- หน้าแรก
- เทพชะตาแห่งโอลิมปัส
- บทที่ 11 ความท้าทายแห่งความกล้าหาญ
บทที่ 11 ความท้าทายแห่งความกล้าหาญ
บทที่ 11 ความท้าทายแห่งความกล้าหาญ
บทที่ 11: ความท้าทายแห่งความกล้าหาญ
ไกอาเดินทางกลับมายังขุนเขาแห่งทวยเทพ ทว่าจิตใจของนางยังคงไม่สงบ
ทาเรน เทพแห่งคำพยากรณ์ผู้อ่อนแอผู้นั้น แท้จริงแล้วคือพระบิดาของสามเทพธิดาแห่งโชคชะตาหรือนี่?
แม้จะได้เห็นกับตาตัวเอง ไกอาก็ยังคงรู้สึกเหลือเชื่อและยากจะปักใจเชื่อ
การค้นพบครั้งนี้ทำให้นางหวนนึกถึงหลายสิ่งที่นางไม่เคยฉุกคิดมาก่อน เหตุใดทาเรนจึงถือกำเนิดก่อนเทพเจ้าบรรพกาลแต่กลับยังคงอ่อนแอ และเหตุใดแม้จะอ่อนแอ เขากลับมองเห็นชะตากรรมของราชันแห่งทวยเทพได้
นั่นเป็นเพราะเขาคือโชคชะตา และโชคชะตาคือสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ มีเพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วเท่านั้นที่ถือว่าแน่นอน ส่วนที่ยังไม่เกิดล้วนเป็นเพียงคำทำนาย
สิ่งนี้อธิบายได้ว่าเหตุใดทาเรนจึงสามารถเติบโตจากตัวตนที่อ่อนแอ จนแทบไม่สามารถรักษารูปลักษณ์ของเทพไว้ได้ มาสู่ระดับพลังเทพขั้นต้นได้ในเวลาเพียงหนึ่งพันปี ความเร็วระดับนี้ถือว่ารวดเร็วมาก เพราะเขาคอยผลักดันให้โชคชะตาดำเนินไปข้างหน้าอยู่เสมอ
ตั้งแต่การเริ่มให้คำทำนายจนถึงการเตือนสติให้นางลงมือกระทำ ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งที่เขาเล็งเห็นมานานแล้ว
เขาไม่ใช่เพียงเทพแห่งคำพยากรณ์ แต่เขาคือเทพแห่งโชคชะตา!
อำนาจหน้าที่ที่เขาไม่อาจควบคุมและต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากราชันแห่งทวยเทพเพื่อทำให้มั่นคงนั้น ไม่ใช่คำพยากรณ์ที่อ่อนแอ แต่เป็นโชคชะตาที่ไม่อาจควบคุมต่างหาก
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาสามารถให้กำเนิดสามเทพธิดาแห่งโชคชะตาร่วมกับเทพีแห่งราตีกาลผู้สูงส่ง ความสามารถอันยิ่งใหญ่ของเทพธิดาทั้งสามในการมองเห็นเสี้ยวหนึ่งของโชคชะตานั้นมีต้นกำเนิดมาจากการมอบให้ของทาเรน
น่าขบขันนักที่ยูเรนัสไม่รู้เลยว่าคำพูดพล่อยๆ ของตนได้กลายเป็นของขวัญอันล้ำค่าเพียงใด ของขวัญชิ้นนี้จะนำไปสู่การล่มสลายของบัลลังก์ราชันแห่งทวยเทพในอนาคต
เขายังคงไม่รู้ตัว จนถึงทุกวันนี้ก็ยังมองว่าทาเรนเป็นเพียงตัวตนที่ไร้ค่า คิดว่าเสียเวลาที่จะชายตามอง ความเย่อหยิ่งและถือดีนี้จะทำให้เขาต้องชดใช้ในที่สุด
เมื่อเข้าใจทุกอย่างกระจ่างแจ้ง ไกอาได้แต่ทึ่งในความผันผวนของโชคชะตา แต่เหนือสิ่งอื่นใด นางรู้สึกประหลาดใจระคนยินดี
ในที่สุดนางก็เชื่อคำพูดของทาเรน หากเขาคือเทพแห่งโชคชะตาผู้ยิ่งใหญ่ ย่อมพิสูจน์ได้ว่าคำทำนายที่เขาเคยกล่าวไว้เมื่อหนึ่งพันปีก่อนย่อมต้องเป็นจริง
