- หน้าแรก
- ความลับของพ่อมด
- WS บทที่ 444 สอบสวน PART 2
WS บทที่ 444 สอบสวน PART 2
WS บทที่ 444 สอบสวน PART 2
“พ่อมดซีมัวร์ พวกเขามาถึงแล้วเชิญคุณถามเรื่องที่คุณสงสัยได้เลย”
เมอร์ลินชี้ไปที่เออร์นี่และวัตสันซึ่งยืนอยู่ข้างหลังเขา
ทั้งเออร์นี่และวัตสันสามารถสัมผัสได้ถึงความผันผวนของพลังธาตุของนักเวทย์ระดับแปดที่กระจายออกมาจากพ่อมดซีมัวร์ พวกเขาจึงแสดงความเคารพในทันทีด้วยการโค้งคำนับเขา ท้ายที่สุด นี่คือองค์กรที่นายท่านของพวกเขาสังกัดอยู่ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่กล้าแสดงพฤติกรรมก้าวล่วงต่อคนในนี้
ที่สำคัญกว่านั้น ไม่มีสักคนเดียวที่นี่ที่อ่อนแอกว่าพวกเขา ทุกคนล้วนเป็นนักเวทย์ระดับเจ็ดที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง!
“คุณคือนักเวทย์มนตร์จากทุ่งหิมะเหมันต์อย่างงั้นหรือ?”
พ่อมดซีมัวร์หรี่ตาขณะที่ประเมินทั้งเออร์นี่และวัตสัน ขณะที่เขาตรวจสอบพวกเขาด้วยความระมัดระวัง เขาก็ยิ่งประหลาดใจมากขึ้นเท่านั้น
มันเป็นเพราะทั้งคู่เป็นนักเวทย์ระดับเจ็ดจริง ๆ! เมอร์ลินสามารถทำให้นักเวทย์ระดับเจ็ดสองคนมาเป็นทาสของเขาได้ มันน่าประหลาดเกินกว่าจะเข้าใจได้
เป็นที่รู้กันดีว่า การจะโน้มน้าวให้นักเวทย์มาลงนามสัญญาทาส มันยากเย็นเพียงใด แม้ว่าจะมีความแตกต่างกันอย่างมากในอำนาจก็ตาม แต่ก็ไม่มีนักเวทย์คนไหนต้องการจะทำมัน พวกเขายอมตายซะยังจะดีกว่าลงนามสัญญาทาสที่เอารัดเอาเปรียบเช่นนี้
นอกจากเออร์นี่และวัตสันแล้ว ยังมีหุ่นเชิดหมายเลขสามอีกด้วย หุ่นดเชิดสีแดงเข้มตัวนี้ไม่ขยับเขยื้อนเลยแต่ก็ยังดึงดูดความสนใจจากนักเวทย์ในห้องโถงเป็นอย่างมาก
พวกเขาไม่สามารถตรวจพบร่องรอยของชีวิตบนหุ่นเชิดหมายเลขสาม ดังนั้นจึงหมายความว่าหุ่นเชิดหมายเลขสามไม่ใช่สิ่งมีชีวิต นักเวทย์บางคนที่มีความรู้ในด้านนี้ได้ตระหนักว่าหมายเลขสามมีความคล้ายคลึงอย่างมากกับหุ่นเชิดที่อธิบายไว้ในหนังสือโบราณ
“มันเป็นหุ่นเชิด นี่เป็นหนึ่งในหุ่นเชิดที่สามารถพบได้ในยุคทองของนักเวทย์เท่านั้น! เมอร์ลินได้พบเจอประสบการณ์ที่น่าทึ่งอะไรบ้างในการเดินทางของเขา”
นักเวทย์บางคนรู้สึกทึ่งเล็กน้อยว่าเมอร์ลินสามารถหาหุ่นเชิดได้อย่างไร เช่นเดียวกับพ่อมดระดับเจ็ดที่ตกเป็นทาสทั้งสองคน การเดินทางครั้งล่าสุดของเมอร์ลินนอกดินแดนมนต์ดำ เขาต้องพบกับการเผชิญหน้าที่แปลกประหลาดและคาดไม่ถึงอย่างแน่นอน
ก่อนหน้านี้มีเพียงเมอร์ลินเท่านั้นก็มีอำนาจมากพออยู่แล้วแต่ตอนนี้เขายังมีทาสสองคนและหุ่นเชิดลึกลับ ดังนั้น พลังของเมอร์ลินจึงเพียงพอที่จะเทียบเท่าตระกูลนักเวทย์ที่ทรงพลัง
เมื่อเห็นพลังทั้งหมดของเมอร์ลิน นักเวทย์ในห้องโถงก็ยอมรับเมอร์ลินมากยิ่งขึ้น
“สำหรับพ่อมดสองคนนี้ เราจะเรียกพวกเขาว่าอย่างไรดี?”
