- หน้าแรก
- ช่วยด้วยขอรับ จักรพรรดินีจะจับข้าทำเมีย
- บทที่ 50 เอาขยะที่ข้าทิ้งมาประมูลขายกลางตลาดเนี่ยนะ!
บทที่ 50 เอาขยะที่ข้าทิ้งมาประมูลขายกลางตลาดเนี่ยนะ!
บทที่ 50 เอาขยะที่ข้าทิ้งมาประมูลขายกลางตลาดเนี่ยนะ!
ซูจื่อมู่ชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ก็ตอบว่า “เมฆาชวนให้นึกถึงอาภรณ์ บุปผาชวนให้นึกถึงใบหน้า”
ท่านราชครูซูพยักหน้า “ถูกต้อง นั่นแหละคือ ‘เมฆาชวนให้นึกถึงอาภรณ์ บุปผาชวนให้นึกถึงใบหน้า’ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คนหน้าตาดีไม่ว่าหญิงหรือชาย ทำอะไรก็ถูกไปหมด ส่วนคนหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ ทำอะไรก็ผิดไปหมด! ยกตัวอย่างสวินค่วง หมอนั่นหน้าตาพอไปวัดไปวาได้ ถ้าลองเปลี่ยนเป็นคนหน้าตาอัปลักษณ์ แต่แต่งตัวซกมกเหมือนมัน แล้วไปเดินแถวหอนางโลม เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าต่อให้นางโลมหรือนายโลมก็คงต้องคิดค่าตัวเพิ่ม ถึงจะยอมออกมาต้อนรับ จะเป็นยอดกวีเจ้าสำราญ หน้าตาก็ต้องดีด้วย”
“เจ้าบอกว่าถ้าวันนั้นถูกอ๋องแปดจับได้ ตระกูลซูของเราจะทำเรื่องเสีย แล้วเจ้าจะไปขอขมาฝ่าบาท... แต่พ่อจะบอกให้ ฝ่าบาทไม่มีทางโทษเจ้าหรอก เพราะถ้าพ่อเดาไม่ผิด ฝ่าบาทคงเตรียมคนปล่อยข่าวลือเรื่องความงามของยายหนูใหญ่ไว้แล้ว วันนั้นถ้าทำสำเร็จก็ดีไป ถ้าทำพลาด พ่อแก่แล้ว แบกรับชื่อเสียงแย่ๆ ไว้คนเดียวก็ไม่เป็นอะไร”
“ชื่อเสียงด้านความสามารถงั้นหรือ? พวกบัณฑิตอาจจะสนใจ แต่ชาวบ้านร้านตลาดเข้าใจบทกวีที่ไหนกัน! พวกเขาสนใจแต่สิ่งที่เห็น ยายหนูใหญ่หน้าตาแบบนั้น ต่อให้แต่งกลอนไม่เป็น ชาวบ้านก็ไม่สนหรอก! หน้าตานางกินขาด! ส่วนเรื่องบทกวีสำคัญหรือไม่? ถึงเวลาก็แค่ให้นางท่องกลอนที่เตรียมไว้ แล้วปล่อยออกมาในจังหวะที่เหมาะสม...”
“ชื่อเสียงด้านความสามารถก็มาเอง แถมชื่อเสียงน่ะ เสียไปก็กู้คืนได้ พอมีชื่อเสียงหลักแล้ว อย่างอื่นก็แค่ส่วนเสริม เหมือนหลิวไป๋ซือ นางโลมอันดับหนึ่ง พ่อได้ยินแต่คนชมว่านางสวย เล่นดนตรีเก่ง แต่เหตุใดไม่มีใครพูดเรื่องฝีมือดนตรีเป็นอันดับแรก? ก็เพราะนางไม่ได้เป็นนางโลมอันดับหนึ่งเพราะเล่นดนตรีเก่ง แต่เพราะนางสวยอย่างไรเล่า!”