ยูเรนัสจะถูกโค่นล้มโดยลูกๆ ของเขาเอง และนางจะเป็นญาติสนิทที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือลูกๆ
หัวใจของไกอาที่เคยกระวนกระวายเพราะความอ่อนแอของทาเรน บัดนี้สงบนิ่งลงอย่างสมบูรณ์ นางเลือกที่จะเชื่อมั่นในการนำทางของโชคชะตาอย่างแน่วแน่
ในเวลานั้นเอง เหล่าสิบสองไททันที่ทนรับการทรมานและการหยอกล้อของยูเรนัสไม่ไหวอีกครั้ง ได้พากันซมซานร้องไห้มาขอความคุ้มครองจากไกอา เทพีแห่งผืนดิน
เป็นเช่นนี้มานับพันปี ทุกครั้งที่พวกเขาถึงขีดจำกัด พวกเขาจะอ้อนวอนขอให้ไกอาปกป้อง และทุกครั้งไกอาจะก้าวออกมา ยอมร่วมหลับนอนกับยูเรนัสด้วยความเจ็บปวดเพื่อให้ลูกๆ ได้มีโอกาสหายใจ
แต่ครั้งนี้ นางไม่ได้ทำเช่นนั้น
ยูเรนัสเองก็ไม่อยากแตกหักกับไกอาโดยตรง เขายังคงกังวลเรื่องคำทำนาย จึงมุ่งหน้าไปยังวิหารแห่งโชคชะตาอีกครั้ง เพื่อรอคำตอบจากสามเทพธิดา
เขาหารู้ไม่ว่า ในช่วงเวลาที่เขาไม่อยู่ที่ขุนเขาแห่งทวยเทพ บทสนทนาที่จะเปลี่ยนแปลงโลกกำลังเกิดขึ้น
ไกอามองดูลูกๆ ที่บอบช้ำตรงหน้าด้วยความปวดใจแสนสาหัส นางตั้งใจรักษาบาดแผลให้พวกเขา สีหน้าเต็มไปด้วยความโศกเศร้าที่ไม่อาจระงับ
"ลูกที่น่าสงสารของข้า บาดแผลของพวกเจ้าช่างน่าสลดใจยิ่งนัก พ่อของพวกเจ้า ราชันผู้ไร้หัวใจผู้นั้น เหตุใดจึงลงมือกับพวกเจ้าได้หนักหนาเพียงนี้?"
สิบสองไททันที่ถูกทรมานจนสภาพย่ำแย่ทำได้เพียงพึ่งพาไกอาเพื่อขอเวลาพักหายใจชั่วครู่
"ลูกเอ๋ย แม่ทนกับวันเวลาอันน่าเศร้าโศกเหล่านี้มามากพอแล้ว และแม่เชื่อว่าพวกเจ้าก็เช่นกัน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดเราไม่ยุติชีวิตอันเลวร้ายนี้เสียที?"
สิ้นคำกล่าวนี้ สีหน้าของเหล่าสิบสองไททันเปลี่ยนไปในทันที พวกเขาจ้องมองพระแม่ธรณีผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเมตตาด้วยความตกตะลึง ราวกับไม่อยากเชื่อว่านางจะเอ่ยวาจาเช่นนี้ออกมาได้
"ทรราชผู้โหดเหี้ยมนั่นทำร้ายพวกเจ้า ละเมิดกฎแห่งการให้กำเนิดของแม่ และยังยัดเยียดพี่น้องของพวกเจ้ากลับเข้าไปในร่างกายแม่เพื่อจองจำตลอดกาล นี่เป็นการกระทำที่ผิดธรรมชาติ ขัดต่อเจตจำนงของโลก เขาไม่คู่ควรจะเป็นราชันแห่งทวยเทพอีกต่อไป!"
ไกอาเล่าถึงความผิดทั้งหมดด้วยน้ำเสียงเย็นชา ความรักและความหวานชื่นในอดีตมลายหายไปจนหมดสิ้น การทรมานเกือบพันปีหลงเหลือไว้เพียงความเกลียดชังและความชิงชังที่มีต่อยูเรนัส
เหล่าสิบสองไททันสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นของไกอา พวกเขาเองก็คาดไม่ถึงว่าญาติสนิทที่จะช่วยเหลือพวกเขาตามคำทำนายเมื่อพันปีก่อน จะเป็นพระแม่ธรณีผู้เมตตาผู้นี้
แต่จะว่าไปแล้ว จะมีใครใกล้ชิดไปกว่าแม่บังเกิดเกล้าเล่า?