พ่อมดซีมัวร์ถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ ท้ายที่สุด เขาไม่ใช่เจ้านายของพวกเขาและด้วยเหตุนี้พวกเขาควรได้รับการเคารพอย่างเหมาะสมซึ่งเป็นสิ่งสมควรได้รับสำหรับนักเวทย์ระดับเจ็ด
“พ่อมดซีมัวร์ ท่านมีน้ำใจเกินไปแล้ว ฉันมีชื่อว่าเออร์นี่และนี่คือพ่อมดวัตสัน พวกท่านมีอะไรจะถามพวกเรา พวกท่านสามารถถามได้เลยไม่ต้องเกรงใจ!”
เออร์นี่ยิ้มและแอบมองเมอร์ลินอย่างรวดเร็ว เขาสังเกตเห็นว่าใบหน้าของเมอร์ลินดูเฉยเมยและสงบ ดูเหมือนว่านายท่านของเขาจะไม่รังเกียจที่เขาจะพูดออกมาเช่นนี้ เออร์นี่ถอนหายใจอย่างโล่งอกกับความคิดนั้น
“เข้าใจแล้ว พ่อมดเออร์นี่ เหล่านักเวทย์จากดินแดนมนต์ดำมีคำถามเกี่ยวกับทุ่งหิมะเหมันต์ พวกเราอยากรู้ว่ามีจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ในทุ่งหิมะเหมันต์หรือไม่?”
นี่เป็นคำถามที่พ่อมดซีมัวร์อยากรู้มากที่สุด สำหรับนักเวทย์ธรรมดา จอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่เป็นเหมือนภูเขาที่ไม่สามารถข้ามได้ เมื่อจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ปรากฏตัวในสถานที่แห่งหนึ่ง ความยิ่งใหญ่ของเขาจะปกครองทั่วทั้งพื้นที่ทันที ไม่เพียงแต่จะยากลำบากแต่ยังเป็นอันตรายต่อบุคคลภายนอกที่พยายามก่อตั้งรกรากใหม่ที่นั่น
ดินแดนมนต์ดำมีรากฐานที่ลึกซึ้งและทรัพยากรมากมาย หากจู่ ๆ จอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่มีความคิดที่จะคุกคาม พวกเขาก็จะไม่สามารถทำอะไรจอมเวทย์ได้เลยแม้แต่น้อย
“จอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่? แม้ว่าทุ่งหิมะเหมันต์จะกว้างใหญ่ แต่เราไม่เคยได้ยินว่ามีจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ถือกำเนิดขึ้นที่นั่น”
เออร์นี่ส่ายหัว ด้วยสภาพแวดล้อมที่หนาวเหน็บเช่นทุ่งหิมะเหมันต์ มันไม่เป็นที่สนใจของจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่
ยิ่งไปกว่านั้น หากมีใครสามารถเป็นจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ได้ โลกทั้งใบก็สามารถอยู่ในมือของเขาได้อย่างง่ายดาย เขาสามารถไปทุกที่ที่เขาต้องการ ไม่มีที่ไหนที่เขาไม่สามารถเอื้อมถึงได้
เมื่อได้ยินความมั่นใจในน้ำเสียงของพ่อมดเออร์นี่ พ่อมดซีมัวร์ก็แอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ตราบใดที่ไม่มีจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่อยู่รอบ ๆ การอพยพในครั้งนี้จะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน
ท้ายที่สุด เขาเชื่อว่าพวกเขาจะสามารถป้องกันนักเวทย์ระดับเก้าได้ด้วยรากฐานของดินแดนมนต์ดำ ประกอบกับนักเวทย์ระดับแปดกับเจ็ดจำนวนมากและความสามารถเฉพาะตัวของพวกเขา ดังนั้น ตราบใดที่ไม่มีจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ ดินแดนมนต์ดำก็จะปลอดภัย
“ในทุ่งหิมะเหมันต์มีกลุ่มที่ทรงพลังหรือไม่?”
