เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 49 ในยุทธภพมีคนที่เหยียบกระบี่บินได้จริงหรือ?

บทที่ 49 ในยุทธภพมีคนที่เหยียบกระบี่บินได้จริงหรือ?

บทที่ 49 ในยุทธภพมีคนที่เหยียบกระบี่บินได้จริงหรือ?


เมาเมากอดห่อผ้าเล็กๆ และหนังสือสองเล่มไว้แนบอก นางยืนอยู่ข้างหลังซูฉางอัน เมื่อเห็นเขายืนนิ่งไม่ขยับ จึงเอ่ยถาม “ไม่ไปหรือ?”

ได้ยินดังนั้น ซูฉางอันหัวเราะเยาะตัวเอง พลางมองบันไดหน้าประตูวัง แล้วหันไปหาเมาเมา “ไปสิ”

วันนี้เมาเมาอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เพราะนอกจากจะได้สมุนไพรพิษหายากจากซุนซ่างกงแล้ว ยังได้ตำราแพทย์ที่หาไม่ได้ตามท้องตลาดอีกสองเล่ม นางจึงพูดคุยมากกว่าปกติ “เมื่อกี้เจ้ากำลังคิดเรื่องที่เกือบจะล้มใช่หรือไม่?”

ซูฉางอันเลิกคิ้ว “เมาเมาเอ๋ย... ช่วยคิดเรื่องดีๆ ของข้าบ้างได้หรือไม่? อย่างเช่นถามว่าข้าคุยเรื่องสนุกๆ อะไรกับฝ่าบาทบ้าง อะไรแบบนี้”

เมาเมาทำท่าคิด “นึกไม่ออกว่าจะถามอะไร”

เยี่ยม บทสนทนาจบเห่!

แต่ซูฉางอันมองซ้ายมองขวา แล้วถาม “เกือบลืมเยี่ยนหรูอวี้ไปเลย นางยังไม่กลับมาอีกหรือ?”

เมาเมาพยักหน้า “อืม”

ซูฉางอันถอนหายใจ หวังว่านางคงไม่โดนแม่ตีหรอกนะ

แต่คิดอีกที... โดนเสียบ้างก็ดี

จอมยุทธ์ขั้นแปดคงทนมือทนเท้าแม่ได้สบาย!

แม้จะไม่มีคนนำทาง แต่ก็ไม่ต้องกลัวหลง เพราะจากห้องทรงพระอักษรเดินตรงตามทางหลวงไปเรื่อยๆ ก็จะถึงประตูเฉิงเทียนเหมินได้

แต่ไกลๆ นั่น ซูฉางอันเห็นคนของกองทัพหมอกแดง

นั่น “โจวเชียนหง” นายกองแห่งกองทัพหมอกแดง

ช่วงนี้เวลาออกไปไหนมาไหน มักจะเห็นโจวเชียนหงอยู่ข้างกายซูฉางอันเสมอ

ตามคำบอกเล่าของเยี่ยนหรูอวี้ โจวเชียนหงเป็นมือธนูฝีมือฉกาจที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ขั้นหก

เมื่อซูฉางอันเดินเข้าไปใกล้

โจวเชียนหงรีบประสานมือคารวะ “คุณหนูฉางอัน แม่นางเมาเมา”

แล้วรายงาน “รถม้าเตรียมพร้อมอยู่ด้านนอกแล้ว ท่านรองเยี่ยนอาจจะกลับช้าหน่อย จึงสั่งให้ข้าคอยคุ้มกันท่านกลับจวน”

ซูฉางอันพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ แต่พอนึกถึงเยี่ยนหรูอวี้ก็อดถามไม่ได้ “ท่านรองเยี่ยนไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?”

