- หน้าแรก
- ความลับของพ่อมด
- WS บทที่ 449 มิติใหม่ PART 1
WS บทที่ 449 มิติใหม่ PART 1
WS บทที่ 449 มิติใหม่ PART 1
แดนว่างเปล่านั้นกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต ราวกับว่าสถานที่แห่งนี้ไม่มีพื้นที่และเวลา ไม่ว่าใครจะบินเร็วหรือเดินไกลแค่ไหนก็ไม่มีใครมองเห็นจุดสิ้นสุดจบของมัน
เมอร์ลินไม่รู้ว่าพวกเขาบินมานานแค่ไหนแล้ว เขารู้สึกว่าพลังเวทย์ธาตุลมโครงสร้างคาถาในร่างกายของเขาใกล้จะหมดลงแล้ว ถ้าเขายังคงร่ายมันต่อไป มันจะทำให้โครงสร้างคาถาพังทลายไปในที่สุด ดังนั้นเขาจึงสามารถหยุดพักและใช้หินธาตุเพื่อเติมพลังเวทย์บางส่วน
โชคดีที่เขามีหินธาตุจำนวนมากเก็บไว้ในแหวน ในแหวนนั้น พวกหินธาตุมีเยอะเท่าเนินเขา จำนวนของหินธาตุเพียงพอที่จะทำให้เมอร์ลินสามารถบินได้อย่างอิสระและไร้จุดหมายได้นานหลายทศวรรษ
อย่างไรก็ตาม เมอร์ลินไม่ต้องการที่จะบินคนเดียวในแดนว่างเปล่าที่ไร้ขอบเขตนี้ เขาจำเป็นต้องค้นหามิติแห่งอื่น
ในทางกลับกัน ไดอามอสดูเหมือนจะไม่มีปัญหาให้เรื่องนี้ มันใช้เวลามากกว่าหนึ่งพันปีโดยลำพังในวงแหวนเวทย์และเคยชินกับความสันโดษมานานแล้ว แดนว่างเปล่าในปัจจุบันเป็นเพียงการเปลี่ยนสถานที่อยู่ซึ่งสภาพแวดล้อมทั้งสองมันก็ไม่แตกต่างกันมากนัก
“เนื่องจากไม่มีพลังธาตุในแดนว่างเปล่า มันจะยากสำหรับฉันที่จะสร้างโครงสร้างคาถา หากฉันสร้างมันได้สำเร็จ ฉันจะต้องดูดซับหินธาตุจำนวนมากเพื่อสะสมพลังเวทย์”
เมอร์ลินเคยคิดที่จะสร้างโครงสร้างคาถาใหม่ แต่เนื่องจากเขาไม่รู้ว่าจะต้องติดอยู่ที่นี่นานแค่ไหน ดังนั้นหินธาตุจึงมีค่ามาก เขาจะไม่ใช้มันอย่างฟุ่มเฟือยเด็ดขาด สำหรับการสร้างคาถา อย่างน้อยเขาจะต้องค้นหามิติที่เต็มไปด้วยพลังธาตุก่อนเขาถึงจะลงมือสร้างมัน
เมอร์ลินค้นหาอย่างไร้จุดหมาย ทันใดนั้น เขาสังเกตเห็นเมฆหมอกขนาดใหญ่จาง ๆ คล้ายฟองสบู่ในความมืดอันห่างไกลซึ่งปกคลุมเป็นวงกว้าง
“นี่คืออะไร?”
เมอร์ลินรู้สึกประหลาดใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นบางสิ่งที่ไม่ใช่แค่ความว่างเปล่าในแดนว่างเปล่า ครั้งแรกที่มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกถึงความคาดหวังท่ามกลางความประหลาดใจของเขา
“หวังว่านี่จะเป็นมิติ”
เมอร์ลินสูดหายใจเข้าลึก ๆ ตามด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย หมอกนี้เป็นเหมือนฟองสบู่ มันครอบคลุมพื้นที่ไม่ใหญ่มากแต่มีความลึกที่ไม่อาจหยั่งรู้ได้ พลังจิตของเมอร์ลินตรวจสอบภายในอย่างถี่ถ้วน
*บูม!*
พลังจิตของเมอร์ลินได้สัมผัสเพียงเบา ๆ เมื่อเขารู้สึกราวกับว่าจิตใจของเขากำลังจะระเบิดจากข้อมูลที่ไม่มีที่สิ้นสุดที่ท่วมหัวของเขา ดังนั้น เมอร์ลินจึงถอนพลังจิตทันทีที่ทำได้ แม้ว่าจะเต็มไปด้วยอันตรายแต่การแสดงออกของเขาเผยให้เห็นถึงความอิ่มเอมใจ
“มันเป็นมิติ มิติมหึมาที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิต!”