“และพอลองคิดดูดีๆ ฝ่าบาทวางแผนทั้งหมดมาตั้งแต่ต้น ชื่อเสียงต่างๆ นานาจะค่อยๆ ผุดขึ้นมาในหมู่ชาวบ้านเอง ส่วนฝ่าบาทจะเตรียมชื่อเสียงดีๆ อะไรไว้อีก ข้าก็สุดจะรู้”
“อย่าลืมนะจื่อมู่... ชื่อเสียงเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาได้ ก็แค่เล่นละครตบตาเหมือนพวกงิ้ว เหมือนที่อ๋องแปดหรือตาเฒ่าไท่ฟู่ทำนั่นแหละ”
ซูจื่อมู่ตาสว่างทันที มองบิดาด้วยความเลื่อมใส แล้วประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม “ลูกโง่เขลาเองขอรับ”
ซูจื่อเฟิงเอ่ยแทรกขึ้น “ท่านพ่อ ถ้าคิดแบบนี้ แสดงว่าฝ่าบาทคงมีเจตนาจะปิดปากคนพวกนั้นด้วย เพราะเวลาฝ่าบาทจะทำอะไรในราชสำนัก มักจะมีคนออกมาคัดค้านเสมอ แต่คราวนี้ไทเฮาเอ่ยปากให้ยายหนูใหญ่กลับวัง คนพวกนั้นก็ต้องคิดหนัก โดยเฉพาะตอนออกจากวัง ยายหนูใหญ่อ้างว่าออกมาพักรักษาตัว ตอนนี้จะกลับไปก็สมเหตุสมผล”
ท่านราชครูซูพยักหน้า “ไม่ใช่ฝ่าบาทอยากให้ยายหนูใหญ่กลับ แต่บีบให้คนพวกนั้นต้องยอมให้กลับ เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้ยายหนูใหญ่ที่ทำตัวเองให้มีชื่อเสียงโด่งดัง โดยเฉพาะเหตุการณ์ในงานชุมนุมบทกวี พ่อได้ยินมาว่าตาเฒ่าไท่ฟู่โกรธจนไล่คนของตัวเองไปอยู่ชายแดนกันหมดแล้ว”
“แต่... สาเหตุที่เรื่องนี้ดำเนินไปเร็วถึงเพียงนี้ น่าจะเป็นเพราะยายหนูใหญ่ช่วยหลี่ซิงเยวี่ยไว้ วันนั้นหลี่จิ่วหลางไปหาไทเฮา แล้วก็กลับมาเปลี่ยนบ่าวไพร่ทั้งจวน เดาว่า... ไทเฮาคงคิดจะฆ่าหลี่ซิงเยวี่ย แล้วสองพี่น้อง...”
พูดถึงตรงนี้ ท่านราชครูซูส่ายหน้า “คงยังไม่ถึงขั้นตัดขาดกันหรอก หลี่จิ่วหลางวางตัวเป็นกลางมาตลอด แต่ก็สร้างศัตรูไว้ไม่น้อย ถ้าไม่มีอำนาจไทเฮาหนุนหลัง คงโดนไท่ฟู่และคนอื่นๆ เล่นงานจนแย่ เขาคงไม่กล้าแตกหักกับไทเฮาตอนนี้หรอก”
ซูจื่อเฟิงถาม “เราควรลองติดต่อเขาดูหรือไม่ขอรับ?”
ท่านราชครูซูส่ายหน้า “ปล่อยไปตามธรรมชาติดีกว่า เรื่องมันเกิดขึ้นกะทันหัน ฝ่าบาทอาจจะวางแผนอะไรไว้แล้ว อย่าเพิ่งทำอะไรผลีผลาม”
ซูจื่อเฟิงรับคำ
ทันใดนั้น ท่านราชครูซูก็หัวเราะชอบใจ “ถึงแผนการนี้จะถูกคนพวกนั้นดูออก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี ฝ่าบาทของเรา... มีความเฉียบขาดเหมือนอดีตฮ่องเต้ไม่มีผิด”
“โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยิ่งยายหนูใหญ่แสดงความสามารถออกมาทีละนิดก็ยิ่งทำให้คนพวกนั้นกลัวหัวหด! กลัวว่ายายหนูใหญ่จะเป็นหมากที่อดีตฮ่องเต้ทิ้งไว้!”
