- หน้าแรก
- เรียลลิตี้ลักพาตัวอลเวง เมื่อผมเล่นนอกบทกับซุปตาร์
- บทที่ 403 สเกลยังเล็กไปนะ
บทที่ 403 สเกลยังเล็กไปนะ
บทที่ 403 สเกลยังเล็กไปนะ
บทที่ 403 สเกลยังเล็กไปนะ
พาดหัวข่าวใหญ่เขียนไว้ว่า:
"เรือบรรทุกเครื่องบิน 004 'เรือกวางตุ้ง' เปิดตัวและเข้าประจำการอย่างเป็นทางการ!"
แน่นอนว่าการเข้าประจำการของเรือ 004 ไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด เพราะด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมา การสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินไม่ใช่เรื่องยากสำหรับประเทศอีกต่อไป
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรือบรรทุกเครื่องบิน 004 ลำนี้เป็นเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ขนาด 120,000 ตัน นี่คือสิ่งที่สร้างความฮือฮาให้กับสาธารณชนมากที่สุด
แม้เรือลำนี้จะได้รับบริจาคมาจากคุณสวีนามสมมติผู้ไม่ประสงค์ออกนาม แต่คาดการณ์ว่าหลังจากที่ประเทศได้ศึกษาและเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากเรือลำนี้แล้ว จะสามารถสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ลำต่อไปได้ในไม่ช้า! เผลอๆ อาจจะเชี่ยวชาญเทคโนโลยีด้านนี้อย่างสมบูรณ์เลยด้วยซ้ำ
ดังนั้น เรือบรรทุกเครื่องบิน 004 จึงมีความหมายที่สำคัญยิ่ง
หลังจากอ่านเนื้อหาข่าวจบ สวีโม่ก็โล่งใจเมื่อเห็นว่าข่าวระบุเพียงว่าได้รับบริจาคจากคุณสวีนามสมมติ โดยไม่ได้ระบุเจาะจงว่าเป็นใคร
คนกลัวดัง หมูกลัวอ้วน สวีโม่ไม่อยากตกเป็นเป้าความสนใจ โดยเฉพาะเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ขืนคนรู้เข้า ชาวเน็ตผู้กระตือรือร้นคงแห่กันมาจนหัวกระไดบ้านเขาไม่แห้งแน่ แถมหน้าที่การงานคงได้รับผลกระทบอย่างหนัก
ในเวลาเดียวกัน กลุ่มแชตเรื่องงานของสถานีตำรวจก็คึกคักไม่แพ้กัน
เช่นเดียวกับสวีโม่ เจ้าหน้าที่ตำรวจในสถานีไม่มีเวลาเช็กมือถือในเวลางาน เพราะมัวแต่วุ่นวายกับการสืบคดีมาทั้งวัน จนกระทั่งเลิกงานตอนเย็นถึงได้รู้ข่าวการเข้าประจำการของเรือบรรทุกเครื่องบิน 004
พวกเขารีบเข้ามาถกกันในกลุ่มทันที
"เชี่ย! พวกนายเห็นข่าวยัง? เรือ 004 เข้าประจำการแล้วนะเว้ย!"
"เพิ่งเห็น! แถมยังเป็นพลังงานนิวเคลียร์ด้วย ขนาดตั้ง 120,000 ตัน โคตรสุดยอด!"
"ให้ตายสิ เรือลำนี้ไม่ได้ใช้เงินภาษีสร้างนะ แต่มีขาใหญ่ใจปล้ำบริจาคให้โดยไม่ประสงค์ออกนาม ขาใหญ่คนนี้เป็นใครกันวะ? ใจป๋าขนาดบริจาคเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ น่าจะเป็นหมื่นล้านได้มั้ง?"
"มากกว่านั้นอีก หมื่นล้านมันแค่ราคาเรือพลังงานปกติ พลังงานนิวเคลียร์น่าจะแพงกว่านั้นเยอะ นี่แค่ค่าสร้างนะ ยังไม่รวมค่าวิจัยและพัฒนา! ค่า R&D น่าจะมหาศาลเลยล่ะ"
"ซี้ด... งั้นถ้ารวมค่าวิจัยด้วย คงทะลุแสนล้านเลยมั้ง?"
