- หน้าแรก
- ความลับของพ่อมด
- WS บทที่ 407 อวตารเพลิงทมิฬ PART 3
WS บทที่ 407 อวตารเพลิงทมิฬ PART 3
WS บทที่ 407 อวตารเพลิงทมิฬ PART 3
สายตาแปดคู่จับจ้องอยู่ที่เมอร์ลิน พวกเขากำลังสะสมพลังของตัวเองมาในระดับหนึ่งแล้ว เพื่อให้ได้หนังสือแห่งนิรันดร์มา นักเวทย์ที่มาจากทุ่งหิมะเหมันต์เหล่านี้ พวกเขาได้พร้อมสำหรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดไว้แล้ว
“ฆ่ามัน!!”
ทันใดนั้น นักเวทย์ระดับเจ็ดก็นำการโจมตีครั้งแรกโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า ธาตุลมเริ่มฉายแสงบนร่างของเขาและต่อมากลายเป็นพายุทอร์นาโดที่รุนแรง ภายในพายุทอร์นาโดยังมีผลึกน้ำแข็งอยู่ด้วย
นี่เป็นการผสมผสานระหว่างคาถาธาตุลมกับน้ำแข็ง มันก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจ! แม้ว่ามันจะไม่ใช่พลังปีศาจแพนโดร่า พลังของมันก็ไม่น้อยไปกว่าพลังปีศาจแพนโดร่าแบบทั่วไป
ความจริงก็คือเมื่อนักเวทย์ถึงระดับเจ็ด ระดับความสามารถของพวกเขาจะเริ่มแตกต่างกันอย่างมากในหมู่นักเวทย์ระดับเจ็ดแต่ละน เหตุผลหนึ่งก็คือนักเวทย์ระดับเจ็ดที่มีพลังปีศาจแพนโดร่าจะสามารถฝึกฝนพลังปีศาจแพนโดร่ารูปแบบที่สามได้ ดังนั้นพลังของเขาจึงก้าวกระโดดครั้งใหญ่เมื่อมาถึงระดับเจ็ด
อย่างไรก็ตาม นักเวทย์มนตร์ที่มีพลังปีศาจแพนโดร่านั้นมีจำนวนน้อยมาก อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ช่องว่างความสามารถระหว่างนักเวทย์ระดับเจ็ดคนอื่น ๆ เป็นเพราะระดับพลังของคาถาที่สร้างขึ้นมาเอง
หากนักเวทย์เชี่ยวชาญในการสร้างคาถาและใช้เวลาในการสร้างคาถาอย่างช้า ๆ มันจะมีพลังมหาศาลเมื่อเทียบกับนักเวทย์ที่สร้างอย่างรีบเร่ง
นักเวทย์ที่ผู้เป็นผู้นำในการโจมตีครั้งแรกได้สร้างคาถาที่ทรงพลังมาก มันเป็นคาถาที่เกินระดับของคาถาระดับเจ็ดโดยทั่วไป!
*โครม โครม โครม*
พายุทอร์นาโดขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยผลึกน้ำแข็งที่แหลมคมราวกับหินขรุขระพุ่งเข้าใส่ร่างของเมอร์ลินอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม เมอร์ลินพร้อมสำหรับการโจมตีและร่ายเกราะเกลียวคลื่นไว้แล้ว เมื่อถูกโจมตีเกราะเกลียงคลื่นปล่อยระลอกคลื่นตัวของมันและให้คลื่นกระจายตัวอย่างต่อเนื่องซึ่งจะช่วยลดผลกระทบของการโจมตี
พลังของเกราะเกลียวคลื่นนั้นแข็งแกร่งมากแถมยังหลอมรวมกับผสานผืนพิภพ พลังป้องกันของมันก็ยิ่งทะลุเพิ่มขึ้นเข้าไปอีก จึงทำให้คาถาระดับเจ็ดส่วนใหญ่แทบจะทำลายการป้องกันของเกราะเกลียวคลื่นไม่ได้เลย
แต่แน่นอนว่าคาถาที่อีกฝ่ายร่ายต้องไม่มีพลังปีศาจแพนโดร่า
ระลอกคลื่นบนเกราะเกลียวคลื่นค่อย ๆ ลดลงและหายไป ซึ่งหมายความว่าการโจมตีได้กระจายไปอย่างสมบูรณ์โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ กับเมอร์ลิน
*หวู่ม*
เมอร์ลินเคลื่อนไหวทันทีที่คู่ต่อสู้โจมตี การเคลื่อนไหวร่างกายของเขานั้นเร็วจนมองตามไม่ทัน ในชั่วพริบตา เขาก็อยู่ตรงหน้านักเวทย์ซึ่งเป็นผู้นำการโจมตีครั้งแรกแล้ว
“ราตรีมรณะ!”
