- หน้าแรก
- ข้าบำเพ็ญเซียนถูกกฎหมาย ทำไมพรี่ชายถึงบอกว่าข้าเป็นมาร
- บทที่ 36 บอลเกงกิแห่งความมืด!
บทที่ 36 บอลเกงกิแห่งความมืด!
บทที่ 36 บอลเกงกิแห่งความมืด!
พระเจ้าช่วยกล้วยทอด พี่ระบบเล่นใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอ?
แก้ไขชะตาชีวิตของเป้าหมายได้โดยตรง แถมยังไม่มีข้อจำกัดเรื่องระดับการบำเพ็ญเพียรหรือความแข็งแกร่งของผู้ถูกร่ายวิชาใส่อีกด้วย?
นี่มันไม่ใช่แค่โปรแกรมโกงธรรมดาแล้ว แต่มันคือโคตรโปรชัดๆ!
เดี๋ยวก่อน ใจเย็น!
วิชามาร·ดัชนีลิขิต แสดงผลแค่ชะตาชีวิตของเป้าหมายในวันนั้นเท่านั้น แถมการแก้ไขชะตาก็น่าจะมีขีดจำกัดอยู่เหมือนกัน
พวกคำว่า "ฆ่า" หรือ "ตาย" คงไม่สามารถใส่ลงไปได้แน่ๆ
ดังนั้นขีดจำกัดของการเปลี่ยนชะตาคงทำได้แค่ทำให้บุคคลสำคัญสักคนโชคร้ายสุดๆ หรือโชคดีสุดๆ ในวันนั้น เพียงแค่นั้นเอง
ยิ่งไปกว่านั้น โอกาสในการเปลี่ยนชะตาที่มีเพียงครั้งเดียว รางวัลภารกิจครั้งนี้ในทางปฏิบัติ จึงไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด
แต่ไม่ว่าจะพูดยังไง รางวัลภารกิจครั้งนี้ก็เหมือนได้มาฟรีๆ ซูหยวนย่อมไม่เรื่องมากอยู่แล้ว
เขาปิดหน้าต่างระบบอย่างอารมณ์ดี แล้วไปยืนเข้าเวรที่ป้อมยามในอพาร์ตเมนท์เฟยยวิ๋นกับเฉินนั่วยีต่อ
และก็เป็นไปตามที่ซูหยวนคาดการณ์ไว้ตั้งแต่เมื่อวาน คืนนี้หลังจากสกัดกั้นพวกไรเดอร์ส่งอาหารได้อีกระลอก ค่าชื่อเสียงในวิถีมารของเขาก็แตะหนึ่งพันในที่สุด!
[ภารกิจ: ครองถิ่น (สำเร็จแล้ว)]
[ความคืบหน้าภารกิจ: ค่าชื่อเสียง (1000/1000)]
[รางวัลภารกิจ: ยกระดับขั้นวิชามาร (เลือกเองได้) (ส่งมอบแล้ว)]
วินาทีต่อมา หน้าต่างระบบตรงหน้าซูหยวนก็ปรากฏรายชื่อวิชามารที่สามารถอัปเกรดได้ขึ้นมา
และก็เป็นไปตามคาด วิชามาร·ดัชนีลิขิต และ วิชามาร·ดัชนีวิญญาณ ต่างก็อยู่ในรายการ แต่ก็นั่นแหละ นอกจากสองวิชานี้แล้ว เขาก็ไม่มีวิชามารอื่นอีกเลย
เอาตามแผนเดิม เก็บแต้มอัปเกรดนี้ไว้ก่อน
ซูหยวนปิดหน้าต่างระบบ รอจนถึงเที่ยงคืนเลิกงาน เขาจึงอ้างเรื่องการเรียน บอกกับลุงหวังยามกะดึกว่าเขาและเฉินนั่วยีคงมาเป็น รปภ. ไม่ได้ชั่วคราว
ลุงหวังเข้าใจเป็นอย่างดี และจ่ายเงินค่าจ้างให้ทั้งสองคนจนครบอย่างใจป้ำ
จากนั้นทั้งสองคนก็ขึ้นไปบนดาดฟ้าตึกของอพาร์ทเม้นท์ตามเดิม เพื่อเริ่มศึกษาวิชาเคล็ดวิชาที่อาจารย์หลีส่งมาให้
หัวสองหัวสุมกันศึกษาวิชานี้อยู่นานครึ่งค่อนวัน ในที่สุดก็พอจะเข้าใจหลักการของเคล็ดวิชานี้
เคล็ดวิชานี้มีชื่อว่า 《เคล็ดวิชาโจมตีใจเพลิงโทสะ》 เป็นวิชามหัศจรรย์ที่สามารถเปลี่ยนความโกรธของตนเองให้กลายเป็นพลังเสริมแกร่งในการต่อสู้ได้
พูดง่ายๆ ก็คือ ยิ่งโกรธยิ่งเก่ง!