โจวเชียนหงคุ้นเคยกับซูฉางอันพอสมควร และรู้ว่าคุณหนูใหญ่ผู้นี้เป็นคน “ติดดิน” จึงตอบตามตรง “ตอนที่ข้าออกมา ท่านรองกำลังโดนท่านผู้บัญชาการใหญ่ ‘เคี่ยวกรำ’ อยู่เจ้าค่ะ”

โจวเชียนหงเสริมอีกประโยค “ดูท่าทางจะสะบักสะบอมพอสมควร คงต้องเจ็บตัวบ้างล่ะงานนี้”

ซูฉางอันส่ายหน้า ในใจคิดว่า เยี่ยนหรูอวี้เอ๋ย... เจ้าก็มีวันนี้เหมือนกันสินะ ตอนที่เจ้าทรมานข้า เจ้าก็น่าจะคิดถึงวันนี้บ้าง

แต่ในขณะเดียวกัน ซูฉางอันก็อดสงสัยไม่ได้ “ท่านผู้บัญชาการใหญ่เป็นจอมยุทธ์ขั้นขอบเขตไร้ที่สิ้นสุด ส่วนเยี่ยนหรูอวี้อยู่ขั้นแปด ห่างกันแค่ขั้นเดียว แต่เหตุใดเวลาสู้กันถึงดูห่างชั้นกันขนาดนั้น? หรือว่าเยี่ยนหรูอวี้ไม่กล้าสู้จริงเพราะเห็นว่าเป็นแม่?”

คนอื่นฟังแล้วอาจคิดว่าซูฉางอันแกล้งโง่ แต่โจวเชียนหงรู้ดีว่าซูฉางอันไม่รู้เรื่องพวกนี้จริงๆ จึงอธิบายอย่างใจเย็น “แม้ว่าเหนือขั้นเก้าขึ้นไปจะเป็นขั้นขอบเขตไร้ที่สิ้นสุด ฟังดูเหมือนท่านผู้บัญชาการใหญ่กับท่านรองห่างกันไม่มาก แต่ความจริงแล้วแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวขอรับ ข้าเห็นท่านผู้บัญชาการฝึกท่านรองฯ มาบ่อย ดูออกเลยว่าไม่ใช่ท่านรองไม่สู้ แต่ไม่มีปัญญาจะสู้ต่างหาก ในยุทธภพมีคำกล่าวว่า จอมยุทธ์ขั้นขอบเขตไร้ที่สิ้นสุดหนึ่งคน สามารถรับมือจอมยุทธ์ขั้นเก้าได้ถึงสิบคน”

ซูฉางอันพยักหน้า ห่างกันขนาดนั้นเชียวหรือ แล้วถามต่อ “แล้วเหนือขั้นขอบเขตไร้ที่สิ้นสุดล่ะ คืออะไร? เซียนงั้นหรือ?”

โจวเชียนหงชะงัก แล้วส่ายหน้า “อาจารย์ข้าเคยบอกว่าขั้นขอบเขตไร้ที่สิ้นสุดคือที่สุดแห่งวิถียุทธ์แล้ว แต่... ในบรรดาผู้บรรลุขั้นขอบเขตไร้ที่สิ้นสุด ก็ยังมีการแบ่งระดับสูงต่ำ เช่น ท่านอาวุโส ‘ไช่เซียวจือ’ ที่เคยรับมือจอมยุทธ์ขั้นขอบเขตไร้ที่สิ้นสุดสามคนจากแดนตะวันตกด้วยมือเปล่า และเอาชนะได้อย่างง่ายดาย หรืออย่างท่านเจ้าสำนักหลิวเยว่จวง ‘หลิวเฟิงกู่’ ผู้ใช้วิชาดาบอันทรงพลังก็เคยสังหารจอมยุทธ์ขั้นขอบเขตไร้ที่สิ้นสุดจากหุบเขาคนโฉดได้อย่างง่ายดาย ยังมีพวกที่ได้ฉายากระบี่เอก ดาบเอก หอกเอก ในทำเนียบสิบสามยอดศาสตราแห่งยุทธภพอีก ล้วนแต่เป็นยอดคนทั้งนั้น”

