- หน้าแรก
- ความลับของพ่อมด
- WS บทที่ 453 การสานต่อของยุคสมัยอันรุ่งโรจน์
WS บทที่ 453 การสานต่อของยุคสมัยอันรุ่งโรจน์
WS บทที่ 453 การสานต่อของยุคสมัยอันรุ่งโรจน์
ท่านหญิงฟิลลีนั่งบนเก้าอี้อย่างสง่างามร่วมกับผู้เฒ่าสองคนในห้องลับภายในสำนักงานใหญ่ของพันธมิตรการค้าในเมืองโบลเดอร์
“ฟิลลี เรามาพูดถึงพ่อมดลึกลับที่คุณพากลับมากันเถอะ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?” ผู้เฒ่าใบหน้าแดงก่ำ เส้นผมเงิน เขาถามด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
แม้ท่านหญิงฟิลลีจะมีตำแหน่งเป็นประธานของพันธมิตรการค้า แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าคนเหล่านี้ เธอไม่มีอำนาจใด ๆ เลย พวกเขาคือผู้ที่มีอำนาจเหนือเมืองโบลเดอร์ พวกเขาเป็นผู้อาวุโสของพันธมิตรการค้าและจำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากพวกเขาสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างในพันธมิตรการค้า แม้แต่ตำแหน่งของเธอในฐานะประธานก็ยังต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้อาวุโสเหล่านี้
ดังนั้น ท่านหญิงฟิลลีจึงไม่กล้าเก็บข้อมูลใด ๆ จากพวกเขา
“ท่านผู้อาวุโส มันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเกี่ยวกับเมอร์ลินผู้นี้…”
ด้วยเหตุนี้ ท่านหญิงฟิลลีจึงเล่าเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นนอกเมืองแบบคำต่อคำ จากนั้น ผู้เฒ่าสูดหายใจเข้าลึก ๆ เมื่อได้ยินวิธีที่แปลกประหลาดที่เมอร์ลินปรากฏตัว รวมถึงวิธีที่เขาสังหารลูกน้องของพ่อมดดาร์คไนท์ได้อย่างง่ายดายและสิ่งที่พวกเขาต้องตกใจที่สุด พ่อมดดาร์คไนท์ได้กลายเป็นทาสของเมอร์ลินไปเรียบร้อยแล้ว
“ฟิลลี เราไม่ต้องสนใจเมอร์ลินอีกต่อไป ไม่มีใครในเมืองโบลเดอร์สามารถลูบคมพ่อมดเมอร์ลินได้!”
เสียงของผู้อาวุโสนั้นสั่นครืออย่างรุนแรงซึ่งทำให้ท่านหญิงฟิลลี่เกิดความสงสัย เธอไม่เคยเห็นผู้อาวุโสกังวลใจขนาดนี้มาก่อน แม้แต่ในช่วงทำสงครามการค้ากับเมืองทากัน
“ท่านผู้อาวุโส คือว่า…”
เมื่อท่านหญิงฟิลลีกำลังจะถามคำถามเพิ่มเติม ผู้เฒ่าคนหนึ่งก็โบกมือให้เธอและพูดว่า “ฟิลลี เธอยังเด็กอยู่ แม้ว่าเธอจะมีพรสวรรค์ในด้านการค้าขายซึ่งบังคับให้เมืองทากันใช้วิธีน่ารังเกียจเช่นนี้กับเธอ อย่างไรก็ตาม ความรู้ของเธอเกี่ยวกับการเวทมนต์ยังน้อยเกินไป”
ผู้เฒ่าหยุดชั่วคราวก่อนจะพูดต่อ “เธอรู้ไหมว่าพ่อมดลึกลับคนนั้น มาจากไหน? ถ้าฉันเดาไม่ผิด เขาต้องเป็นนักเวทย์ในตำนานที่มาจากสวรรค์”
“นักเวทย์จากสวรรค์? คุณหมายถึงอะไร?”
