เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

WS บทที่ 478 ปราสาทเจิดจรัส PART 2

WS บทที่ 478 ปราสาทเจิดจรัส PART 2

WS บทที่ 478 ปราสาทเจิดจรัส PART 2


หลังจากมาถึงมิติใหม่นี้ เมอร์ลินก็อยากรู้อย่างมากเกี่ยวกับปราสาทเจิดจรัสมาโดยตลอด ท้ายที่สุด นี่อาจเป็นขุมพลังที่แข็งแกร่งที่สุดในมิตินี้ นอกจากนี้ แม้ขุมพลังจะขยายไปทั่วทั้งมิติแต่ก็ไม่รบกวนการใช้ชีวิตของผู้คนในมิติเลย

มีเพียงนักเวทย์ระดับเก้าเท่านั้นที่จะไปที่ปราสาทเจิดจรัสเพื่อทำการทดสอบ หากพวกเขาผ่านการทดสอบและกลายเป็นหนึ่งในนักเวทย์ผู้รุ่งโรจน์ในปราสาทเจิดจรัส พวกเขาจะได้รับคำแนะนำบางอย่างเพื่อให้กลายเป็นจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่มีอำนาจมากยิ่งขึ้น

ความรู้ทั้งหมดที่มีอยู่ในมิตินี้เช่นคาถาได้รับการถ่ายทอดโดยจอมเวทย์โมแกน ผู้ก่อตั้งปราสาทเจิดจรัส ยิ่งกว่านั้น จอมเวทย์โมแกนเป็นคนใจกว้าง ถึงขนาดที่ว่าปราสาทเจิดจรัสที่เขาก่อตั้งนั้นจะมีขุมพลังไร้ขีดจำกัดแต่มันก็ไม่รบกวนการคงอยู่ของโลกภายนอกและจะไม่เข้าไปยุ่งในการต่อสู้แย่งชิงอำนาจระหว่างกองกำลังต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม ปราสาทเจิดจรัสเป็นกองกำลังอันดับหนึ่งอย่างปฏิเสธไม่ได้ ไม่เพียงเพราะโมแกนเป็นจอมเวทย์ในตำนานเท่านั้น แต่เป็นเพราะที่นั่นมีนักเวทย์ระดับเก้าและจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่มารวมกันอยู่นับไม่ถ้วน

ในขณะที่จอมเวทย์โมแกนไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอก เขาสนใจดูแลพวกนักเวทย์ระดับเก้าให้กลายเป็นจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้น สำหรับนักเวทย์ระดับเก้าทั่วไป เมื่อพวกเขามาถึงทางตัน พวกเขาไม่รู้ว่าการจะก้าวไปสู่การเป็นจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ต้องทำอย่างไร ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะเป็นจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ด้วยตัวของพวกเขาเอง

ดังนั้น เมื่อเลื่อนระดับเป็นนักเวทย์ระดับเก้า พวกเขาจะเลือกไปที่ปราสาทเจิดจรัสและทำการทดสอบเพื่อดูว่าพวกเขาสามารถกลายเป็นนักเวทย์ผู้รุ่งโรจน์ได้หรือไม่?

มีเพียงนักเวทย์ผู้รุ่งโรจน์เท่านั้นที่มีโอกาสได้รับคำแนะนำบางอย่างที่จอมเวทย์โมแกนส่งต่อเพื่อให้กลายเป็นจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ มันเป็นเส้นทางที่ค่อนข้างไม่มีอะไรกีดขวาง ดังนั้น การเป็นนักเวทย์ผู้รุ่งโรจน์คือใบเบิกทางที่จะทำให้นักเวทย์ระดับเก้าก้าวเข้าสู่การเป็นจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่

นักเวทย์เหล่านั้นที่กลายเป็นนักเวทย์ผู้รุ่งโรจน์ส่วนใหญ่จะต้องลงนามสัญญากับปราสาทเจิดจรัสเพื่อไม่ให้เปิดเผยความรู้เกี่ยวกับความก้าวหน้าจากระดับเก้าไปสู่จอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่สู้ภายนอก ดังนั้นปราสาทเจิดจรัสที่ก่อตั้งโดยจอมเวทย์โมแกนจึงสามารถควบคุมนักเวทย์ที่ทรงพลังที่สุดที่อยู่เหนือระดับเก้าได้