พูดจบ ท่านราชครูซูหันไปสั่งลูกชายทั้งสอง “พวกเจ้าไปเตรียมตัว อีกหนึ่งอาทิตย์ส่งยายหนูใหญ่เข้าวัง เตรียมทุกอย่างให้พร้อม จัดงานให้สมเกียรติ”
สั่งเสร็จ ท่านราชครูซูก็ส่ายหน้ายิ้มเศร้าๆ “ตอนแรกรับมาก็กะว่าจะให้อยู่สบายๆ ถึงเวลาก็ส่งกลับเฉยๆ ไม่นึกเลยว่าเด็กคนนี้จะน่ารักน่าเอ็นดูถึงเพียงนี้ พอจะต้องไปจริงๆ ก็อดใจหายไม่ได้... กับข้าวฝีมือนาง ถึงจะไม่ค่อยถูกปากพ่อเท่าไหร่ แต่บางอย่างพ่อก็ชอบมากนะ”
ซูจื่อมู่และซูจื่อเฟิงมองหน้ากัน เข้าใจความรู้สึกของบิดาเป็นอย่างดี
…
ณ จวนอัครเสนาบดี หลี่จิ่วหลางยืนมองลูกสาวนอนหลับผ่านหน้าต่าง เห็นผลไม้เชื่อมในจานพร่องไปบ้างแล้วก็รู้สึกโล่งใจ
เพราะซูฉางอันบอกไว้ก่อนไป
แค่กินได้ เดี๋ยวร่างกายก็ฟื้น
ขับถ่ายได้ พิษก็จะถูกขับออก
ความจริงหลังจากซูฉางอันกลับไป หลี่จิ่วหลางก็ให้คนไปตามหมอชาวบ้านและหมอหญิงมาตรวจ ผลการวินิจฉัยตรงกับที่ซูฉางอันบอกทุกประการ
แต่เรื่องพิษในกำยาน คนพวกนั้นกลับตรวจไม่พบ จนหลี่จิ่วหลางต้องตามหมอฝีมือดีมาอีกหลายคนถึงจะยืนยันได้ว่ามีพิษจริง
ด้วยเหตุนี้ หลี่จิ่วหลางจึงยิ่งรู้สึกขอบคุณซูฉางอันจับใจ
ถ้าไม่มีซูฉางอัน เขาคงได้แต่นั่งดูลูกสาวค่อยๆ ซูบผอมลงจนตาย
ใครจะไปคิดว่าไทเฮาจะซื้อตัวหมอหลวงหมอหญิงไว้หลอกเขา!
แม้แต่หมอดังๆ ในเมืองหลวงบางคนก็ถูกซื้อตัวไป
แผนการแยบยลจนน่ากลัว หลี่จิ่วหลางยิ่งคิดยิ่งแค้น!
ที่ปรึกษาหนวดแพะวิ่งเหยาะๆ เข้ามารายงานเสียงเบา “ท่านอัครเสนาบดี มีข่าวจากในวังว่าไทเฮามีรับสั่งให้คุณหนูฉางอันกลับเข้าวังไปพำนักที่ตำหนักหลิงฉี่ขอรับ”
หลี่จิ่วหลางขมวดคิ้ว แต่ก็เข้าใจทันที “คงแค้นที่ซูฉางอันช่วยซิงเยวี่ยไว้ บวกกับชื่อเสียงของซูฉางอันที่โด่งดังขึ้นเรื่อยๆ เลยอยากเอาไปขังไว้ใกล้ๆ หูใกล้ๆ ตา”
ที่ปรึกษาถาม “เราต้องทำอะไรหรือไม่ขอรับ?”
หลี่จิ่วหลางมองลูกสาวในห้อง “ให้คนในวังช่วยสอดส่องหน่อย บอกว่าข้าไม่อยากให้ซูฉาง... ไม่อยากให้คุณหนูฉางอันเป็นอะไรไป แม้จะมีฝ่าบาทคอยคุ้มครอง...”
พูดถึงตรงนี้ หลี่จิ่วหลางชะงัก แล้วแค่นหัวเราะ “อย่างนี้นี่เอง เรื่องบังเอิญร้อยครั้งไม่สู้ลิขิตฟ้าครั้งเดียว ฝ่าบาทวางแผนได้ล้ำลึกจริงๆ หลี่หนีซางช่างโชคร้าย ส่วนลูกสาวข้าช่างโชคดี! ให้คนในวังช่วยดูหน่อย บอกว่าข้าไม่อยากให้คุณหนูฉางอันเป็นอะไรไป พร้อมกับปล่อยข่าวออกไปว่า คุณหนูฉางอันรักษาโรคที่หมอหลวงหมอหญิงในวังรักษาไม่ได้จนหาย ฝ่าบาทอยากให้คุณหนูฉางอันมีชื่อเสียง ข้าก็จะช่วยเสริม! หลี่หนีซางอยากขัดใจฝ่าบาท ข้าก็จะตามใจฝ่าบาท ตอนปล่อยข่าว ใส่สีตีไข่เข้าไปเยอะๆ หน่อยนะ”
ที่ปรึกษาเข้าใจเจตนาทันที “รับทราบขอรับ”
แต่แล้วก็ถามต่อ “แต่ถ้าทำแบบนี้ ไทเฮาอาจจะ...”