ยังดีที่ไม่มีผลข้างเคียงแบบตัวเขียวหรือร่างกายขยายใหญ่ขึ้น
และผลของการเสริมแกร่งจากวิชานี้ก็มีขีดจำกัด ที่ระดับสูงสุดสามารถเพิ่มพลังต่อสู้ให้ผู้ฝึกได้ประมาณ 30 % และจำกัดอยู่แค่ในขั้นขัดเกลาพลังปราณเท่านั้น
หากเป็นผู้ฝึกตนสร้างรากฐานใช้วิชานี้ ต่อให้ฝึกจนบรรลุขั้นสูงสุด โกรธจนผมชี้ตั้ง ก็เพิ่มพลังต่อสู้ได้มากสุดแค่ 10 % เท่านั้น
เคล็ดลับในการฝึกวิชานี้อยู่ที่การควบคุมอารมณ์ของตนเอง และวิธีเปลี่ยนความโกรธให้กลายเป็นพลังงานเสริมแกร่งอย่างเป็นระบบ
ต้องยอมรับว่า นี่เป็นเคล็ดวิชาที่ฟังดูง่าย แต่ฝึกจริงๆ ไม่ง่ายเลย
การที่อาจารย์หลีถ่ายทอดวิชานี้ให้ ก็นับว่าให้เกียรติพรสวรรค์ของเขามากพอสมควร
แล้วซูหยวนจะสามารถเรียนรู้วิชานี้ได้ในเวลาสั้นๆ หรือไม่?
คำตอบคือ...
"หัวหน้านั่วยี ช่วยสอนหน่อยสิว่าไอ้นี่มันฝึกยังไง ฉันไม่เข้าใจเลย!"
ซูหยวนทำหน้าคาดหวัง นั่งรอให้เฉินนั่วยีป้อนข้าวป้อนน้ำ
เฉินนั่วยีอาจจะจนเงินไปหน่อย แต่ความรู้และสติปัญญาของเธอนั้นมั่งคั่งเหลือล้น เพราะงั้น...
แม่เลี้ยงครับ หิวจัง ขอข้าวหน่อย
และเทพธิดาที่สอบได้ที่หนึ่งของห้องก็ไม่ทำให้ซูหยวนผิดหวังจริงๆ
หลังจากที่เธอศึกษาวิชาที่เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกนี้เพียงครึ่งชั่วโมง เธอก็เริ่มอธิบายให้ซูหยวนฟังอย่างจริงจัง
หลังจากฟังคำอธิบายที่ลึกซึ้งแต่เข้าใจง่าย ซูหยวนก็เริ่มจับเคล็ดลับในการเปลี่ยนความโกรธได้ลางๆ
และในตอนนั้นเอง ก็มีเสียง "ติ๊ง" ดังขึ้นในสมองของซูหยวน
[จำนวนวิชามาร +1]
[รายการวิชามารที่สามารถอัปเกรดได้ถูกอัปเดตแล้ว!]
ได้ยินเสียงแจ้งเตือนระบบที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันข้างหู ซูหยวนถึงกับงง
หมายความว่าไง? วิชามารของฉันเพิ่มขึ้นเหรอ?
ฉันจำได้ว่าช่วงนี้ไม่ได้ทำภารกิจอะไรเกี่ยวกับวิชามารเลยนี่นา
ด้วยความสงสัย ซูหยวนจึงเปิดหน้าต่างระบบดู แล้วก็ต้องพูดไม่ออก
ในรายการวิชามารที่สามารถอัปเกรดได้ ปรากฏวิชาที่ชื่อว่า 《เคล็ดวิชาโจมตีใจเพลิงโทสะ》 เพิ่มขึ้นมาเฉยเลย!
เฮ้ย นี่ก็นับเป็นวิชามารด้วยเรอะ? ระบบแกป่วยหนักแล้วมั้ง!