โจวเชียนหงแววตาเป็นประกายด้วยความภาคภูมิใจ “ท่านผู้บัญชาการใหญ่ของเราเคยประมือกับหลิวเฟิงกู่ และสามารถฟันดาบ ‘จันทร์ในทะเลสาบ’ ของเขาหักสะบั้นลงได้”

ซูฉางอันทึ่งในความเก่งกาจ แต่จู่ๆ ก็นึกอะไรขึ้นได้ รีบถาม “แล้วในยุทธภพมีจอมยุทธ์กระบี่ขั้นขอบเขตไร้ที่สิ้นสุดที่เหยียบกระบี่บินว่อนไปมาบนท้องฟ้าได้บ้างหรือไม่?”

เมาเมาส่ายหน้า เอือมระอากับจินตนาการ “บินว่อน” ของซูฉางอัน

โจวเชียนหงยิ้มแห้งๆ “คุณหนูฉางอัน การขี่กระบี่เหินเวหามีแต่ในนิยายเท่านั้นแหละขอรับ ความจริงทำไม่ได้หรอก แต่ในบรรดาจอมยุทธ์ขั้นขอบเขตไร้ที่สิ้นสุดมีคนใช้กระบี่อยู่หลายคน โดยเฉพาะในสำนักกระบี่หลูซานก็ปาเข้าไปหกคนแล้ว แต่ถ้าจะพูดถึงคนที่ดูเหมือน ‘เซียนกระบี่’ ที่สุด เมื่อสิบกว่าปีก่อน เคยมีมือกระบี่คนหนึ่งบุกเดี่ยวท้าประลองกับสำนักกระบี่ทั่วยุทธภพสี่สิบหกมณฑล ในยุคนั้นอาจารย์ข้าบอกว่าคนผู้นั้นคือตัวแทนแห่งยุทธภพ บัณฑิตที่ไม่รู้วรยุทธ์ยังพากันห้อยกระบี่เลียนแบบเขา มีบทกวีสรรเสริญเขามากมาย น่าเสียดายที่ตอนข้าเริ่มท่องยุทธภพ เขาหายสาบสูญไปแล้ว ข้าเลยอดเห็นเป็นบุญตา”

ซูฉางอันถอนหายใจ ต้องเท่ขนาดไหนกันนะ ถึงทำให้คนคลั่งไคล้ได้ขนาดนั้น

แต่ก็น่าเสียดายที่เหาะไม่ได้ ซูฉางอันเลยสรุป “อย่างไรกระบี่ก็ยังเท่กว่าอยู่ดี”

โจวเชียนหงรีบห้าม “คุณหนูฉางอัน อย่าพูดประโยคนี้ต่อหน้าท่านรองเด็ดขาดนะขอรับ ที่ท่านผู้บัญชาการลงโทษท่านรอง ในวันนี้ ก็เพราะเรื่องที่ท่านอาจารย์หยวนส่งสมุดคัดลายมือมาให้ท่านนี่แหละ”

เห็นซูฉางอันยังงงๆ โจวเชียนหงจึงรีบอธิบาย “สมุดคัดลายมือของท่านอาจารย์หยวนแฝงเคล็ดวิชากระบี่ของเขาเอาไว้ แม้จะไม่ได้บอกตรงๆ ว่าจะสอน แต่เจตนาก็ชัดเจน ถ้าคุณหนูยังไม่เริ่มฝึกดาบ ท่านผู้บัญชาการคงไม่ว่าอะไร แต่ในเมื่อคุณหนูเริ่มฝึกดาบแล้ว กลับปล่อยให้ท่านอาจารย์หยวนส่งสมุดคัดลายมือวิชากระบี่มาให้ได้ ท่านผู้บัญชาการเลยไม่พอใจ ตำหนิท่านรองว่าเหตุใดไม่ไล่ตะเพิดท่านอาจารย์หยวนออกไป ก็เลยเป็นเหตุให้โดน ‘เคี่ยวกรำ’ ในวันนี้อย่างไรเล่าขอรับ”