จากข้อมูลที่เขาได้รับจากการตรวจสอบด้วยพลังจิต เมอร์ลินได้รับข้อเท็จจริงทั่วไปบางประการเกี่ยวกับมิตินี้ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของมันคลุมเครือเกินไปและไม่เป็นระเบียบ ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถแยกแยะข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ใด ๆ ได้ เขารู้เพียงว่านี่คือมิติที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิต
“เมอร์ลิน ข้าขอเตือนเจ้าไว้อย่าง หากนี่เป็นมิติที่ไม่เคยมีนักเวทย์มาก่อน มิติแห่งนั้นส่วนใหญ่เป็นที่อยู่อาศัยของเทพเจ้าตามธรรมชาติ เมื่อเทพเจ้าค้นพบเจ้า แม้แต่จอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ก็ไม่สามารถหลบหนีได้!”
ในทางกลับกัน ไดอามอสไม่ได้มีความสุขเท่าเมอร์ลิน มันมีความเข้าใจในมิติบางอย่าง แน่นอนว่าความเข้าใจนี้มาจากจอมเวทย์ฟิเดล มันจึงได้เรียนรู้ข้อเท็จจริงบางประการเกี่ยวกับมิติ
เมื่อได้ยินคำเตือนของไดอามอส เมอร์ลินก็ค่อย ๆ ทำหน้าเคร่งขรึม มันเป็นความจริงที่มีมิติมากมายในแดนว่างเปล่า แม้ว่าเหล่านักเวทย์ได้ก้าวเข้าสู่แดนว่างเปล่าเมื่อกว่าสามพันปีที่แล้วและครอบครองมิตินับไม่ถ้วนแต่แดนว่างเปล่านั้นกว้างใหญ่เกินไปและมีหลายมิติที่ยังไม่ถูกค้นพบ
มิติเหล่านี้ซึ่งไม่ได้ค้นพบโดยเหล่านักเวทย์โดยทั่วไปมักเป็นที่อยู่อาศัยของเทพเจ้าตามธรรมชาติ เทพเจ้าเหล่านี้ส่วนใหญ่เทียบได้กับจอมเวทย์ในตำนาน แม้ว่าพวกเขาจะอ่อนแอกว่าจอมเวทย์พ่อมดในตำนานเล็กน้อย พวกเขาสามารถต่อสู้กับจอมเวทย์เหล่านั้นเพื่อครอบครองมิติ
หากเมอร์ลินรีบเข้าไปโดยประมาทและถูกเทพเจ้าค้นพบ เขาจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง!
หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน เมอร์ลินก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ และพูดด้วยเสียงต่ำว่า “ฉันอยู่ในแดนว่างเปล่ามานานมากแล้วและมันไม่ง่ายเลยที่จะพบกับมิติ ฉันจะไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือไปง่าย ๆ ดังนั้นฉันจะต้องเข้าไปข้างในไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”
เมอร์ลินได้ตัดสินใจแล้ว ดังนั้น ร่างกายของเขาจึงสั่นไหวด้วยพลังธาตุลมอันทรงพลังและเขานำไดอามอสเข้าไปในฟองหมอกขนาดมหึมานั้นอย่างรวดเร็ว
เมอร์ลินมองไปข้างหน้า หัวใจของเมอร์ลินเต็มไปด้วยความคาดหวัง
...
บนถนนกว้าง รถม้าสีน้ำเงินเคลื่อนตัวช้า ๆ หลังรถม้า มีผู้ชายสองสามคนที่แต่งตัวคล้ายนักเวทย์แต่พวกเขากำลังขี่ม้า โดยทั่วไป ร่างกายของนักเวทย์นั้นอ่อนแอ แต่คนเหล่านี้มีร่างกายที่กำยำและเป็นเหมือนอัศวินมากกว่านักเวทย์
ขณะที่รถม้าสีน้ำเงินกำลังจะเคลื่อนผ่านผืนป่าเล็ก ๆ นักเวทย์สี่คนที่สวมชุดคลุมก็โผล่ออกมาจากพุ่มไม้ทั้งสองข้างในทันใด
นักเวทย์ลึกลับทั้งสี่นี้ปิดกั้นเส้นทาง รถม้าสีน้ำเงินหยุดลงทันทีและนักเวทย์ที่เหมือนอัศวินที่อยู่ด้านหลังรถก็ควบม้าไปด้านหน้าอย่างรวดเร็วและยืนอยู่ตรงข้ามกับนักเวทย์ทั้งสี่ที่ขวางทางอยู่กลางถนน
“พ่อมดดรูเชียน เกิดอะไรขึ้น?”
เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังมาจากรถม้าสีฟ้า หลังจากนั้นหัวของขุนนางก็โผล่ออกมาจากในรถม้า ขมวดคิ้วเมื่อมองดูสถานการณ์ที่อยู่ข้างหน้า
นักเวทย์ผู้ขี่ม้าคนหนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “ท่านหญิงฟิลลี ตอนนี้มีนักเวทย์ไม่ทราบฝ่ายกำลังขวางทางข้างหน้า ฉันเกรงว่าท่านหญิงจะเป็นเป้าหมายของพวกเขา”
"อืม?"
ท่านหญิงฟิลลีมองดูนักเวทย์ทั้งสี่ข้างหน้าเธอและเผยรอยยิ้มออกมาอย่างไม่คาดคิดขณะที่เธอกล่าวว่า
“ท่านนักเวทย์ผู้ทรงเกียรติ หากคุณยังขาดสิ่งใดอยู่ คุณสามารถมาที่เมืองโบลเดอร์ของฉันได้ พันธมิตรการค้าในเมืองโบลเดอร์กำลังมองหานักเวทย์ที่ทรงพลังและจะให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสม พันธมิตรการค้ามีวัสดุยาล้ำค่าที่คุณต้องการ หากคุณสนใจ ฉันสามารถแนะนำคุณได้ ข้อเสนอนี้ฟังดูเป็นอย่างไรบ้าง?”
ด้วยทัศนคติที่ท่านหญิงิฟิลลีแสดงออกมา ทำให้เห็นได้ว่าเธอเป็นแม่ค้าที่โดดเด่น เธอยังสามารถพูดคุยเจรจาทาง ‘ธุรกิจ’ กับนักเวทย์ที่คุกคามเธอได้
“สมกับเป็นประธานของพันธมิตรการค้าแห่งเมืองโบลเดอร์จริง ๆ ฉันได้ยินมาว่าท่านหญิงฟิลลี่มีความชำนาญในธุรกิจ ทำให้ธุรกิจของเมืองทากันที่เจริญรุ่งเรืองต้องหยุดชะงัก ดูเหมือนว่าชื่อเสียงที่เล่าต่อ ๆ กันมาจะเป็นเรื่องจริง!”
พ่อมดที่อยู่ตรงกลางของนักเวทย์ทั้งสี่พูดด้วยน้ำเสียงที่แหลมคมและเจาะลึกราวกับว่าเขาคุ้นเคยกับภูมิหลังของท่านหญิงฟิลลีเป็นอย่างดี
เมื่อได้ยินสิ่งที่นักเวทย์ลึกลับพูด ใบหน้าของท่านหญิงฟิลลี่ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ด้วยใบหน้าที่มืดมิด เธอพูดว่า “พวกคุณถูกส่งมาจากเมืองทากัน? ฮึ่ม! เวสตันช่างไร้หัวคิดจริง ๆ คิดจะใช้วิธีนี้สินะ แม้ว่าฉันจะตายไป ชะตากรรมที่เสื่อมถอยของเมืองทากันก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง!”
“ฉันไม่สนใจเกี่ยวกับความคับข้องใจใด ๆ ระหว่างพวกคุณทั้งคู่ ท้ายที่สุด เราเพียงต้องการฆ่าคุณเพื่อให้เวสตันทำตามสัญญาของเขา เพราะงั้นจงตายซะ!!!”