แต่เหมือนเพื่อตอบสนองกับคำพูดของซูหยวน เสียงแจ้งเตือนระบบดังขึ้นอีกครั้ง
[ในสภาพแวดล้อมอันโหดร้ายที่มีฝ่ายธรรมะรายล้อม เจ้ายังสามารถค้นพบวิชามารที่มีศักยภาพมหาศาลเช่นนี้ได้ สมแล้วที่เป็นจอมมารผู้เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ สติปัญญา และวาสนา]
[และวิชามารที่สามารถควบคุมอารมณ์ด้านลบของผู้ฝึกตนนี้ กลับถูกพวกฝ่ายธรรมะผู้โง่เขลาเข้าใจผิดว่าเป็นวิชาสายธรรมะ เจ้าได้แต่รู้สึกว่าพวกฝ่ายธรรมะช่างน่าขันสิ้นดี]
[แต่ไม่นานเจ้าก็ค้นพบอย่างเฉียบแหลมว่า ในการประลองย่อยของสำนักที่กำลังจะมาถึง เจ้าอาจจะใช้วิชามารนี้ได้อย่างเปิดเผย เพื่อบดขยี้พวกอัจฉริยะฝ่ายธรรมะ และประกาศศักดาแห่งวิถีมาร!]
ซูหยวน: "..."
ดีมาก ดูเหมือนแกจะเป็นระบบที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ รู้จักวางแผนล่วงหน้าให้โฮสต์อย่างฉันด้วย
ขอบใจมากนะ!
แต่หลังจากไตร่ตรองดู ซูหยวนก็พบว่าแผนที่ระบบเสนอมาทั้งๆที่ใส่ร้ายเขาไปด้วยนั้น มันดันเป็นไปได้จริงๆ
ถ้าอัปเกรด 《เคล็ดวิชาโจมตีใจเพลิงโทสะ》 ให้กลายเป็นไพ่ตาย การประลองย่อยของสำนักครั้งนี้ก็คงคว้าชัยชนะมาได้ง่ายๆ เลยไม่ใช่เหรอ?
ในเมื่อเป็นอย่างนั้น รางวัลยกระดับวิชามารในครั้งนี้ก็ใช้ๆ ไปเถอะ
ใช้ก่อนได้เปรียบก่อน
เมื่อคิดได้ดังนั้น ซูหยวนก็เลือกอัปเกรด 《เคล็ดวิชาโจมตีใจเพลิงโทสะ》 อย่างไม่ลังเล
เจ้าระบบ ขอฉันดูขีดจำกัดของแกหน่อย อัพเลย!
วินาทีต่อมา ตัวอักษรใหญ่สี่คำ "เคล็ดวิชาโจมตีใจเพลิงโทสะ" บนหน้าต่างระบบก็ถูกเคลือบด้วยแสงสีดำ ดูมืดมนอย่างที่สุด
จากนั้นความรู้จำนวนมหาศาลก็หลั่งไหลเข้าสู่สมองของซูหยวน
ความรู้เหล่านี้ล้วนมีรากฐานมาจาก 《เคล็ดวิชาโจมตีใจเพลิงโทสะ》 แต่กลับเหนือล้ำกว่าต้นฉบับไปไกล
ความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ วิชามารที่เดิมทำได้เพียงดึงความโกรธของตัวเองมาใช้ ตอนนี้สามารถขยายขอบเขตออกไปภายนอกได้แล้ว!
หากฝึกวิชานี้สำเร็จ ไฟโทสะและอารมณ์ด้านลบอื่นๆ ของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในรัศมีรอบตัวผู้ฝึก จะสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ฝึกได้
ซูหยวนเรียกมันว่า— บอลเกงกิความมืด!
และ "เคล็ดวิชาโจมตีใจเพลิงโทสะ" ฉบับอัปเกรดนี้ ขีดจำกัดการเสริมพลังก็เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 60 % ของพลังผู้ใช้!
แน่นอน ยังจำกัดอยู่แค่ขั้นขัดเกลาพลังปราณ
แต่ในทางกลับกัน ความยากในการฝึกฝนฉบับอัปเกรดก็เพิ่มขึ้นมหาศาลเช่นกัน
โชคดีที่ในฐานะผู้คิดค้นวิชานี้ (หน้าด้านเคลม) ซูหยวนเข้าใจทุกอย่างเกี่ยวกับเคล็ดวิชานี้แล้ว
ขอแค่ฝึกฝนสักสองสามวัน ให้ร่างกายและจิตใจคุ้นชินกับวิชานี้ ก็สามารถฝึกสำเร็จได้อย่างสมบูรณ์!