เมอร์ลินไม่ได้มุ่งเป้าไปที่นักเวทย์คนนี้เพียงผู้เดียว เขารู้ว่าแม้ว่านักเวทย์ระดับเจ็ดที่เหลืออีกเจ็ดคนจะยังไม่เริ่มโจมตี แต่พวกเขาก็รอเพื่อวัดความสามารถของเขา
อย่างไรก็ตาม หากหนึ่งในนั้นถูกคุกคาม เมอร์ลินก็มั่นใจว่านักเวทย์คนอื่น ๆ จะสูญเสียความตั้งใจในการสู้ ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจที่จะทำให้พวกเขาหมกมุ่นอยู่กับสถานการณ์ของตัวเองและในขณะเดียวกัน เขาจะฆ่าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยิ่งจำนวนคนน้อยเท่าไหร่ มันก็ยิ่งจะช่วยลดภาระของเมอร์ลินได้ในภายหลัง
ท้ายที่สุด ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถยืนหยัดต่อสู้กับนักเวทย์ระดับเจ็ดทั้งแปดคนโดยไม่รู้สึกกระวนกระวายใจ
*ครืน…*
ความมืดลงมาอย่างกะทันหันและทำให้ทางเดินทั้งหมดกลายเป็นสีดำสนิท ความมืดดำสนิทนี้ประกอบขึ้นด้วยพลังธาตุมืดอันเข้มข้นและไม่ใช่เพียงภาพลวงตาเท่านั้น
ในความเป็นจริง เมื่อพลังจิตของนักเวทย์บรรลุถึงระดับเจ็ด มันยากมากที่จะดักจับพวกมันไว้ในภาพลวงตา อย่างดีที่สุดพวกเขาจะสับสนเล็กน้อยและจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว
จุดประสงค์ของเมอร์ลินในการร่ายราตรีมรณะก็คือสร้างความสับสนให้กับนักเวทย์เหล่านี้ แม้เพียงเสี้ยววินาที เขาก็จะได้เปรียบในการเริ่มการเคลื่อนไหวครั้งแรก เขายังสามารถเน้นพลังของเขาและฆ่านักเวทย์ระดับเจ็ดอย่างน้อยหนึ่งคน
“ฮึ่ม! นี่มันคาถาลวงตา รีบออกจากคาถาเร็วเข้า!”
นักเวทย์บางคนรู้สึกได้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ แผนการของเมอร์ลินมีไว้เพื่อสร้างโอกาสตัวเอง แต่นักเวทย์ระดับเจ็ดเหล่านี้เกือบจะแก้ไขได้แทบจะทันที ดังนั้นพวกเขาจะไม่ติดกับง่าย ๆ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพวกเขาจะรู้อยู่แก่ใจแต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะฟื้นคืนสติ พลังธาตุมืดได้ห่อหุ้มเส้นทางทั้งหมด ดังนั้นทุกคนที่อยู่ภายในถ้ำได้รับผลกระทบจากคาถาลวงตา
เพียงแค่ธาตุแห่งความมืดเพียงอย่างเดียวจะไม่ทำให้เกิดอันตรายใด ๆ แก่พวกเขา แต่เวลาสติหลุดลอยไป มันจะก่อให้เกิดอันตรายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
“จงแผดเผา!”