เห็นได้ชัดว่าท่านหญิงฟิลลี่ไม่เคยได้ยินว่ามีนักเวทย์จากสวรรค์ เธอเป็นเพียงนักเวทย์ระดับเริ่มต้นที่มีพรสวรรค์ในโลกแห่งการค้าขายเท่านั้น เธอยังคงไม่รู้เกี่ยวกับความลึกลับมากมายเกี่ยวกับการใช้เวทมนตร์
“มันไร้ประโยชน์ที่จะอธิบายให้เธอฟังว่านักเวทย์จากสวรรค์หมายถึงอะไร โดยรวมแล้วนักเวทย์จากสวรรค์นั้นทรงพลังมาก ส่วนใหญ่เป็นจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่
ฟิลลี เธอต้องรู้ใช่มั้ยว่าจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่หมายถึงอะไรใช่ไหม ไม่ว่าพ่อมดเมอร์ลินคนนี้จะทำตัวอย่างไรต่อเมืองโบลเดอร์ เราก็ไม่ควรยุ่งย่ามกับเขา มันมีความเป็นไปได้ที่เขาอาจจะเป็นจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ผู้ซึ่งเป็นนักเวทย์ที่มีพลังมหาศาล”
อาการหนาวสั่นไปตามกระดูกสันหลังของท่านหญิงฟิลลี่ แม้ว่าเธอจะเข้าใจว่าเมอร์ลินเป็นนักเวทย์ทรงพลังแต่เธอก็ประหลาดใจกับความน่ากลัวของพ่อมดเมอร์ลิน เธอเชื่อทุกคำพูดของผู้เฒ่าเพราะไม่มีใครมีความรู้มากไปกว่าผู้เฒ่าผู้นี้ในเมืองโบลเดอร์
ครั้งหนึ่งผู้เฒ่าเคยเดินทางไปทั่วโลก เขาสามารถเยี่ยมชมปราสาทเจิดจรัสเพียงครั้งเดียว ถ้าผู้เฒ่าบอกว่าพ่อมดเมอร์ลินอาจเป็นจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ นั่นก็น่าจะใกล้เคียงกับความจริง
การปรากฏตัวของจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ มันไม่ใช่ข่าวดีสำหรับเมืองโบลเดอร์ หากมีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ แม้จะเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำลายเมืองโบลเดอร์ได้อย่างง่ายดาย
มันชัดเจนแล้วว่าผู้เฒ่าหมายถึงอะไร ทุกคนในเมืองต้องหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้เมอร์ลินและจะเป็นการดีที่สุดหากเมอร์ลินสามารถออกจากเมืองโบลเดอร์โดยสมัครใจ
ท้ายที่สุด เมืองโบลเดอร์ซึ่งมีอิทธิพลเพียงเล็กน้อยก็ไม่สามารถยับยั้งการมาถึงของจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ได้
...
วันที่สอง เมอร์ลินกำลังเดินบนท้องถนนกับพ่อมดดาร์กไนท์ นอกเหนือจากต้องการทำความเข้าใจวัฒนธรรมมากมายในเมืองโบลเดอร์แล้ว จุดประสงค์หลักของเมอร์ลินคือการไปเที่ยวชมสาขาของปราสามเจิดจรัสเพื่อดูคาถาหรือยาวิเศษ
ปราสาทเจิดจรัสได้แผ่ขยายสาขาไปทั่วทั้งมิติและถูกสร้างขึ้นโดยจอมเวทย์โมแกน แน่นอนว่า พ่อมดอย่างเมอร์ลินก็อยากเข้าไปดู
ภายใต้การแนะนำของพ่อมดดาร์คไนท์ เมอร์ลินสามารถหาจุดค้าขายที่คึกคักภายในเมืองโบลเดอร์ซึ่งเป็นสาขาของปราสาทเจิดจรัสตั้งอยู่ ที่นั่นคึกคักไปด้วยกิจกรรมท่ามกลางฝูงชนมากมาย
อย่างไรก็ตาม ฝูงชนส่วนใหญ่ประกอบด้วยคนธรรมดามีซึ่งไม่ได้เป็นนักเวทย์ บางทีพวกเขามาที่นี่เพื่อซื้อเทคนิคการทำสมาธิเพื่อดูว่าพวกเขาสามารถกลายเป็นนักเวทย์ได้หรือไม่
ทันทีที่พวกเขาเดินเข้าไปในสาขาของปราสาทเจิดจรัส ก็มีนักเวทย์สองคนเอนกายอยู่บนเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน พวกเขาไม่สนใจแม้แต่จะมองมาทางเมอร์ลินและดาร์คไนท์เลย
“นายท่านไปกันเถอะ คนเหล่านี้จะสนใจก็ต่อเมื่อเราซื้อคาถาหรือยาบางอย่าง”