ตอนนี้เมื่อซูหยวนกลับไปมอง "เคล็ดวิชาโจมตีใจเพลิงโทสะ" ฉบับดั้งเดิม ก็รู้สึกว่ามันหยาบกระด้าง มีจุดที่ต้องปรับปรุงเต็มไปหมด
ดังนั้นไม่ว่าจะมองจากมุมไหน การอัปเกรดครั้งนี้คือกำไรมหาศาลจริงๆ
ซูหยวนเริ่มสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้กับเฉินนั่วยีทันที
แม้จะไม่ได้บอกเนื้อหาของเคล็ดวิชาฉบับอัปเกรดให้อีกฝ่ายรู้ แต่ด้วยความเข้าใจในวิชานี้ เขาก็สามารถถกเถียงกับเฉินนั่วยีได้อย่างสูสี
จนตอนหลังกลายเป็นว่าเขาพลิกกลับมาเป็นฝ่ายติวให้เฉินนั่วยีแทนเสียอย่างนั้น
และในขณะที่ทั้งสองกำลังถกเถียงเรื่องวิถีแห่งการต่อสู้อย่างออกรส อีกด้านหนึ่งของเมืองไท่หัว
เรือเหาะสุดหรูลำหนึ่งลากหางแสงยาวพาดผ่านท้องฟ้า ในที่สุดก็ค่อยๆ ร่อนลงจอดที่ลานจอดเรือบนดาดฟ้าโรงแรมหรูแห่งหนึ่ง
ประตูเรือเหาะเปิดออกราวกับปีกพญาอินทรี ร่างสองร่าง หนึ่งใหญ่หนึ่งเล็ก เดินลงมาจากเรือเหาะตามลำดับ และเดินเข้าสู่ภายในโรงแรมโดยมีพนักงานคอยนำทาง
"คุณพ่อคะ คุณพ่อจะลดตัวมาสอนหนังสือที่โรงเรียนมัธยมไท่หัวจริงๆ เหรอคะ?"
ในบรรดาสองร่างนั้น ร่างเล็กคือเด็กผู้หญิงที่มีผมยาวสีเงินสวมชุดเดรสสีขาวนวล ใบหน้าประณีตงดงามราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ ผิวขาวผ่องและมีออร่าเย็นชา เป็นโลลิผมขาวตาสีทองที่สมบูรณ์แบบ
โลลิน้อยดูจากภายนอกอายุไม่เกินสิบขวบ ตอนนี้กำลังเงยหน้าถามชายหนุ่มรูปงามที่เดินนำอยู่ข้างหน้า
ดวงตาสีทองสุกสกาวคู่นั้นเต็มไปด้วยความสงสัย
ชายหนุ่มที่ดูภายนอกอายุไม่ถึงสามสิบปี ท่าทางเป็นผู้ใหญ่และคล่องแคล่ว หันกลับมาอธิบายด้วยรอยยิ้ม:
"เมืองไท่หัวเป็นบ้านเกิดของพวกเรา ในเมื่อประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงแล้ว กลับมาสอนหนังสือสักสองสามวัน ตอบแทนบ้านเกิดบ้างก็ดีเหมือนกัน"
"ช่วงที่พ่อสอนหนังสือ ลูกก็เที่ยวเล่นในเมืองไท่หัวให้สนุกเถอะ อย่าเอาแต่อุดอู้อยู่แต่ในห้อง"
โลลิผมขาวพยักหน้าเบาๆ คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถามว่า:
"งั้นหนูขอไปดูโรงเรียนมัธยมไท่หัวได้ไหมคะ?"
ชายหนุ่มลังเล: "พ่อต้องไปพบเพื่อนเก่าในสองสามวันนี้ คงไม่ได้ไปเยี่ยมชมโรงเรียนมัธยมไท่หัวทันทีหรอกนะ"
"งั้นหนูไปคนเดียว"
เมื่อสบตากับแววตาที่จริงจังและแน่วแน่ของโลลิผมขาว ชายหนุ่มรูปงามก็จนปัญญา ได้แต่พูดด้วยความเอ็นดูว่า:
"ถ้าอยากไปดูก็ไปเถอะ แต่จำไว้นะว่าต้องระวังความปลอดภัยดีๆ"
"อื้อ"
"พ่อหมายถึง ระวังความปลอดภัยของพวกนักเรียนโรงเรียนมัธยมไท่หัวนะ อย่าไปทำใครบาดเจ็บเข้าล่ะ"