พ่อมดซีมัวร์เริ่มสอบถามเกี่ยวกับรายละเอียดของทุ่งหิมะเหมันต์ ถ้าดินแดนมนต์ดำต้องการเข้าสู่ที่นั่นจริง ๆ พวกเขาคิดว่าน่าจะมีการต่อต้านจากกลุ่มอื่นที่มีอยู่ที่นั่น
ดังนั้น พ่อมดซีมัวร์จึงจำเป็นต้องรู้ถึงข้อมูลของกลุ่มต่าง ๆ อย่างครอบคลุมเพื่อเตรียมตัว
คราวนี้ วัตสันเป็นคนตอบ “พ่อมดซีมัวร์ ทุ่งหิมะเหมันต์เป็นสถานที่ที่วุ่นวายมาก ไม่มีระเบียบหรือแบบแผนใด ๆ มีเพียงแค่การแก่งแย่งชิงดีเพื่อความอยู่รอดเท่านั้น เนื่องจากทรัพยากรที่ขาดแคลน ทุ่งหิมะเหมันต์ไม่เคยมีการรวมกลุ่มที่ทรงพลัง ทุกคนต่างต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของตนเอง แม้แต่นักเวทย์ระดับเก้าที่ทรงพลังก็ไม่สนใจที่จะสร้างกลุ่มขึ้นมา”
"อะไรนะ? คุณกำลังจะบอกว่า ตอนนี้ไม่มีกลุ่มใหญ่ในทุ่งหิมะเหมันต์แม้แต่กลุ่มเดียว”
ดวงตาของพ่อมดซีมัวร์เป็นประกายอย่างเจิดจ้าเมื่อเขาได้ยินว่าทุ่งหิมะเหมันต์ไม่มีฝักฝ่ายแม้แต่ฝ่ายเดียว ถ้าดินแดนมนต์ดำเข้าสู่ทุ่งหิมะเหมันต์ พวกเขาจะไม่กลายเป็นฝ่ายที่แข็งแกร่งที่สุดในทุ่งหิมะเหมันต์ในทันทีเลยหรือ?
อันที่จริง หากพวกเขายังคงเติบโตต่อไปและดินแดนมนต์ดำสามารถฟูกฟักนักเวทย์ระดับเก้าได้ พวกเขาอาจจะสามารถครองทุ่งหิมะเหมันต์ได้อย่างสมบูรณ์
ไม่ว่าทุ่งหิมะเหมันต์จะรกร้างเพียงใด มันก็ยังคงเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ที่มีประชากรนักเวทย์จำนวนมาก หากพวกเขาสามารถครองดินแดนทั้งหมดได้ มันอาจจะหลายเป็นยุคสมัยอันรุ่งโรจน์ของดินแดนมนต์ดำก็เป็นได้
ไม่ใช่แค่พ่อมดซีมัวร์เท่านั้นที่มาถึงข้อสรุปนี้แต่ยังรวมถึงนักเวทย์คนอื่น ๆ อีกด้วย ใบหน้าของพวกเขาแสดงออกถึงความสนใจอย่างเด่นชัด มันจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับพวกเขา หากดินแดนมนต์ดำสามารถฟื้นคืนสู่ยุครุ่งเรืองได้
ในเวลานี้ เมอร์ลินลุกขึ้นยืนและพูดด้วยเสียงต่ำว่า “ทุกคน ตอนนี้พวกคุณคงเข้าใจแล้วว่าทำไมฉันถึงแนะนำทุ่งหิมะเหมันต์ การอพยพของพวกเราไม่ต่างจากการทำลายรากเหง้าของเราเองแต่ถ้าเราทำได้ดีในทุ่งหิมะเหมันต์ นี่อาจเป็นโอกาสใหญ่ครั้งต่อไปของพวกเรา!”