ดังนั้นแม้จะไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับโลกหรือบังคับขู่เข็ญเยี่ยงเผด็จการ แต่จอมเวทย์โมแกนยังคงควบคุมมิติทั้งหมดผ่านการควบคุมของเขาเหนือนักเวทย์ที่ทรงพลังเกินกว่าระดับเก้า

ถึงแม้จะรู้ว่านี่เป็นสิ่งที่จอมเวทย์โมแกนจงใจทำ แต่ก็ไม่มีใครสามารถทำอะไรได้

ระหว่างทาง เมอร์ลินฟังความขุ่นเคืองของพ่อมดดาร่า แม้จะรู้ว่า เมื่อตัวเองถึงระดับเก้า พ่อมดดาร่าก็ต้องถูกบังคับให้ไปที่ปราสาทเจิดจรัสและรับการทดสอบเพื่อเป็นนักเวทย์ผู้รุ่งโรจน์

“ใช่แล้ว พ่อมดเมอร์ลิน คุณมาจากฟากฟ้าจากอีกมิติหนึ่ง คุณรู้ ‘ความลับ’ บางอย่างสำหรับนักเวทย์ระดับเก้าที่จะกลายเป็นจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่หรือไม่?”

เมื่อนึกถึงตัวตนของเมอร์ลิน พ่อมดดาร่าก็อดไม่ได้ที่จะถามด้วยแววตาที่คาดหวัง

อย่างไรก็ตาม เมอร์ลินยังคงเงียบและส่ายหัว เขายังไม่รู้ว่า ‘ความลับ’ ที่จะช่วยนักเวทย์ระดับเก้าที่จะกลายเป็นจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ได้ เขารู้เพียงความรู้ทั่วไปบางอย่างเช่นความจริงที่ว่าจอมเวทย์จำเป็นต้องหลอมรวมโครงสร้างคาถาทั้งหมดในร่างกายของพวกเขาเข้าด้วยกันเท่านั้น

ความรู้ทั่วไปนี้แม้แต่พ่อมดดาร่าก็ต้องรู้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่จะบอก เมอร์ลินจึงส่ายหัวเบา ๆ เพื่อแสดงว่าเขาไม่รู้

พ่อมดดาร่ารู้สึกผิดหวังเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ท้อแท้เกินไปเพราะเขาค่อนข้างมั่นใจว่าหลังจากส่งภารกิจไปยังปราสาทเจิดจรัสแล้ว เขาจะสามารถเข้าสู่ศาลาส่องแสงได้อีกครั้ง

เมื่อถึงเวลา ความสามารถของเขาจะเพิ่มขึ้นอย่างมากภาย จากความสามารถของเขา เขาเชื่อว่ามันจะไม่ยากสำหรับเขาที่จะผ่านการทดสอบของปราสาทเจิดจรัสและกลายเป็นนักเวทย์ผู้รุ่งโรจน์

“พ่อมดดาร่า ปราสาทเจิดจรัสอยู่ไกลแค่ไหน?”

เมอร์ลินมองไปรอบ ๆ ด้วยสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย เขาไม่รู้ว่าปราสาทเจิดจรัสอยู่ที่ไหน เขาจึงถามด้วยความสงสัย

ในขณะนั้น พ่อมดดาร่ากำลังนำเมอร์ลินให้บินไปยังเทือกเขาขนาดมหึมา สิ่งนี้ทำให้เมอร์ลินอยากรู้ ตำแหน่งของปราสาทเจิดจรัส มัยควรเป็นสถานที่ที่รู้จักกันดีของทุกคนในมิตินี้ ดังนั้นจึงไม่ควรอยู่ในที่ซ่อนเร้นเช่นนี้

“ฮิฮิ พวกเราจะไปถึงที่นั่นเร็ว ๆ นี้!”