ด้วยสายตาที่หรี่ลงเล็กน้อยของเมอร์ลิน เขากลายเป็นร่างของไฟที่โหมกระหน่ำด้วยเปลวเพลิงที่ปกคลุมทั่วทั้งร่างกายของเขา จากนั้นเขาก็ชี้นิ้วไปที่นักเวทย์ที่ทำการโจมตีครั้งแรก
*บูม!*
เปลวเพลิงที่ลุกโชนอย่างไม่รู้จบเริ่มลุกไหม้อย่างรวดเร็วบนนักเวทย์ มันโจมตีคาถาป้องกันของเขาอย่างต่อเนื่อง
ไม่นานคาถาป้องกันก็พังลงและความกลัวก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนักเวทย์ระดับเจ็ดคนนั้น เขาไม่ได้คาดหวังว่าฝั่งเขาที่มีตั้งแปดคน กลับเป็นเขาที่ถูกฆ่าอย่างรวดเร็ว
"ไม่…"
ด้วยการคร่ำครวญครั้งสุดท้าย นักเวทย์ก็ถูกกองไฟสีขาวซีดกลืนลงไป…
“บัดซบ!”
เมื่อนักเวทย์คนอื่น ๆ ฟื้นจากภาพลวงตา มันก็สายเกินไปแล้ว เมอร์ลินได้ฆ่านักเวทย์ระดับเจ็ดด้วยความเร็วสูงสุดแล้ว ใบหน้าบางส่วนของพวกเขาดูมืดมนเนื่องจากการสังหารนักเวทย์ระดับเจ็ดทำให้เกิดความวิตกกังวลและความวิตกกังวลในหมู่พวกเขา
นั่นเป็นเพราะว่า พวกเขาอาจถูกฆ่าโดยความเร็วดั่งสายฟ้าของเมอร์ลินเช่นกัน!
“ทุกคน อย่าลังเลอีกต่อไป บุคคลนี้มีพลังมากและสามารถฆ่าพวกเราทุกคนได้ในพริบตา ถ้าเราไม่ร่วมมือกันตอนนี้ ฉันเกรงว่าพวกเราจะตายกันหมด!”
นักเวทย์ที่เหลืออีกเจ็ดคนได้รวมตัวกันเป็นพันธมิตรอย่างรวดเร็ว แผนการของเมอร์ลินทำให้ตกใจและหวาดกลัว ในเวลาเดียวกัน มันทำให้พวกเขารู้สึกถูกคุกคามอย่างมาก ดังนั้นมันจึงง่ายกว่าสำหรับพวกเขาในการรวมกองกำลัง
“ราตรีมรณะ!”
เมอร์ลินไม่ลังเลและร่ายราตรีมรณะอีกครั้ง ทำให้พลังธาตุแห่งความมืดก็เต็มทั้งถ้ำ แต่คราวนี้ นักเวทย์เหล่านี้เตรียมพร้อมสำหรับมัน พวกเขาปลดปล่อยพลังจิตอย่างเต็มที่ สมาธิจดจ่ออยู่ที่เมอร์ลิน
พลังจิตที่แข็งแกร่งของพวกเขาสามารถเจาะทะลุผ่านราตรีมรณะและพลังธาตุมืดก็ค่อย ๆ พังทลายลงและหายไป การโจมตีของเมอร์ลินไม่ได้ผล ในทางตรงกันข้าม เมื่อนักเวทย์ระดับเจ็ดทั้งเจ็ดเหล่านี้ได้ปลดปล่อยจากภาพลวงตา พวกเขาก็ร่ายคาถามุ่งตรงไปที่เมอร์ลิน
เกราะเกลียวคลื่นของเมอร์ลินเปล่งแสงขนาดใหญ่และในขณะเดียวกัน เมอร์ลินก็ค่อย ๆ ยื่นมือออกมา คราวนี้ ทุกคนสามารถมองเห็นความแปลกประหลาดในฝ่ามือของเขาได้อย่างชัดเจน
ดวงตาแนวตั้งสีแดงเลือดดูเหมือนจะฝังอยู่ในฝ่ามือของเมอร์ลิน ดวงตากระพริบอย่างต่อเนื่องและใครก็ตามที่จ้องมองด้วยตาสีแดงเลือดนี้ รู้สึกหวาดกลัวในใจที่ไม่สามารถละสายตาได้
“นั่นคือดวงตาแห่งความมืดในตำนานจากมหาจอมเวทย์แห่งความมืดไม่ใช่เหรอ!?”