"พูดยาก แต่คงใกล้เคียง... ในข่าวบอกนามสกุลคนบริจาคด้วยนะ แซ่สวี เหมือนหัวหน้าทีมสวีของเราเลย"
"หัวหน้าทีมสวี คุณสวีนามสมมตินี่คงไม่ใช่ญาติหัวหน้าหรอกนะ? @สวีโม่"
"ต่อให้ตอนนี้ไม่ใช่ญาติ แต่เมื่อหลายร้อยปีก่อนก็คงแซ่เดียวกัน ฉันสังเกตว่าคนแซ่สวีนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ!"
"..."
ฮานเฟยเองก็เห็นบทสนทนาของลูกน้องในกลุ่ม
คนบริจาคเป็นญาติสวีโม่? เดาได้สเกลเล็กไปหน่อยมั้ง... คิดให้ใหญ่กว่านั้นสิ! ยิ่งเดาเวอร์เท่าไหร่ยิ่งดี!
คนบริจาคเป็นญาติสวีโม่เหรอ? ไม่ใช่ๆๆ เรือลำนี้สวีโม่เป็นคนบริจาคเองต่างหาก!
ต่างจากตำรวจคนอื่น ฮานเฟยรู้เบื้องลึกเบื้องหลังดี
แต่เพราะเซ็นสัญญาไปแล้ว ฮานเฟยรู้ว่าเรื่องนี้แพร่งพรายไม่ได้ เขาเลยเลือกที่จะเงียบ ไม่พิมพ์อะไรลงไปในกลุ่ม
เพื่อป้องกันการเผลอหลุดปาก ฮานเฟยเลยวางมือถือลง แกล้งทำเป็นไม่เห็นแชตของลูกน้องไปซะ
ความคิดของสวีโม่ก็คล้ายๆ กับฮานเฟย
ถ้าเป็นเวลาปกติ สวีโม่คงตอบกลับไปทีเล่นทีจริงว่า "ใช่แล้ว ฉันเป็นคนบริจาคเองแหละ"
แต่ไม่ใช่ตอนนี้ เพราะเขาเซ็นสัญญาปกปิดความลับไปแล้ว เรื่องบริจาคเรือบรรทุกเครื่องบินเป็นเรื่องที่เปิดเผยไม่ได้ แม้แต่จะพูดเล่นก็ไม่ได้
หลังจากส่งอีโมจิไปตอบรับแบบขอไปที สวีโม่ก็วางมือถือลง
เขามองสี่สาวที่นั่งอยู่บนโซฟา "พวกคุณกินข้าวเย็นกันหรือยัง?"
"ยังเลย ยังไม่ได้คิดว่าจะกินอะไรดี แล้วนายล่ะ?"
"ผมก็ยังไม่ได้กิน งั้นคืนนี้เราไปกินที่ร้านอาหารกันไหม? วันนี้ผมได้โบนัสมา เดี๋ยวผมเลี้ยงเอง"
"โอเค!" สี่สาวตอบเป็นเสียงเดียวกัน
ประจวบเหมาะกับวันนี้พวกเธอขี้เกียจทำกับข้าวพอดี การออกไปกินข้างนอกจึงเป็นไอเดียที่ดีมาก
ทุกคนตกลงกันอย่างรวดเร็วและตัดสินใจออกไปหาอะไรกิน
หลังจากล้างหน้าล้างตา สวีโม่ก็พาสี่สาวออกจากบ้าน
...
หลังมื้อเย็น สวีโม่แวะร้านดอกไม้ ซื้อไม้กระถางมาสองสามต้นใส่ไว้ท้ายรถ กะว่าจะเอาไปประดับที่โต๊ะทำงานในสถานีตำรวจพรุ่งนี้
ระหว่างทางกลับบ้าน เขาผ่านร้านขายชาและอุปกรณ์ชงชา สวีโม่เลยแวะเข้าไปซื้อชุดชงชามาด้วย เก็บไว้ท้ายรถเหมือนกัน กะว่าจะเอาไปลองชิมชาต้าหงเผาที่เพิ่งได้รับเป็นรางวัลจากระบบที่สถานีตำรวจพรุ่งนี้
วันรุ่งขึ้น
เมื่อสวีโม่มาถึงสถานีตำรวจ เขาทยอยขนกระถางต้นไม้และชุดชงชาจากรถขึ้นไปบนห้องทำงานหลายรอบ
อาศัยช่วงเวลาว่าง สวีโม่จัดวางกระถางต้นไม้ตามใจชอบ แล้วเริ่มชงชา
ทันใดนั้น ฮานเฟยก็ผลักประตูเดินเข้ามา
"สวีโม่ บ่ายนี้จะมีเจ้าหน้าที่จากสาขาย่อยเขตข้างๆ มาดูงานที่นี่ พอพวกเขามาถึง นายช่วยรับรองพวกเขาหน่อยนะ... ทำไมนายจู่ๆ ถึงมานั่งดื่มชาล่ะ? จำได้ว่านายไม่ดื่มชาไม่ใช่เหรอ? หืม? ชาของนายนี่ดีแฮะ กลิ่นหอมฟุ้งเชียว ชาอะไรน่ะ?"