"แต่ว่า... พลังของพวกเราอ่อนแอเกินไป พวกเราไม่มีทางต่อกรกับองค์ราชันได้เลย" โอเชียนัส เทพแห่งมหาสมุทรอดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาแฝงความหวาดกลัวอย่างไม่ปิดบัง
เขาเป็นหนึ่งในผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่สิบสองไททัน แต่ก็เช่นเดียวกับตอนที่เผชิญหน้ากับทาเรน เขาไม่มีความกล้าที่จะต่อต้านยูเรนัส
ไม่ใช่แค่เขา แต่ไททันองค์อื่นๆ ก็เงียบกริบเช่นกัน ไม่มีใครกล้าปริปากแม้แต่คนเดียว
การทรมานเกือบพันปีได้ฝังความหวาดกลัวต่อยูเรนัสลงในจิตใจของเหล่าไททันอย่างลึกซึ้ง พวกเขาไม่กล้าเผชิญหน้ากับพระบิดาผู้ยิ่งใหญ่ อย่าว่าแต่จะยกอาวุธขึ้นสู้เลย
ยิ่งไปกว่านั้น ช่องว่างของพลังระหว่างพวกเขานั้นห่างชั้นกันเกินไป ยูเรนัสคือราชันแห่งทวยเทพที่โลกยอมรับ พลังเทพของเขาเหนือกว่าแม้กระทั่งเทพเจ้าบรรพกาล ก้าวไปถึงระดับพลังแห่งการสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่
ด้วยระดับพลังเช่นนี้ ต่อให้สิบสองไททันและไกอาร่วมมือกัน ก็ยังไม่เพียงพอที่จะต้านทานยูเรนัสที่ใช้เพียงมือเดียวจัดการพวกเขาได้
มันจะต่างอะไรกับการเอาชีวิตไปทิ้งเปล่าๆ?
สายตาของไกวาดผ่านลูกทั้งสิบสองคน ไททันทุกคนที่สบตากับนางต่างก้มหน้าหลบ ไม่กล้าสู้สายตา
ไกอารู้สึกผิดหวังอย่างรุนแรงในทันที
นางไม่ได้เร่งเร้า และไม่ได้ตำหนิพวกเขา เพียงแต่กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า "พวกเจ้าจะเลือกนิ่งเงียบก็ได้ แต่พวกเจ้าต้องรู้ไว้ว่า พ่อของพวกเจ้าจะไม่ยอมให้มีตัวตนที่ทรงพลังใดๆ ถือกำเนิดขึ้น"
"ในเวลาเพียงพันปี พวกเจ้าก็มีพลังเทพมหาศาลแล้ว แล้วต่อไปเล่า? พวกเจ้าคิดว่าราชันผู้โหดเหี้ยมนั่นจะยอมให้พวกเจ้ามีตัวตนอยู่ได้อีกนานแค่ไหน?"
"สักวันหนึ่ง องค์ราชันจะหมดความอดทนและลงมือกับพวกเจ้า พวกเจ้าจะถูกจองจำตลอดกาลเหมือนกับพี่น้องของพวกเจ้า ถึงเวลานั้น แม้แต่แม่ก็ไม่อาจช่วยพวกเจ้าได้"
ไกอาพูดความจริงที่โหดร้ายที่สุดด้วยถ้อยคำที่สงบนิ่งที่สุด ความจริงเช่นนี้ทำลายการหลอกตัวเองเพื่อหลบหนีความจริงของสิบสองไททันจนหมดสิ้น
ในใจพวกเขารู้ดีว่าหากไม่ลุกขึ้นสู้ จุดจบเพียงอย่างเดียวคือการถูกจองจำชั่วนิรันดร์โดยราชันผู้นั้น
และวันนั้นคงอยู่อีกไม่ไกล
เมื่อเห็นสีหน้าของลูกๆ เปลี่ยนไป ไกอาจึงอ่อนเสียงลงและกล่าวอย่างจริงจังและมั่นใจ "อย่าได้กลัวไปเลย โชคชะตาอยู่ข้างเรา"
"พวกเราจะต้องทำสำเร็จ อาจมีอุปสรรคบ้าง แต่เราจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน"
ความมั่นใจของพระแม่ธรณีส่งผ่านไปถึงเหล่าไททัน ทำให้ความกังวลลดน้อยลง แต่ก็ยังไม่มีใครกล้าก้าวออกมา
ในขณะที่ไกอากำลังจะสิ้นหวังอย่างสมบูรณ์ ในที่สุดก็มีใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมา—
"ท่านแม่ ข้าจักลองดู"