อันที่จริงมันเป็นโอกาสอันล้ำค่า ความสำเร็จในการครอบครองพื้นที่กว้างใหญ่เช่นนี้เป็นไปไม่ได้แม้แต่กับองค์กรขนาดใหญ่หลายแห่ง
ต่อจากนั้น นักเวทย์บางคนยังได้สอบถามเกี่ยวกับรายละเอียดอื่น ๆ ของทุ่งหิมะเหมันต์ซึ่งเออร์นี่และวัตสันตอบอย่างระมัดระวัง คำตอบของพวกเขาได้ขจัดข้อสงสัยที่เหลืออยู่ที่เหล่านักเวทย์ที่มีเกี่ยวกับทุ่งหิมะเหมันต์
เมื่อเห็นท่าทางพึงพอใจของนักเวทย์ส่วนใหญ่ พ่อมดซีมัวร์ก็รู้ว่าการเคลื่อนไหวนั้นประสบความสำเร็จไปครึ่งทางแล้ว!
หลังจากผ่านไปพักใหญ่ พ่อมดซีมัวร์ก็กวาดสายตามองไปยังนักเวทย์คนอื่น ๆ และพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นว่า “ถ้าไม่มีคำถามอะไรเพิ่มเติม เราจะทำการเคลื่อนย้ายดินแดนมนต์ดำไปยังทุ่งหิมะเหมันต์ ฉันจะให้เวลาพวกคุณแค่สิบวันสำหรับการเตรียมตัว ทุกอย่างควรได้รับการแก้ไขภายในเวลาสิบวัน ท้ายที่สุดแล้ว การอพยพเป็นเรื่องใหญ่
สำหรับนักเวทย์ระดับเริ่มต้น พวกคุณสามารถให้พวกเขาเลือกว่าจะออกจากที่นี่หรือติดตามดินแดนมนต์ดำไป สำหรับสมาชิกทางการ พวกเขาจะต้องปฏิบัติตามสัญญาโดยติดตามดินแดนมนต์ดำไปยังทุ่งหิมะเหมันต์”
พ่อมดซีมัวร์เริ่มเตรียมการสำหรับการอพยพ เวลาที่ให้พวกเขาเตรียมตัวนั้นมากเกินพอแต่ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อใดที่ออสมูจะจัดการกับองค์กรนักเวทย์ในโลกนักเวทย์ทางใต้ ดังนั้นพวกเขาจึงถูกบังคับให้ต้องเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ด้วยวิธีนี้พวกเขาจะมีเวลาเหลือเฟือในการเตรียมตัว
“ไปกันเถอะ พวกเราก็ต้องเตรียมตัวด้วย!”
