเจือแดงเลือด หรือจะเรียกว่าจิตสัมผัสแห่งการสังหารน่าจะเหมาะกว่า
อันดับแรก เขาต้องใช้การหมุนวนด้วยความเร็วสูงเพื่อแยกจิตสังหารออกจากจิตสัมผัสแห่งการสังหารทีละน้อย
เมื่อคิดได้ดังนั้น ฉินปู้อี้ก็เริ่มลงมือทันที จิตสัมผัสแห่งการสังหารในสมองเริ่มหมุนวนด้วยความเร็วสูง
ฉินปู้อี้ควบคุมจิตสัมผัสอย่างระมัดระวัง ค่อยๆ แยกส่วนที่ปนเปื้อนจิตสังหารออกมา
หงเหลียนสัมผัสได้ถึงการกระทำของฉินปู้อี้ แววตาฉายความฉงนและไม่อยากจะเชื่อ พึมพำเสียงเบาว่า
"เจ้ามดปลวกนี่กำลังจะทำอะไร?"
ตลอดครึ่งปีมานี้ พฤติกรรมต่างๆ ของฉินปู้อี้ทำให้นางรู้สึกหงุดหงิดใจยิ่งนัก ทุกครั้งที่นางคิดว่าเขาจะทนไม่ไหว
เขากลับทำในสิ่งที่เหนือความคาดหมายและยืนหยัดต่อไปได้เสมอ
เวลาผ่านไปอีกหนึ่งเดือน
ตอนนี้จิตสัมผัสในสมองของฉินปู้อี้แบ่งแยกกันอย่างชัดเจน ฝั่งหนึ่งเป็นจิตสัมผัสสีทองอร่ามไร้มลทิน อีกฝั่งเป็นจิตสัมผัสสีแดงฉานเต็มไปด้วยการสังหาร
หลังจากแยกส่วนสังหารออกไป จิตสัมผัสของฉินปู้อี้ก็หดหายไปกว่าครึ่ง
"จงแยกออกไป!" ฉินปู้อี้ตะโกนก้อง
จิตสัมผัสแห่งการสังหารสถูกฉินปู้อี้ขับออกจากสมองชั่วคราว
ฉินปู้อี้ลุกขึ้นยืน ลืมตาขึ้น แววตาแจ่มใสไร้ซึ่งจิตสังหารแม้แต่น้อย
หงเหลียนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยบั่นทอนกำลังใจ "เปล่าประโยชน์ ต่อให้เจ้าแยกจิตสัมผัสแห่งการสังหารออกไปชั่วคราว สุดท้ายมันก็จะกลับคืนสู่ร่างเจ้าอยู่ดี"
"ถึงตอนนั้น เจ้าก็หนีไม่พ้นชะตากรรมที่ต้องตกอยู่ในวังวนแห่งการฆ่าฟัน"
ฉินปู้อี้ปรายตามองหงเหลียนด้วยสายตาเหมือนมองคนปัญญาอ่อน น้ำเสียงเย็นชากล่าวว่า "ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่อาวุธอย่างเจ้ามีสิทธิ์มาสั่งสอนเจ้านาย?"
หงเหลียนโกรธจนหน้าแดง "เจ้า..."
ยังพูดไม่ทันจบ ฉินปู้อี้ก็สวนกลับอย่างไม่เกรงใจ "หุบปาก น่ารำคาญ!"
เขาเดินเข้าไปหาหงเหลียน แย่งดาบสังหารมาจากมือนาง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
"แม่หนูหงเหลียน ดูสิ่งที่เจ้านายเจ้าจะทำต่อไปนี้ให้ดี"
"เคร้ง!"
เขาชักดาบสังหารออกมา ตัวดาบดิ้นรนจะหลุดจากการควบคุมของฉินปู้อี้
"ตูม!"
ฉินปู้อี้กำหมัดแน่น โก่งตัวดั่งคันศร ทุบลงไปที่ดาบสังหารอย่างแรง
"เงียบซะ!" ฉินปู้อี้ตวาดด้วยความโกรธ
คนเราย่อมมีขีดจำกัด ยิ่งฉินปู้อี้ต้องเฉียดเป็นเฉียดตายมาตลอดครึ่งปีเพราะฝีมือหงเหลียน
ตอนนี้หงเหลียนยังจะมาก่อกวนอีก อารมณ์ของฉินปู้อี้ย่อมไม่ดีเป็นธรรมดา
"วิ้ง!" ดาบสังหารส่งเสียงร้องครวญคราง
"อึก!"