ซูฉางอันร้องอ๋อทันที

มิน่าล่ะ เยี่ยนหรูอวี้ถึงได้พยายามล้างสมองเขาว่าดาบดีกว่ากระบี่ ดาบเท่กว่ากระบี่

ที่แท้ก็เป็นดีเอ็นเอที่ส่งต่อกันมาในตระกูลนี่เอง

แถมดูเหมือนว่าท่านแม่ทัพใหญ่เยี่ยนจะยึดติดกับเรื่องดาบและกระบี่ยิ่งกว่าลูกสาวเสียอีก

คิดได้ดังนั้น ซูฉางอันก็เดินไปขึ้นรถม้า แต่ก่อนขึ้นก็หันมาถามโจวเชียนหง “จอมยุทธ์ขั้นขอบเขตไร้ที่สิ้นสุด สามารถสู้กับกองทัพได้หรือไม่?”

โจวเชียนหงส่ายหน้าทันที “ไม่ได้หรอกขอรับ อย่างไรก็เป็นแค่คนคนเดียว แต่ว่า... มือกระบี่คนที่ข้าเล่าให้ฟังเมื่อกี้เคยสร้างวีรกรรมต้านทานทหารเกราะเหล็กแปดร้อยนายของแคว้นตะวันตกได้ด้วยตัวคนเดียว”

ซูฉางอันพยักหน้า พอจะเข้าใจระดับพลังของขั้นขอบเขตไร้ที่สิ้นสุดคร่าวๆ แล้ว

แต่พอลองคิดดู ซูฉางอันก็รู้สึกว่าตัวเองต้องพยายามให้มากขึ้น ต่อให้ไปไม่ถึงขั้นขอบเขตไร้ที่สิ้นสุด อย่างน้อยก็ต้องมีวิชาป้องกันตัวและปกป้องจักรพรรดินีได้บ้าง

เขาจึงเลิกถามเรื่องพวกนี้

แม้เรื่องราวในยุทธภพที่ได้ฟังจากโจวเชียนหงจะฟังดูน่าตื่นเต้นและน่าสนใจ

แต่มันไกลตัวเกินไป

ซูฉางอันไม่ชอบคิดเรื่องไกลตัว มันเปลืองสมอง

เขาจึงขึ้นรถม้า เตรียมตัวกลับไปเดินบนเสาไม้ต่อให้หนักกว่าเดิม ห้ามขี้เกียจเด็ดขาด

ณ จวนตระกูลซู

ท่านราชครูซูยังคงนั่งตากแดดอยู่ในลานเรือน

บนโต๊ะไม้ไผ่หน้าตาประหลาดมีจดหมายลับจากในวังวางอยู่

ท่านผู้เฒ่าหรี่ตามองท้องฟ้าสีคราม ดูอารมณ์ดี

เมื่อซูจื่อมู่และซูจื่อเฟิงเดินเข้ามา ท่านก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ชี้ให้ทั้งสองอ่านจดหมาย

พอทั้งสองอ่านจบ ท่านราชครูซูจึงเอ่ยช้าๆ “เคลื่อนไหวตามสถานการณ์ ลงมือตามจังหวะ ไร้ร่องรอยให้สืบสาว นี่แหละคืออุบายเปิดเผย ฝ่าบาทเก่งกาจกว่าที่พ่อคิดไว้มาก การวางแผนนั้น อุบายซ่อนเร้นถือเป็นชั้นรอง ส่วนอุบายเปิดเผยถือเป็นชั้นเลิศ อุบายซ่อนเร้นยังพอหาทางตัดทางแก้ทางกันได้ แต่อุบายเปิดเผยนั้น... ตัดไม่ได้ กันไม่ได้และแก้ไม่ได้”

ซูจื่อเฟิงก้มลงอ่านเนื้อหาในจดหมายอย่างละเอียดอีกครั้ง

ส่วนซูจื่อมู่ขมวดคิ้ว “ท่านพ่อหมายความว่าทั้งหมดนี้เป็นแผนของฝ่าบาทหรือขอรับ?”