พ่อมดดาร่าไม่ได้บอกตรง ๆ แต่กลับเพิ่มความเร็วของเขาขึ้นเล็กน้อย ทั้งสองเกือบจะกลายเป็นลำแสงสีรุ้งเมื่อบินไปยังเทือกเขา

สำหรับเมอร์ลิน ความเร็วของพ่อมดดาร่าค่อนข้างช้า วายุไร้ลักษณ์ของเมอร์ลินที่ใช้ควบคู่กับสายลมแสงวาบนั้น มันเร็วมากจนเป็นไปไม่ได้ที่นักเวทย์ระดับเก้าจะไล่ตามเขาทัน แน่นอนว่าพ่อมดดาร่าก็ตามไม่ทันเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เขาต้องการให้พ่อมดดาร่านำทางไปยังปราสาทเจิดจรัส ดังนั้นเมอร์ลินจึงทำได้เพียงเดินตามหลังพ่อมดดาร่าอย่างช้า ๆ

เทือกเขาที่พ่อมดดาร่ากำลังมุ่งหน้าไปนั้นกว้างใหญ่ไพศาลมาก บางครั้งมียอดเขาที่ทอดยาวไปถึงก้อนเมฆ ทำให้เมอร์ลินนึกถึงยอดเขาเสียดนภาในดินแดนอันรุ่งโรจน์

*หวู่ม...*

ลมพัดผ่านหูของพวกเขา ยิ่งเคลื่อนไปข้างหน้ามากเท่าไร ก็ยิ่งมีหมอกมากขึ้นเท่านั้น พร้อมด้วยร่องรอยของอากาศหนาวเย็น ขณะที่เมอร์ลินกำลังจะถามเกี่ยวกับปราสาทเจิดจรัสอีกครั้ง หางตาของเขาเห็นอะไรบางอย่างข้างล่าง มันดูคล้ายกับสิ่งก่อสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีสิ่งก่อสร้างคล้ายพระราชวังขนาดใหญ่ที่ส่องแสงระยิบระยับหลากสี ลำแสงหลากสียิงขึ้นไปบนท้องฟ้า ทาสีท้องฟ้าให้มีสีสัน

*หวู่ม หวู่ม*

ร่างสองร่างร่อนลงบนยอดเขา อากาศหนาวเหน็บพัดมาที่พวกเขาอย่างแรงจนเสื้อผ้าของพวกเขาโบกสะบัด นี่เป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการอยู่อาศัยอย่างมาก สิ่งนี้ทำให้เมอร์ลินรู้สึกแปลกใจ เนื่องจากปราสาทเจิดจรัสเป็นขุมพลังที่สามารถควบคุมได้ทั้งมิติ แม้พวกเขาจะยึดที่ดินผืนหนึ่งเพื่อสร้างพระราชวังขนาดใหญ่ มันก็คงจะไม่เป็นปัญหาและคงไม่มีใครกล้าโวยวายใด ๆ

ดูเหมือนว่าพ่อมดดาร่าจะสังเกตเห็นความไม่เชื่อของเมอร์ลิน เขาส่ายหน้าเบา ๆ และกล่าวว่า

“ครั้งแรกที่ฉันมาที่ปราสาทเจิดจรัส ฉันก็มีสีหน้าแบบเดียวกัน… อย่างไรก็ตาม ฉันได้ยินมาว่าสิ่งนี้เป็นความตั้งใจของจอมเวทย์โมแกนเอง!

เมอร์ลินไม่ได้ถามต่อแต่เขาสำรวจบริเวณโดยรอบ ยอดเขาทั้งหมดดูเหมือนจะรกร้างและมีนักเวทย์ไม่มากนัก ไม่เหมือนข่าวลือที่ทำให้เขาเชื่อ

ตามข่าวลือ ที่แห่งนี้มีนักเวทย์ผู้รุ่งโรจน์ที่ทรงพลังมากมายรวมถึงจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ทรงพลังด้วย อย่างไรก็ตาม จนถึงตอนนี้  เมอร์ลินยังไม่เคยเห็นใครเลย

"เดี๋ยวนะ นั่นใคร?"