เมอร์ลินพยักหน้า แม้ว่านักเวทย์เหล่านี้จะเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ของสาขาปราสาทเจิดจรัสแต่เมอร์ลินก็สามารถสัมผัสได้ถึงความภาคภูมิใจและความสูงส่งจากภายในของพวกเขา ราวกับว่าการเป็นนักเวทย์ประจำสาขาเป็นสิ่งที่มีเกียรติอย่างยิ่ง
เมอร์ลินเดินตรงเข้ามาและเห็นฝูงชนซื้อคาถาหรือเทคนิคการทำสมาธิ เมอร์ลินสุ่มหยิบหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่งและพลิกอ่านเนื้อหา มันมีวงแหวนเวทย์ที่ไม่เหมือนใครผนึกอยู่ เขาจึงมองไม่เห็นเนื้อหาแต่เขาสามารถอ่านบทนำได้
หนังสือที่เมอร์ลินสุ่มหยิบขึ้นมาคือเทคนิคการทำสมาธิของเจอโด ในตอนแรก เขาไม่ได้ใส่ใจกับมันมากนัก
อย่างไรก็ตาม เมื่ออ่านคำนำบนปกหนังสือ สีหน้าของเมอร์ลินก็เคร่งเครียดมากขึ้น
เทคนิคการทำสมาธินี้ราคาของมันเทียบเท่าคาถาหรือยาระดับเริ่มต้นแต่ผลลัพธ์ของมันนั้นเทียบเท่ากับเทคนิคการทำสมาธิระดับสูงที่พ่อมดลีโอได้มอบให้เมอร์ลินในตอนที่เขาอยู่ในดินแดนมนต์ดำ
“นี่คือเทคนิคการทำสมาธิธรรมดาทั่วไปอย่างงั้นหรือ?” เมอร์ลินอดไม่ได้ที่จะถามดาร์คไนท์
ดาร์คไนท์มองตามอย่างรวดเร็วและพยักหน้าด้วยความสงสัยเล็กน้อย “ใช่ขอรับ มันเป็นเทคนิคการทำสมาธิแบบธรรมดา นอกจากนี้ยังมีเทคนิคระดับสูงที่ขายที่นี่อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ฉันได้ยินมาว่าเทคนิคการทำสมาธิระดับสูงสุดซึ่งมีเฉพาะในปราสาทเจิดจรัสเท่านั้น ส่วนเทคนิคที่มีอยู่ภายนอกนั้น มันจำกัดเฉพาะเทคนิคระดับสูงเท่านั้น”
คำพูดของดาร์คไนท์ทำให้เกิดความสับสนในหัวของเมอร์ลิน เขาคิดถึงความเป็นไปได้ว่า นั่นอาจเป็นมรดกของดินแดนอันรุ่งโรจน์ที่ไม่ได้รับการส่งต่อ ในความเป็นจริง เป็นไปได้ว่าเทคนิคการทำสมาธิจำนวนมากกระจัดกระจายไปยังที่ต่าง ๆ หลังจากนั้นก็มีเพียงพ่อมดเท่านั้นที่จะรวมมันเข้าด้วยกัน
เทคนิคการทำสมาธิที่กระจัดกระจายเหล่านี้สามารถฝึกฝนได้แต่ผลลัพธ์จะไม่ดีดังเมื่อก่อน การล่มสลายของจักรวรรดิมอลต้าอาจทำให้สูญเสียมรดกจากนักเวทย์แห่งดินแดนอันรุ่งโรจน์และส่งผลที่เลวร้ายเช่นนี้มาถึงปัจจุบัน
สิ่งนี้ถูกครอบครองโดยจอมเวทย์ในตำนานเพียงผู้เดียว ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าคาถาและเทคนิคการทำสมาธิทั้งหมดมาจากการแจกจ่ายโดยจอมเวทย์ในตำนานเพียงคนเดียว
จอมเวทย์โมแกน เขาต้องผ่านช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์สำหรับนักเวทย์มาก่อน เทคนิคการทำสมาธิเหล่านี้ควรจะเป็นเทคนิคที่นักเวทย์ธรรมดาฝึกฝนในช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์ มันมีพลังมากกว่าเทคนิคการทำสมาธิที่เมอร์ลินได้รับจากดินแดนอันรุ่งโรจน์อย่างก้าวกระโดด
เมอร์ลินเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงเป็นเพียงนักเวทย์ระดับสี่ที่พลังจิตไม่ถึงระดับเจ็ด เทคนิคการทำสมาธินั้นแทบไม่มีผลกับเขาเลย ดังนั้นเขาจึงสามารถพึ่งพายาบางชนิดเพื่อขยายพลังจิตของเขาเท่านั้น
เขายังเข้าใจด้วยว่ามันไม่ได้เกิดจากการผลของเทคนิคการทำสมาธิ แต่เป็นเพราะเขาไม่พบเทคนิคการทำสมาธิที่ดีกว่า
นี่คือเทคนิคการทำสมาธิที่แท้จริง!