เมื่อร่างต้นถูกโจมตี หงเหลียนก็เจ็บปวดเช่นกัน ใบหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาวูบหนึ่ง
เมื่อเห็นสายตาที่พร้อมจะกินเลือดกินเนื้อของฉินปู้อี้ หงเหลียนกัดฟันแน่น จ้องตาเขากลับอย่างไม่ลดละ
"ฮึ!"
ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ หลังส่งเสียงฮึดฮัด ดาบสังหารก็หยุดดิ้นรน ยอมให้ฉินปู้อี้ถือไว้แต่โดยดี
ฉินปู้อี้กำดาบสังหารแน่น จ้องมองกลุ่มก้อนจิตสัมผัสแห่งการสังหารสีแดงสดตรงหน้า ตะโกนก้อง
"สังหาร · ไล่ล่า!"
ดาบสังหารสั่นสะเทือนหมื่นครั้งต่อวินาที ฟันลงไปที่กลุ่มก้อนจิตสัมผัสแห่งการสังหารนั้น
"เคร้ง!"
หลังโดนฟัน จิตสัมผัสแห่งการสังหารสั่นไหวอย่างรุนแรง พักใหญ่กว่าจะกลับสู่สภาพปกติ
"พรวด!"
เลือดคำโตกระอักออกมาจากปากฉินปู้อี้ แม้จะถูกแยกออกมาแล้ว แต่จิตสัมผัสแห่งการสังหารก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของจิตสัมผัสเขา
ดาบสังหารที่ฟันลงไปบนจิตสัมผัสแห่งการสังหาร ก็ไม่ต่างอะไรกับการฟันลงไปที่ตัวฉินปู้อี้เอง ความเจ็บปวดที่นิ้วมือนั้นเทียบไม่ได้เลยแม้แต่เศษเสี้ยว
ฉินปู้อี้ไม่ลังเล เงื้อดาบฟันใส่จิตสัมผัสแห่งการสังหารอีกครั้ง
"สังหาร · จูเจวี๋ย!"
พระจันทร์เต็มดวงขนาดพันเมตรปรากฏขึ้นต่อหน้าฉินปู้อี้ ครอบคลุมจิตสัมผัสแห่งการสังหารไว้ภายใน
เงาดาบสังหารนับหมื่นเล่มปรากฏขึ้นในดวงจันทร์ ปลายดาบชี้ไปที่จิตสัมผัสแห่งการสังหารพร้อมกัน
ฉินปู้อี้ฟันดาบลงพร้อมตะโกน "ฟัน!"
"เคร้ง!" "เคร้ง!"
"เคร้ง!"...
เมื่อพระจันทร์สลายไป จิตสัมผัสแห่งการสังหารสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ ผ่านไปนานกว่าจะสงบลง
"เจ้าบ้าไปแล้วรึ?" หงเหลียนกล่าวอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
นางไม่เข้าใจมนุษย์ผู้นี้เลยจริงๆ นอกจากระดับพลังที่ต่ำต้อยแล้ว เขายังรักตัวกลัวตายยิ่งชีพ
เรื่องอะไรก็ตามที่อาจเป็นภัยคุกคาม เขาแทบจะอยากถอนรากถอนโคน ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม
แต่บางครั้งเขาก็ย้อนแย้งอย่างน่าประหลาด เหมือนคนบ้าที่กล้าเอาชีวิตตัวเองไปวางเดิมพันบนโต๊ะพนันอย่างไม่ลังเล
"อึก!"
เลือดไหลซึมที่มุมปาก อาการวิงเวียนศีรษะถาโถมเข้ามา ฉินปู้อี้ไม่สนใจหงเหลียน
รอจนอาการวิงเวียนทุเลาลง เขาเงื้อดาบสังหารฟันครั้งที่สาม
"สังหาร · แดนมรณะ!"