ทันทีที่ฮานเฟยก้าวเข้ามา เขาก็ได้กลิ่นชาหอมสดชื่นเตะจมูก
ด้วยหน้าที่การงาน เขาต้องอดหลับอดนอนสืบคดีบ่อยๆ มีของกินไม่กี่อย่างที่ช่วยให้เขาตาสว่างได้ ฮานเฟยไม่ถนัดกาแฟ เขาเลยดื่มแต่ชา นานวันเข้าก็เลยมีความรู้เรื่องชาอยู่บ้าง
แต่ฮานเฟยเชื่อว่าในบรรดาชาทั้งหมดที่เขาเคยลิ้มลอง ไม่มีชาตัวไหนเทียบกลิ่นหอมของชาที่สวีโม่กำลังชงอยู่นี้ได้เลย
ฮานเฟยเริ่มสนใจ เขาถามสวีโม่ถึงชนิดของชา กะว่าจะไปหาซื้อมาดื่มบ้าง
"ต้าหงเผาครับ" สวีโม่ตอบตามความจริง
"ต้าหงเผา?" ฮานเฟยขมวดคิ้วเล็กน้อย กลิ่นมันต่างจากต้าหงเผาที่เขาเคยกินนี่นา!
แต่เขาก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ต้าหงเผาก็มีหลายเกรด กลิ่นและรสชาติของชาไม่ได้ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์อย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับกรรมวิธีการคั่วด้วย กลิ่นจะต่างกันบ้างก็เป็นเรื่องปกติ
ส่วนเรื่องต้าหงเผาจากต้นแม่พันธุ์ที่เขาอู่อี๋ ฮานเฟยไม่ได้นึกถึงความเป็นไปได้นั้นเลย
ชาชนิดนั้นห้ามเก็บเกี่ยวแล้ว จะบอกว่าสูญพันธุ์ไปแล้วก็คงไม่ผิดนัก ต้นแม่พันธุ์ต้าหงเผาที่เหลืออยู่มีแต่เซียนชาตัวจริงเท่านั้นถึงจะมีครอบครอง เป็นไปไม่ได้เลยที่คนอย่างสวีโม่ซึ่งไม่มีความรู้เรื่องชาจะหาชาแบบนั้นมาได้
"ลองชิมหน่อยไหมครับ?" สวีโม่รินชาใส่ถ้วยส่งให้ฮานเฟย
อันที่จริง ต่อให้สวีโม่ไม่เสนอ ฮานเฟยก็กะว่าจะหน้าด้านขอชิมอยู่แล้ว กลิ่นชามันหอมเย้ายวนเกินไป แค่ได้กลิ่นก็ทำเอาฮานเฟยเปรี้ยวปากอยากลอง
ฮานเฟยยิ้มแล้วนั่งลง
"งั้นฉันไม่เกรงใจละนะ"
เขาหยิบถ้วยชาขึ้นมาดม กลิ่นหอมทำให้เขาเคลิบเคลิ้มทันที สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความสุข
"ชาของนายนี่อย่างต่ำๆ ต้องจินละหลายร้อยหยวนแน่ๆ ใช่ไหม?" เขาพูดพลางเป่าไล่ความร้อนแล้วจิบชาคำเล็กๆ
"อืม! ของแพงมันดีอย่างนี้นี่เอง รสชาติดีกว่าชาจินละไม่กี่สิบหยวนของฉันลิบลับเลย นายซื้อที่ไหน? เดี๋ยววันหลังฉันจะไปซื้อบ้าง"
ฮานเฟยติดใจเข้าให้แล้วและวางแผนจะซื้อมาตุนไว้เอง ชาจินละหลายร้อยหยวนถือว่าแพงเอาเรื่อง แต่ถ้ากัดฟันหน่อยเขาก็พอจ่ายไหว!