หลี่จิ่วหลางส่ายหน้า “นางถือดีว่าข้าไม่กล้าแตกหักกับนางเพื่อปกป้องซิงเยวี่ย แต่นางลืมไปว่ากระทรวงการคลังและทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ข้าไม่เคยยอมให้นางแตะต้องแม้แต่น้อย นางมีทหาร แต่ข้ามีเงิน... ดังนั้นต่อให้นางโกรธแล้วจะอย่างไร อีกอย่าง ตอนนี้นางเห็นฝ่าบาทมีความสุข นางก็คงโกรธจนตัวสั่นอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องสนใจ ยิ่งนางทำเรื่องแบบนี้ ข้าก็ควรจะตีตัวออกห่างได้แล้ว ถ้าไม่ใช่เพื่อความปลอดภัยของตัวข้าเองก็เพื่อซิงเยวี่ย”
ที่ปรึกษาชะงัก “ข้าน้อยจะตรวจสอบคนในจวนอีกรอบเพื่อความแน่ใจขอรับ!”
หลี่จิ่วหลางพยักหน้า หันไปมองหลี่ซิงเยวี่ยที่นอนป่วยอยู่
ดวงดาวตกลงมาประดับบนใบหน้างั้นรึ?
พูดได้ดีจริงๆ ฟังแล้วรื่นหู
…
ณ จวนอ๋องแปด
เพล้ง!
อ๋องแปดปาถ้วยชาลงพื้นแตกกระจาย “นางบ้านั่นคิดอะไรอยู่! ไหนตกลงกันว่าจะทำให้จักรพรรดินีน้อยลำบากใจ! จะทำให้ซูฉางอันกลับเข้าวังไม่ได้ตลอดชีวิต! แล้วเหตุใดตอนนี้ถึงเป็นคนเอ่ยปากเรียกซูฉางอันกลับวังเอง!?!”
ที่ปรึกษาข้างกายรีบปลอบ “ท่านอ๋องโปรดระงับโทสะ อาจจะมีเหตุสุดวิสัย ข้าน้อยส่งคนเข้าวังไปสืบข่าวจากไทเฮาแล้ว อีกไม่นานคงรู้เรื่อง”
อ๋องแปดหันขวับ “แล้วท่านฝางไปไหน?”
ที่ปรึกษารีบตอบ “ท่านซื่อจื่อพาตัวไปขอรับ บอกว่า... บอกว่า...”
อ๋องแปดตวาด “บอกว่าอะไร!”
ที่ปรึกษาอึกอัก “บอกว่าวันนี้มีผลงานลายพู่กันของคุณหนูฉางอันหลุดออกมาจากจวนตระกูลซู ท่านซื่อจื่อเลยลากท่านฝางไปช่วยกันประมูลซื้อขอรับ”
โครม!!
คราวนี้...
อ๋องแปดล้มโต๊ะทิ้งทั้งตัว!
ตวาดลั่น “ไอ้ลูกทรพี!! คิดจะขัดคำสั่งข้าหรืออย่างไร!!”
ด่าเสร็จ อ๋องแปดก็หันมาถาม “ช่างหัวเรื่องซูฉางอันก่อน หลี่จิ่วหลางตอบกลับมาหรือยัง? ตกลงมันจะยกลูกสาวให้แต่งกับไอ้ลูกทรพีของข้าหรือไม่!”
ที่ปรึกษารีบตอบ “ยังไม่มีข่าวตอบกลับมาขอรับ”
อ๋องแปดกำหมัดแน่น “แค่บัณฑิตคิดบัญชีที่ได้ดีเพราะเสด็จพี่โปรดปราน คิดว่าตัวเองแน่มาจากไหนกัน??”
…
ทำนองเดียวกัน จวนขุนนางที่มีอำนาจวาสนาหลายแห่งที่ได้รับข่าวจากในวังอย่างกะทันหันต่างพากันตกตะลึง แต่ในชั่วพริบตาก็เข้าใจสถานการณ์ เพียงแต่ยังกังวลและสงสัยว่าไทเฮาทำแบบนี้เพื่ออะไร!
แต่...
เรื่องพวกนี้ไม่จำเป็นต้องพูดเยอะ การเมืองในราชสำนัก ขยับนิดเดียวสะเทือนทั้งกระดาน เกี่ยวพันกันยุ่งเหยิง ต้องคิดให้รอบคอบ
ในขณะเดียวกัน ทางด้านซูฉางอัน
เมื่อยืนมองบรรยากาศการประมูลที่คึกคักกลางตลาด
เขาก็พูดไม่ออก
เพราะ...
ของที่พวกเขากำลังแย่งประมูลกันอยู่นั่น... คือขยะที่เขาขยำทิ้งไปชัดๆ!
…
....................................................................