แสงสลัวปรากฏขึ้นที่ปลายดาบสังหาร และรวมตัวกันจนมีขนาดเท่าเส้นผมอย่างรวดเร็ว
"ฟัน!" ฉินปู้อี้ตะโกน
"ฟุ่บ!"
แสงสลัวพุ่งตรงเข้าใส่จิตสัมผัสแห่งการสังหารด้วยความเร็วสูง
"เคร้ง!"
"ตูม!"
เสียงระเบิดดังสนั่น จิตสัมผัสแห่งการสังหารไม่อาจคงสภาพได้อีกต่อไป ระเบิดแตกกระจายในทันที
เศษซากจิตสัมผัสแห่งการสังหารกระจัดกระจายไปทั่ว ความบ้าคลั่ง ความโหดเหี้ยม ความเย็นชา และความกระหายเลือดที่แฝงอยู่ภายในสลายหายไปพร้อมกับการระเบิด เหลือไว้เพียงเจตจำนงแห่งการสังหารที่บริสุทธิ์
"แค่ก!"
ฉินปู้อี้กระอักเลือดออกมาอีกคำใหญ่ ใบหน้าซีดเผือดดั่งกระดาษทอง ล้มตัวลงนั่งหมดแรงกับพื้น
การทำลายจิตสัมผัสครึ่งหนึ่งของตัวเองด้วยมือตนเองนั้นอันตรายเกินบรรยาย หากพลาดเพียงนิดเดียวอาจถึงตาย
ความสำเร็จครั้งนี้ส่วนใหญ่มาจากโชค และความใจเด็ดที่กล้าลงมือกับตัวเองอย่างโหดเหี้ยม
ฉินปู้อี้ที่นั่งกองอยู่กับพื้นกล่าวเยาะเย้ยหงเหลียนว่า "ดูเหมือนครั้งนี้ เจ้านายอย่างข้าจะเป็นฝ่ายชนะ น่าเสียดายที่แผนการฆ่าข้าของเจ้าล้มเหลวไม่เป็นท่า"
หงเหลียนแค่นเสียงฮึ ไม่พูดอะไร นางใช้นิ้วชี้จิ้มไปที่หน้าผากของฉินปู้อี้ ข้อมูลสายหนึ่งไหลเข้าสู่สมองของเขา
เพลงดาบสังหารกระบวนท่าที่สี่ · สลายวิญญาณ
นอกจากสลายวิญญาณแล้ว ยังมีเคล็ดวิชาแถมมาให้อีกชุดหนึ่ง
เคล็ดวิชานั้นบันทึกวิธีการชำระล้างจิตสัมผัสรูปแบบต่างๆ ในธรรมชาติ แล้วดูดซับมาเป็นของตนเอง
ฉินปู้อี้มองหงเหลียนด้วยความประหลาดใจ หงเหลียนทำหน้าเย็นชาพลางกล่าวว่า
"อย่าคิดมาก ข้าแค่ไม่อยากให้เจ้าตายด้วยน้ำมือคนอื่น"
พูดจบหงเหลียนก็เงียบไป ฉินปู้อี้เริ่มฝึกฝนตามเคล็ดวิชาที่หงเหลียนให้มา
ไม่นานเขาก็รวบรวมจิตสัมผัสแห่งการสังหารที่บริสุทธิ์ซึ่งกระจายอยู่รอบๆ เข้ามาตรงหน้า
เขาเริ่มชำระล้างจิตสัมผัสแห่งการสังหารนั้นตามขั้นตอนในเคล็ดวิชา
ครึ่งชั่วยามผ่านไป จิตสัมผัสแห่งการสังหารก็ไร้ซึ่งเจตจำนงแห่งการฆ่าฟัน กลับกลายเป็นสีทองอร่ามตามเดิม
จิตสัมผัสในสมองยื่นออกมาดูดซับกลุ่มก้อนจิตสัมผัสที่กลับสู่สภาพปกตินี้ทีละน้อย...
ไม่ถึงหนึ่งก้านธูปก็ดูดซับจนหมด เมื่อดูดซับเสร็จ ใบหน้าของฉินปู้อี้ก็กลับมามีเลือดฝาด ความอ่อนล้าในร่างกายหายไปจนหมดสิ้น