เมอร์ลินพาเออร์นี่ วัตสัน และคนอื่น ๆ ออกจากห้องโถงมนต์ดำ ตัวเขายังต้องเตรียมการบางอย่าง
…
ลอแรนก้าและเอ็มมาซึ่งเมอร์ลินไม่ได้พบเห็นมาเป็นเวลานาน ทั้งคู่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาในหอคอยของพ่อมดลีโอ
ในฐานะคนรับใช้ของเมอร์ลิน ลอแรนก้าเคยอาศัยอยู่ในหอคอยของพ่อมดลีโอมาเป็นเวลานาน ในที่สุดเธอก็สามารถสร้างคาถาระดับที่หนึ่งและเลื่อนระดับกลายนักเวทย์ระดับหนึ่งแล้ว
อย่างไรก็ตาม เมอร์ลินเห็นว่าลอแรนก้าไม่ได้มีพรสวรรค์ในการสร้างคาถามากนัก เธออาจจะเป็นแค่นักเวทย์ระดับหนึ่งหรือสองอย่างดีที่สุด มันคงเป็นเรื่องยากสำหรับเธอที่จะเป็นนักเวทย์ระดับสาม
ในทางกลับกัน เอ็มม่ามีความสามารถสูงมาก เธอไม่เพียงแต่ประสบความสำเร็จไม่น้อยไปกว่าลอแรนก้า ตอนนี้เธอก็กลายเป็นนักเวทย์ระดับหนึ่งเช่นกัน!
นับตั้งแต่พ่อมดลีโอเสียชีวิต เอ็มม่าก็ได้ถูกส่งตัวไปอยู่ที่หอคอยของแม่มดนาชาและกลายมาเป็นนักเรียนของเธอ แม้ว่าแม่มดนาชาจะเป็นเพียงนักเวทย์ระดับสี่และไม่ได้มีพลังพิเศษมากนักแต่เธอก็เก่งในการสอนพิเศษ นักเรียนหลายคนในหอคอยของเธอกลายเป็นนักเวทย์ระดับหนึ่งแล้ว
“ไม่เลวเอ็มม่า เพียงแค่เธอเดินตามรอยแม่มดนาชาต่อไป เธอมีศักยภาพในการเป็นนักเวทย์ระดับสี่ในอนาคต!”
เมอร์ลินพอใจกับความก้าวหน้าของเอ็มม่ามาก ท้ายที่สุด เอ็มม่าก็เป็น 'นักเรียน' ของเขา
“ท่านอาจารย์ที่ท่านเรียกพวกเรามาที่นี่ มีเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ?”
เอ็มม่ายังคงให้เกียรติเมอร์ลินและถือว่าเขาเป็นอาจารย์ของเธอ ย้อนกลับไปในตอนนั้น ถ้าไม่ใช่สำหรับเมอร์ลินที่ทิ้งเทคนิคการทำสมาธิและคาถาบางอย่างไว้เบื้องหลัง เอ็มม่าก็คงไม่มีโอกาสได้เป็นนักเวทย์ด้วยซ้ำ
ดังนั้น เมอร์ลินจึงกล่าวได้ว่าเป็นผู้ชี้นำของเอ็มม่า เช่นเดียวกับที่ชายชราเอธานชี้นำของเมอร์ลิน มิฉะนั้น เมอร์ลินคงไม่ได้เข้าสู้เส้นทางของนักเวทย์
“นี่เป็นทคนิคการทำสมาธิขั้นสูง มันมีประโยชน์มากในการพัฒนาพลังจิตของเธอ รับไปแล้วก็อย่าเอาไปในคนอื่นเห็นเด็ดขาด!”
เมอร์ลินหยิบเทคนิคการทำสมาธิออกมาและมอบให้แก่เอ็มมาและลอแรนก้า นั่นไม่ใช่ทั้งหมด เขายังหยิบเสื้อคลุม ยา และแม้แต่อุปกรณ์เวทมนต์อันล้ำค่าออกมาและมอบให้กับทั้งสองคนตามลำดับ
อุปกรณ์เวทมนต์ ยา และเสื้อคลุมอันล้ำค่าเหล่านี้ได้มาจากแหวนของนักเวทย์ที่เมอร์ลินฆ่า อันที่จริง เมอร์ลินเองก็ไม่สามารถประเมินความมั่งคั่งในปัจจุบันของเขาได้อีกต่อไป เขาสงสัยว่าความมั่งคั่งของเขาจะเพียงพอที่จะเลี้ยงดูตระกูลนักเวทย์ขนาดใหญ่ได้หรือไม่?