จู่ ๆ เมอร์ลินก็ดูเหมือนจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง โดยไม่ต้องหันศีรษะ เขาร่ายนครเกล็ดน้ำแข็งทันที ทันใดนั้นอาณาเขตโปร่งแสงก็โปรยปรายลงมา

*ครืน*

ทันทีที่นครเกล็ดน้ำแข็งถูกร่ายขึ้นมา ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในขอบเขตนั้นถูกแช่แข็งเป็นผลึกน้ำแข็ง เมอร์ลินหันกลับมาและพบว่าเขาแช่แข็งหุ่นเชิด

หุ่นเชิดนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สีของมันคล้ายกับดินบนยอดเขา และทั้งตัวก็แบนราบอย่างสมบูรณ์ ดูเหมือนว่ามันสามารถละลายเป็นของเหลวได้ตลอดเวลาและซึมลงสู่พื้นดิน

อาจเป็นไปได้ว่าหุ่นเชิดเหล่านี้ซ่อนตัวอยู่ในพื้นดินเมื่อพวกเขามาถึง นั่นคือเหตุผลที่เมอร์ลินไม่สังเกตเห็นพวกมัน ท้ายที่สุดหุ่นเชิดไม่มีพลังชีวิตควบคู่ไปกับการซ่อนตัวอยู่ลึกลงไปในพื้นดิน พวกมันจึงมองเห็นได้ยากแม้จะใช้พลังจิตก็ตาม

“พ่อมดเมอร์ลิน คุณไม่ควรทำแบบนั้น หุ่นเชิดเหล่านี้แค่ปกป้องปราสาทเจิดจรัสเท่านั้น พวกมันจะไม่โจมตีเราก่อน”

เมื่อเห็นว่าเมอร์ลินแช่แข็งหุ่นเชิด สีหน้าของพ่อมดดาร่าก็ตื่นตระหนกและทำให้เมอร์ลินถอนนครเกล็ดน้ำแข็งทันที

อย่างไรก็ตาม มันก็สายเกินไป ช่วงเวลาที่นครเกล็ดน้ำแข็งของเมอร์ลินโปรยลงมาและความผันผวนของพลังธาตุที่รุนแรงได้กระเพื่อมออกไปด้านนอก หุ่นเชิดก็เริ่มปรากฏขึ้นทีละตัวอย่างรวดเร็วจากพื้น

หุ่นเชิดเหล่านี้ซ่อนตัวอยู่ลึกลงไปในพื้นดิน พวกมันอยู่ในสภาพเหมือนของเหลวและแข็งตัวเป็นรูปร่างอย่างรวดเร็ว เนื่องจากสีของพวกมันคล้ายกับพื้นผิวดิน จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะตรวจพบพวกมัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หุ่นเชิดของเหลวเหล่านี้มีจำนวนมากเกินไปและแต่ละตัวก็เทียบได้กับนักเวทย์ระดับหก เมอร์ลินไม่เคยเห็นหุ่นเชิดมากมายขนาดนี้มาก่อน

เมอร์ลินยังเชื่อด้วยว่านี่ไม่ใช่หุ่นเชิดทั้งหมด มันต้องมีหุ่นเชิดมากกว่านี้ซ่อนตัวอยู่ใต้ดิน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นหุ่นเชิดที่สามารถกลายร่างเป็นของเหลวได้

มีการกล่าวกันว่าย้อนกลับไปในยุครุ่งเรืองที่สุดของนักเวทย์ มีการเล่นแร่แปรธาตุขั้นสูงที่เหลือเชื่อเกินจินตนาการ ในที่สุด เมอร์ลินก็ได้เห็นด้วยตาตัวเอง ในดินแดนอันรุ่งโรจน์ เมอร์ลินไม่เคยได้ยินแม้แต่เรื่องหุ่นเชิดที่สามารถเปลี่ยนเป็นของเหลวได้ ไม่ต้องพูดถึงว่าจะได้เห็นมัน เป็นไปได้มากว่านี่เป็นหนึ่งในความรู้ในการเล่นแร่แปรธาตุที่จอมเวทย์โมแกนที่ได้รับการสืบทอดมาในสมัยนั้น

เมอร์ลินใช้ปราการทรงกลดและมองดูหุ่นเชิดที่อัดแน่นอยู่รอบตัวเขาอย่างระแวดระวัง ด้วยจำนวนของหุ่นเชิดที่ล้อมรอบเขา เมอร์ลินรู้สึกถึงภัยคุกคามอย่างรุนแรง

"พวกคุณเป็นใคร?"