ท่านราชครูซูมองลูกชายคนโต “ดูไม่ออกรึ?”

ซูจื่อมู่ประสานมือ “ลูกโง่เขลา พอจะเดาได้บ้าง แต่ไม่กล้าฟันธง”

ท่านราชครูซูยิ้ม “ลองว่ามาซิ”

ซูจื่อมู่คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ย “ฝ่าบาทวางแผนตั้งแต่ให้ฉางอัน... ให้ยายหนูใหญ่เข้ามาอยู่ในจวนเรา จริงๆ แค่ให้เข้ามาอยู่เฉยๆ ก็ได้ แต่ฝ่าบาทกลับกำชับว่าให้ทำตามกฎตระกูลซู จึงเกิดเหตุการณ์แต่งกลอนก่อนเข้าจวน ต่อด้วยการไปร่วมงานชุมนุมบทกวี ทั้งหมดล้วนเป็นแผนของฝ่าบาท”

“เป้าหมายคือต้องการให้ยายหนูใหญ่มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่จริงๆ แล้วต้องการให้พวกที่ไม่เห็นด้วยกับการแต่งตั้งฮองเฮาหญิง รู้สึกว่าการปล่อยยายหนูใหญ่อยู่ข้างนอกจะยิ่งทำให้ชื่อเสียงนางโด่งดังเกินควบคุม สู้ให้รับเข้าวังไปอยู่ในสายตาจะดีกว่า”

“เพราะถ้าอยู่ในวังก็จะห่างไกลจากผู้คน จะสร้างชื่อเสียงก็ทำได้ยาก ฝ่าบาทจึงจงใจจัดฉากเหล่านี้ขึ้นมา แต่ว่า...”

พูดถึงตรงนี้ ซูจื่อมู่ทำหน้าลำบากใจ

ท่านราชครูซูยิ้ม “แต่อะไร... แต่ฝ่าบาทคงคาดไม่ถึงว่านางแค่เริ่มเกม ที่เหลือยายหนูใหญ่ของเราจัดการเองหมด? ทั้งเรื่องความสามารถทางวรรณกรรม หรือเรื่องชื่อเสียงในหมู่ชาวบ้านอย่าง ‘คุณหนูกินกระต่าย’ หรือ ‘นางฟ้ากินน่องไก่’ อะไรพวกนั้น? หรือเจ้ากำลังสงสัยว่า ถ้าเกิดพลาดขึ้นมาจะทำอย่างไร ใช่หรือไม่?”

ซูจื่อมู่พยักหน้า “เหมือนวันแรกที่อ๋องแปดมาหาเรื่อง ถ้าวันนั้นยายหนูใหญ่ไม่มีความสามารถจริง อาจจะกลายเป็นเรื่องขายหน้า และสถานการณ์คงไม่เป็นอย่างทุกวันนี้ ลูกเลยไม่เข้าใจว่าเหตุใดฝ่าบาทถึงกล้าเสี่ยงขนาดนั้น”

ท่านราชครูซูหัวเราะ “ใช้ชีวิตมาจนป่านนี้แล้ว เหตุใดเรื่องแค่นี้ยังคิดไม่ออก”

ซูจื่อมู่รู้สึกละอายใจ แต่ก็ยังไม่เข้าใจความหมายของบิดา

ท่านราชครูซูยิ้มถาม “ยายหนูใหญ่ของเราหน้าตาเป็นอย่างไร?”

.......................................................................

จบบทที่ บทที่ 49 ในยุทธภพมีคนที่เหยียบกระบี่บินได้จริงหรือ?

คัดลอกลิงก์แล้ว