“ท่านอาจารย์ มันเกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ?”
เอ็มม่าดูกังวลเล็กน้อยที่เมอร์ลินกลับมาและมอบของมากมายให้พวกเธอในคราวเดียว เธอกลัวว่าจะมีสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้น
“ฉันคิดว่าอีกไม่นานพวกเธอจะรู้เรื่องนี้ ดังนั้นถึงฉันจะบอกตอนนี้ไปมันก็ไม่เสียหาย ในตอนนี้ โลกนักเวทย์กำลังตกอยู่ในความโกลาหลอย่างสมบูรณ์และดินแดนมนต์ดำจำเป็นต้องอพยพออกไปจากที่นี่!”
เมื่อเมอร์ลินพูดจบ สีหน้าของเอ็มม่าและลอแรนก้าก็เปลี่ยนทันที พวกเธอไม่อยากเชื่อเลยว่าดินแดนมนต์ดำจะละทิ้งรกรากและย้ายออกไปจากที่นี่
เอ็มม่าสูดหายใจเข้าลึก ๆ และกระซิบว่า “อพยพ? มันเป็นไปได้อย่างไร? ท่านอาจารย์ ดินแดนมนต์ดำกำลังจะย้ายไปที่ไหนเจ้าคะ?”
“สถานที่ที่ดินแดนมนต์ดำจะไปย้ายไป ฉันยังบอกพวกเธอตอนนี้ไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ได้รับการตัดสินแล้วและการอพยพจะเกิดขึ้นภายในสิบวัน ดังนั้นเธอต้องรีบเตรียมตัวให้พร้อม อย่างไรก็ตาม ฉันยังมีแต้มสนับสนุนอยู่มากมาย แต่สิ่งของในดินแดนมนต์ดำไม่ได้มีประโยชน์กับฉันอีกต่อไปแล้ว ฉันจะเอาแต้มสนับสนุนให้กับเธอ เธอสามารถนำไปแลกเปลี่ยนสิ่งของเหล่านั้นได้มากเท่าที่ต้องการ ฉันอยากให้พวกเธอแน่ใจว่าพร้อมสำหรับการอพยพ แม้แต่ตัวฉันเองก็ยังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะมีอุบัติเหตุประเภทใดที่อาจเกิดขึ้นระหว่างทาง”
ภายในแหวนมนต์ดำของเมอร์ลินมีแต้มสนับสนุนมากกว่าหมื่นแต้ม แม้มันจะเป็นโชคลาภอันมหาศาล แต่สิ่งของในดินแดนมนต์ดำไม่มีประโยชน์สำหรับเมอร์ลินอีกต่อไป ดังนั้นเขาจึงอาจมอบพวกมันให้กับเอ็มม่าและลอแรนก้าที่อาจต้องการพวกมันมากกว่าที่เขา
นี่เป็นโชคลาภมหาศาล เอ็มม่าและลอแรนก้าคงจะดีใจมากที่ได้รับโชคก้อนโตเช่นนี้หากเป็นในสถานการณ์อื่น แต่ตอนนี้ หัวใจของพวกเธอหนักอึ้ง แม้จะได้รับแต้มสนับสนุนจากเมอร์ลินก็ตาม
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันขอไปเตรียมตัวกก่อนนะ”
เมอร์ลินโบกมือ แล้วทั้งสองคนก็จากไป เขาเป็นคนเดียวที่เหลืออยู่ในห้อง สำหรับเออร์นี่และคนอื่น ๆ เมอร์ลินได้จัดห้องไว้ให้พวกเขาแล้ว
เมอร์ลินไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งและนำสัญญาออกจากแหวนของเขา มันเป็นสัญญาของเขากับพ่อมดแบมมู เขาสามารถติดต่อพ่อมดแบมมูได้อย่างง่ายดายผ่านสัญญานี้