นักเวทย์ชุดดำทั้งสี่ร่ายคาถาทันที ความผันผวนที่รุนแรงของคาถานั้นชัดเจน สำหรับนักเวทย์ที่ดูเหมือนอัศวิน พวกเขาชักดาบขนาดใหญ่อย่างรวดเร็วจากด้านหลังของพวกเขา
*ชิ้ง ชิ้ง*
ดาบขนาดใหญ่อยู่ในมือของ ‘อัศวิน’ เหล่านี้ซึ่งมือของเขามีความผันผวนของธาตุที่รุนแรง แท้จริงแล้วพวกเขาคือนักเวทย์แต่พวกเขามีอีกตัวตนหนึ่งซึ่งเป็นอัศวินที่น่าเกรงขาม
พวกเขาเหล่านี้เป็นพ่อมดสายต่อสู้ที่ไม่ธรรมดา พวกเขามีร่างกายที่แข็งแรงและเวทมนตร์ที่พวกเขาเรียนรู้ส่วนใหญ่เป็นเวทมนตร์ป้องกันหรือคาถาที่มีพลังทำลายล้างอย่างไม่น่าเชื่อในระยะใกล้ เมื่อเผชิญหน้ากัน พวกเขาจะพุ่งเข้าหาศัตรูอย่างรวดเร็ว กำจัดคู่ต่อสู้ในระยะประชิด
ดังนั้น ทันทีที่การต่อสู้เริ่มต้น พ่อมดสายต่อสู้เหล่านี้ก็พุ่งไปที่นักเวทย์สวมชุดดำที่อยู่ข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ความผันผวนของพลังธาตุรอบ ๆ พวกเขานั้นอยู่ในระดับสามแต่ถ้าหากพวกเขาอยู่ในระยะที่ใกล้มากพอ นักเวทย์ระดับสามส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถสู้พวกเขาได้
“ฮึ่ม พวกพ่อมดสายต่อสู้แห่งเมืองโบลเดอร์ที่โด่งดัง พวกแกจะต้องพ่ายแพ้ให้แก่ฉัน! ประกายแสง!”
ทันใดนั้น เสื้อคลุมหลวม ๆ ที่สวมโดยนักเวทย์ก็เริ่มกระพือในอากาศนิ่ง คลื่นของความผันผวนของธาตุที่รุนแรงถูกปล่อยออกมาและเปลวไฟก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจากร่างกายของเขา
“นักเวทย์ระดับสี่!”
ในรถม้า ใบหน้าของท่านหญืงฟิลลี่ซีดเผือด ที่จริงแล้ว ตัวเธอยังเป็นนักเวทย์แต่ด้วยปัจจัยของความสามารถ เธอเป็นเพียงนักเวทย์ระดับเริ่มต้นเท่านั้น
แม้ว่าเธอจะเป็นเพียงนักเวทย์ระดับเริ่มต้นแต่เธอก็อ่อนไหวมากต่อความผันผวนของคาถา ในวินาทีนั้น เธอสามารถแยกแยะได้ว่านักเวทย์ในชุดดำลึกลับนั้นเป็นนักเวทย์ระดับสี่ที่ทรงพลัง
มีนักเวทย์ระดับสี่เพียงสามคนแม้แต่ในเมืองโบลเดอร์และพวกเขามักจะไม่ปรากฏตัว พันธมิตรการค้าจะต้องจ่ายราคามหาศาลและเชิญพวกเขาก่อนที่พวกเขาจะทำภารกิจ โดยปกติ พวกเขาเป็นเพียงผู้รับข้อเสนอของพันธมิตรการค้า เพลิดเพลินกับทรัพยากรต่าง ๆ ที่พันธมิตรการค้าของเมืองโบลเดอร์มอบให้
เธอไม่คิดว่าครั้งนี้ เมืองทากันจะจ้างนักเวทย์ระดับสี่มาทำงาน ดูเหมือนว่าพวกเขาต้องการจัดการเธอให้สิ้นซากจริง ๆ ณ จุดนี้ ท่านหญิงฟิลลีผู้ซึ่งสงบและเยือกเย็นอยู่เสมอเริ่มประหม่าขึ้นมาทันใด
เปลวเพลิงของพ่อมดชุดดำได้ลุกโชนขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่เขามองไปที่พ่อมดสายต่อสู้ รอยยิ้มอันเย็นชาก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา แม้ว่าพ่อมดสายต่อสู้จะมีพลังเหนือกว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับนักเวทย์ในระดับเดียวกันแต่เขานักเวทย์ระดับสี่ พ่อมดสายต่อสู้เหล่านี้ไม่มีค่าอะไรในสายตาของเขา