แม้ว่านักเวทย์ทุ่งหิมะเหมันต์จะถูกแยกออกจากส่วนอื่น ๆ ของโลก แต่ก็มีนักเวทย์ที่มาหาพวกเขาจากภายนอกเป็นครั้งคราว ดังนั้นพวกเขาจึงรู้จักชื่อเสียงดวงตาแห่งความืดอันโด่งดัง
มันเป็นพลังต้องสาปและนักเวทย์คนใดก็ตามที่ฝึกฝนดวงตาแห่งความมืดจะต้องพบกับความตายที่รออยู่ปลายทาง แต่ทว่านักเวทย์ทุกคนที่ฝึกฝนดวงตาแห่งความมืดก็น่ากลัวอย่างหาที่เปรียบมิได้
ดวงตาแห่งความมืดเป็นตัวแทนของบางสิ่งที่น่ากลัว ไม่ว่าดวงตาแห่งความมืดจะปรากฏตัวขึ้นที่ใด ความมืดและการนองเลือดจะเกิดขึ้นตามมา!
“ดวงตาแห่งความมืด จงทำลาย!”
เมื่อต้องเผชิญกับการโจมตีด้วยคาถาที่ไม่รู้จบ เมอร์ลินไม่กล้ากระทำการโดยประมาท เขาไม่ต้องการให้เกราะเกลียวคลื่นทนต่อเวทย์มนตร์ระดับเจ็ดมากมาย แม้ว่าเกราะเกลียวคลื่นจะมีพลังมากพอที่จะต้านทานการโจมตีของคาถาระดับเจ็ดได้ แต่ตอนนี้ก็มีคาถาโจมตีมามากเกินไป ดังนั้นเขาจึงกลัวว่าการเติมพลังเวทย์ของเขาอาจจะไม่เพียงพอที่จะฟื้นฟูเกราะเกลียวคลื่นได้ทัน ในสถานการณ์นั้น มันจะเป็นอันตรายต่อเขา
ถ้าเกราะเกลียวคลื่นถูกทำลาย ไม่ว่าเขาจะแข็งแกร่งแค่ไหน เมอร์ลินก็จะต้องถูกทำลายให้เป็นผุยผงด้วยคาถาพวกนี้
ดังนั้น เมอร์ลินจึงใช้รูปแบบที่สามของดวงตาแห่งความมืดเพื่อที่อย่างน้อยก็สามารถลดการโจมตีจากพวกเขาทั้งเจ็ดได้
รังสีสีแดงเข้มพุ่งไปข้างหน้าและกลายเป็นตาข่ายขนาดใหญ่ จัดการกับคาถาที่เข้ามา
*ฮึ่ม ฮึ่ม ฮึ่ม*
รังสีสีแดงเข้มเปล่งแสงเป็นสีแดงสดเมื่อคาถาโจมตีเริ่มอ่อนลง โดยบางส่วนถึงกับมอดไปจนหมด เมื่อเผชิญกับดวงตาแห่งความมืด คาถามากมายไม่สามารถต่อสู้กับความแข็งแกร่งของมันได้
แม้แต่คาถาที่แข็งแกร่งที่สุดก็ยังทำให้อ่อนแรงลงได้!