จากที่ห่างไกล พ่อมดชุดขาวบินออกมา เขาขมวดคิ้วขณะมองไปที่เมอร์ลินและพ่อมดดาร่า

พ่อมดชุดขาวผู้นี้มีออร่าที่ทรงพลังมาก เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นนักเวทย์ผู้รุ่งโรจน์ระดับเก้าจากปราสาทเจิดจรัส

“ท่านพ่อมดผู้รุ่งโรจน์ เรามาที่นี่เพื่อส่งภารกิจ เราเพิ่งทำลายผู้ศรัทธาเทพเจ้าผู้ชั่วร้ายและวิหารของพวกเขา เราหวังว่าเราจะสามารถเข้าไปในศาลาส่องแสงได้”

พ่อมดดาร่ารีบพูดเหตุผลที่พวกเขามาที่ปราสาทเจิดจรัสอย่างรวดเร็ว ในปราสาทเจิดจรัส แม้แต่นักเวทย์แปดระดับที่ทรงพลังอย่างเขาก็เป็นแค่มดปลวก นักเวทย์ผู้รุ่งโรจน์เกือบทุกคนล้วนมีพลังมากกว่าเขา

"โอ้? คุณสามารถทำลายผู้ศรัทธาเทพเจ้าผู้ชั่วร้ายและวิหารของพวกเขาได้งั้นหรือ?”

พ่อมดชุดขาวผู้นี้รู้ดีถึงภารกิจที่ออกโดยปราสาทเจิดจรัส ในหมู่พวกเขา ภารกิจทำลายผู้ศรัทธาเทพเจ้าชั่วร้ายและวิหารนั้นถือว่ายากมาก ดังนั้นนักเวทย์จำนวนมากที่พยายามทำภารกิจนี้ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถทำให้สำเร็จได้อย่างแท้จริง

อันที่จริง นักเวทย์ผู้รุ่งโรจน์ในปราสาทเจิดจรัสคาดการณ์ว่าถ้าไม่มีใครทำภารกิจให้สำเร็จ ทางปราสาทเจิดจรัสจะเพิ่มรางวัลสำหรับภารกิจเพื่อจูงใจนักเวทย์ผู้รุ่งโรจน์ทำภารกิจนี้

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เมอร์ลินและพ่อมดดาร่าบอกว่าพวกเขาทำภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว แน่นอนว่าพ่อมดผู้รุ่งโรจน์ผู้นี้สงสัยว่าจริงหรือไม่?

“เรามีผลึกความทรงจำ เชิญท่านตรวจสอบได้!”

พ่อมดดาร่ารีบหยิบผลึกความทรงจำออกมาทันที เมื่อเห็นผลึกความทรงจำในมือของพ่อมดดาร่า พ่อมดชุดขาวผู้นี้ครุ่นคิดชั่วครู่ อาจเป็นเพราะเขารู้ดีว่าไม่มีใครกล้าสร้างปัญหาในปราสาทเจิดจรัส ดังนั้นเขาจึงพยักหน้ายอมรับ

“เอาล่ะ มากับฉัน หุ่นเชิดพวกนี้จะไม่โจมตีพวกคุณ”

พลังจิตของพ่อมดชุดขาวเริ่มสั่นสะเทือน ระลอกของพลังจิตที่แปลกประหลาดสั่นสะเทือนไปทุกทิศทุกทาง ไม่ว่าแรงสั่นสะเทือนจากพลังจิตของพ่อมดชุดขาวจะเดินทางไปที่ใด หุ่นเชิดที่เป็นของเหลวก็แยกย้ายกันไปและซ่อนตัวลงกับพื้น

ดวงตาของเมอร์ลินหรี่ลงเล็กน้อย ดูเหมือนว่าหุ่นเชิดเหล่านี้จะถูกควบคุมโดยพลังจิตที่ไม่เหมือนใคร นี่เป็นวิธีการสร้างหุ่นเชิดขั้นสูง ย้อนกลับไปในดินแดนอันรุ่งโรจน์ หุ่นเชิดที่ควบคุมด้วยพลังจิตนี้ได้สูญหายไปนานแล้ว

พ่อมดดาร่ายิ้มและพยักหน้าให้เมอร์ลิน จากนั้นทั้งสองเดินตามหลังพ่อมดชุดขาวไป

จบบทที่ WS บทที่ 478 ปราสาทเจิดจรัส PART 2

คัดลอกลิงก์แล้ว