พ่อมดชุดดำเหยียดมือออก ทันใดนั้น เปลวเพลิงที่ไร้ขอบเขตก่อตัวเป็นทะเลเพลิง กลืนกินร่างของพ่อมดสายต่อสู้อย่างรวดเร็ว เปลวเพลิงอันรุนแรงเริ่มแผดเผาทุกสิ่งทุกอย่าง
พ่อมดสายต่อสู้เหล่านี้ไม่สามารถต้านทานการโจมตีได้ ดาบในมือของพวกเขาถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน ในขณะที่พวกเขาปล่อยเสียงกรีดร้องออกมาอย่างทุกข์ทรมาน
ความแตกต่างระหว่างระดับที่สามและระดับสี่นั้นชัดเจนอย่างยิ่ง มิฉะนั้น พันธมิตรทางการค้าในเมืองโบลเดอร์ พวกเขาจะไม่ใช้นักเวทย์ระดับสี่เพียงสามคนเพื่อดูแลเมืองโบลเดอร์เท่านั้น เป็นเพราะราคาขอของพ่อมดระดับสี่นั้นสูงเกินไปและพันธมิตรทางการค้าแทบจะไม่สามารถจ้างนักเวทย์ระดับสี่สามคนได้
อย่างไรก็ตาม นักเวทย์ระดับสี่สามคนที่ได้รับเชิญจากพันธมิตรการค้าไม่สามารถใช้เพื่อปกป้องท่านหญิงฟิลลีได้ แม้ว่าเธอจะเป็นประธานแต่นักเวทย์ระดับสี่ก็จะไม่ดำเนินการคุ้มครองส่วนบุคคล มันจะเป็นความอัปยศสำหรับนักเวทย์ระดับสี่!
ดังนั้น เมื่อต้องเผชิญกับการสังหารของนักเวทย์ระดับสี่ลึกลับผู้นี้ ท่านหญิงฟิลลีจึงไม่สามารถทำอะไรได้เลย
“ท่านแม่ หนูกลัว!”
จากรถม้า ใบหน้าเล็ก ๆ ที่ละเอียดอ่อนอีกคนหนึ่งก็โผล่ออกมา เด็กน้อยคนนี้เป็นลูกสาวของท่านหญิงฟิลลี่ การเดินทางคราวนี้ เธอได้พาลูกสาวไปดูธุรกิจภายใต้พันธมิตรการค้า ในตอนแรก เธอคิดว่าด้วยการคุ้มครองของพ่อมดสายต่อสู้ระดับสาม พวกเธอจะปลอดภัยแต่เธอไม่ได้คาดหวังว่าพวกเธอจะยังตกอยู่ในอันตราย
“ลูกแม่ อย่ากลัวไปเลย มันจะไม่เป็นไร กลับเข้าไปในรถม้าและอย่าออกมาอีกเป็นอันขาด”
หลังจากเกลี้ยกล่อมลูกสาวของเธอกลับเข้าไปในรถม้า ท่านหญิงฟิลลีก็หันความสนใจของเธออีกครั้งไปยังนักเวทย์ระดับสี่ที่กำลังเข้าใกล้เธอทีละก้าว เธออ้าปากจะพูดอะไรบางอย่างแต่รู้สึกหมดหนทาง
ในสถานการณ์เช่นนี้ เธอไม่สามารถแก้ไขวิกฤตได้ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ เว้นแต่นักเวทย์ระดับสี่แห่งเมืองโบลเดอร์จะสามารถมาช่วยเธอได้ทันเวลา อย่างไรก็ตาม นี่เป็นความหวังที่เป็นไปไม่ได้
“เป้าหมายของเวสตันคือฉัน ในฐานะนักเวทย์ผู้สูงศักดิ์ ได้โปรดปล่อยลูกสาวที่น่าสงสารของฉันไป…”
อย่างไรก็ตาม นักเวทย์ในชุดดำลึกลับไม่สนใจในสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามพูด เปลวเพลิงในมือของเขาสูงขึ้นเรื่อย ๆ
ใบหน้าของท่านหญิงฟิลลีแสดงความสิ้นหวังออกมา เธอหันหน้าไปทางท้องฟ้าและหลับตาลงอย่างนุ่มนวล
ขณะที่เธอหลับตาลงอย่างแผ่วเบา ทันใดนั้นเธอก็เห็นว่าบนท้องฟ้า มีดาวตกได้ปรากฏขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ มันใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อมันใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ดาวหางยาวได้ส่งเสียงหวีดแหลม จากนั้นมันพุ่งไปที่พื้น…