เมื่อดวงตาแห่งความมืดปิดกั้นการโจมตีของคาถาโดยตรง เมอร์ลินก็ยังไม่นิ่งนอนใจ เขาเปิดใช้งานรูปแบบที่สามต่อไป ในเวลาเดียวกัน ดวงตาสีแดงเลือดบนฝ่ามือของเขาดูเหมือนจะส่งเสียงคร่ำครวญออกมา แม้ว่าดวงตาแห่งความมืดรูปแบบที่สามจะสามารถต้านทานเวทมนตร์ระดับเจ็ดได้อย่างง่ายดาย แต่ก็สามารถทนได้เพียงชั่วครู่เท่านั้น หากต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีอย่างต่อเนื่อง
*แคร่ก*
ในที่สุด ลำแสงสีแดงเข้มก็แยกจากกัน ตาสีแดงเลือดในฝ่ามือของเมอร์ลินดูเหมือนจะได้รับบาดเจ็บสาหัส แม้แต่รังสีสีแดงเข้มก็จางลงเล็กน้อย
ดวงตาแห่งความมืดได้รับบาดเจ็บสาหัสเนื่องจากรูปแบบที่สามไม่สามารถต้านทานการโจมตีด้วยคาถาระดับเจ็ดได้มากมาย อย่างไรก็ตาม เมอร์ลินยังสามารถรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ามีพลังที่แข็งแกร่งกว่าในดวงตาแห่งความมืดซึ่งพยายามจะหลุดพ้นจากการผนึกของมัน
เมื่อปล่อยพลังนี้แล้ว มันจะไม่ยอมให้นักเวทย์ระดับเจ็ดคนใดหลบหนีโดยไม่ได้รับบาดเจ็บ อันที่จริง แม้แต่นักเวทย์แปดระดับก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่คู่ควร!
ในใจของเขา เมอร์ลินรู้อย่างกระจ่างชัดว่าไม่ควรปลดปล่อยพลังชั่วร้ายภายในดวงตาแห่งความมืด มันเป็นรูปแบบที่สี่ซึ่งถูกผนึกไว้โดยพ่อมดลีโอ
เมื่อผนึกแตกออก พลังที่ไม่มีใครเทียบจะระเบิดออกมาจากภายใน ย้อนกลับไปตอนนั้น พ่อมดลีโอใช้รูปแบบที่สี่ของดวงตาแห่งความมืดเพื่อฆ่านักเวทย์ระดับแปดที่ทรงพลัง!
อย่างไรก็ตาม แม้จะได้พลังที่ไม่มีใครเทียบได้ พ่อมดลีโอก็ยอมแลกเปลี่ยนด้วยราคาสูงสำหรับมัน ร่างกายของเขาไม่เพียงแต่กลายเป็นผิวหนังและกระดูกเท่านั้น แต่เขายังถูกฆ่าโดยการกลืนกินของดวงตาแห่งความมืด เมื่อเขาใช้รูปแบบที่สี่เป็นครั้งที่สอง
เว้นแต่จะเป็นทางเลือกสุดท้าย เมอร์ลินจะไม่ทำลายผนึกของรูปแบบที่สี่ มันเป็นไพ่ตายใบสุดท้ายของเขา เขาจะไม่ใช้จนกว่าเขาจะเผชิญกับสถานการณ์ความเป็นหรือความตายและไม่มีทางออกอื่นเท่านั้น
ตอนนี้ การโจมตีด้วยเวทย์มนตร์อ่อนแอลงอย่างมากและเกราะเกลียวคลื่นก็ไม่มีทีท่าว่าจะพังทลาย เวทย์มนตร์ยังคงกระทบบนเกราะอย่างไม่ลดละแต่การโจมตีของพวกเขาทำได้คือสร้างระลอกคลื่นบนเกราะเท่านั้น
"เอาล่ะ ถึงตาฉันแล้ว!"
เมื่อเมอร์ลินต้านทานการโจมตีระลอกแรกจากนักเวทย์ทั้งเจ็ดได้แล้ว มันก็ถึงเวลาที่เขาต้องสวนกลับ
*วิ้ง*
ทันใดนั้น แก่นแท้แห่งรูนก็เริ่มปรากฏขึ้นระหว่างคิ้วของเขา