แน่นอนว่า เทคนิคการทำสมาธิในสาขาของปราสาทเจิดจรัสเป็นเพียงเทคนิคการทำสมาธิระดับเริ่มต้น แทบจะไม่สามารถช่วยให้เมอร์ลินสามารถเพิ่มพลังจิตของเขาได้ เขาจำเป็นต้องรวบรวมเทคนิคการทำสมาธิระดับกลางหรือระดับสูงที่เสร็จสมบูรณ์ เมื่อถึงตอนนั้น เทคนิคการทำสมาธิจะให้ผลลัพธ์ที่ดีแก่เขา แม้ว่าพลังจิตของเขาจะเพิ่มขึ้นไปถึงระดับเจ็ด, แปดหรือเก้าก็ตาม
ในขณะที่เมอร์ลินได้พบเทคนิคการทำสมาธิซึ่งแตกต่างจากดินแดนอันรุ่งโรจน์อย่างไม่คาดคิด เขาจึงเริ่มค้นหาสิ่งต่าง ๆ ในสาขาของปราสาทเจิดจรัส เขาตรวจสอบพวกยา อักษรรูนและสิ่งอื่น ๆ
เขามีความประหลาดใจในการค้นพบแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะเป็นในยาหรืออักษรรูนเพราะพวกมันมีพลังและสมบูรณ์มากกว่าที่มาจากดินแดนอันรุ่งโรจน์ มีแม้กระทั่งการเล่นแร่แปรธาตุและวิธีการสร้างหุ่นเชิดที่สาบสูญไปจากดินแดนอันรุ่งโรจน์ไปนานแล้ว
ทั้งหมดนี้มันทั้งยิ่งใหญ่และสมบูรณ์ยิ่งกว่าดินแดนอันรุ่งโรจน์ นี่เป็นมรดกที่แท้จริงจากยุครุ่งเรืองที่สุดของนักเวทย์ บางทีช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์ที่สุดของนักเวทย์ยังไม่ถึงจุดสิ้นสุด แม้มันไม่ได้ยังคงอยู่ในดินแดนอันรุ่งโรจน์แต่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ในมิติอื่นที่ไม่มีที่สิ้นสุด
ช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์ของนักเวทย์ยังคงดำเนินต่อเนื่องอยู่เสมอ!
นอกเหนือจากนี้ รางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับเมอร์ลินก็คือพลังปีศาจแพนโดร่า สาขาของปราสาทเจิดจรัสได้แสดงพลังปีศาจแพนโดร่าต่อสาธารณะ แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ถูกจัดประเภทตามพลังปีศาจแพนโดร่าแบบทั่วไปและแบบหลอมรวมซึ่งราคาจะต่างกันมาก
เมื่อเผชิญหน้ากับพลังปีศาจแพนโดร่าเหล่านี้ เมอร์ลินจึงรู้สึกตะขิดตะขวงใจ อย่างไรก็ตาม หนึ่งในพลังปีศาจแพนโดร่า แบบหลอมรวมนั้นคุ้มค่าจริง ๆ พลังของมันเป็นรองจากเพลิงวินาศเท่านั้น
เมื่อเมอร์ลินมาถึงดินแดนอันรุ่งโรจน์เป็นครั้งแรก เขาได้เรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ จากหนังสือโบราณ ในช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์ที่สุดของนักเวทย์ นักเวทย์เกือบทั้งหมดจะฝึกพลังปีศาจแพนโดร่า แบบหลอมรวม แม้แต่นักเวทย์ขั้นต่ำที่สุดก็อาจมีพลังทำลายล้างได้
ในดินแดนอันรุ่งโรจน์ในอดีต นักเวทย์ที่ไม่มีพลังปีศาจแพนโดร่า พวกเขาอาจใช้ชีวิตได้อย่างยากลำบาก อย่างไรก็ตาม ในดินแดนอันรุ่งโรจน์ในปัจจุบัน มันเป็นไปไม่ได้ที่จะได้รับพลังปีศาจแพนโดร่า แบบทั่วไป
เพลิงวินาศ ดวงใจแห่งความมืด สายลมแสงวาบ ผสานผืนพิภพ และอีกมากมาย พวกมันเหล่านี้ เขาได้รับมาด้วยโชคและความบังเอิญล้วน ๆ
แต่ถ้าเป็นที่นี่ ตราบใดที่มีหินธาตุเพียงพอ เขาก็สามารถซื้อพลังปีศาจแพนโดร่าได้อย่างง่ายดาย ไม่น่าแปลกใจที่ดาร์คไนท์ที่เป็นเพียงนักเวทย์ระดับสี่ยังสามารถครอบครองพลังปีศาจแพนโดร่า แบบหลอมรวมได้ พลังของเขายิ่งใหญ่มาก มันสามารถเทียบเท่านักเวทย์ระดับเจ็ดในดินแดนอันรุ่งโรจน์ด้วยซ้ำ!
พวกเขาเหล่านี้คือนักเวทย์ที่แท้จริงซึ่งสามารถครอบครองพลังแห่งการทำลายล้างได้อย่างง่ายดาย
‘หรือนี่จะเป็นเหตุผลที่ฉันถูกส่งออกมาจากดินแดนอันรุ่งโรจน์?’