- หน้าแรก
- ช่วยด้วยขอรับ จักรพรรดินีจะจับข้าทำเมีย
- บทที่ 48 แม้ชีวิตจะขมขื่นก็ไม่มีปัญหา ขอเพียงได้อยู่กับคนรู้ใจก็เพียงพอแล้ว
บทที่ 48 แม้ชีวิตจะขมขื่นก็ไม่มีปัญหา ขอเพียงได้อยู่กับคนรู้ใจก็เพียงพอแล้ว
บทที่ 48 แม้ชีวิตจะขมขื่นก็ไม่มีปัญหา ขอเพียงได้อยู่กับคนรู้ใจก็เพียงพอแล้ว
ซูฉางอันงงเป็นไก่ตาแตก แล้วรีบพูดต่อ “จริงๆ แล้วข้าอยากจะบอกว่า... แม่นางเซี่ย ไม่เจอกันนาน ไฝของเจ้ายิ่งดูสวยขึ้นกว่าเดิมอีก แต่พอเจ้าให้ข้าเรียก ‘เซี่ยเอ๋อร์’ มันก็เลยดู... แปร่งๆ ไปหน่อย”
จักรพรรดินีทำท่าครุ่นคิด แล้วพยักหน้าเห็นด้วย “อืม... ฟังดูแปร่งๆ จริงด้วย”
แล้วจู่ๆ นางก็หันขวับมาจ้องหน้าซูฉางอัน “นอกจากประโยคนี้แล้ว ไม่มีอะไรจะพูดอีกหรือ?”
ซูฉางอันเม้มปาก “มีสิ มีเยอะเลย แต่... อย่าพูดดีกว่า ข้าเขิน”
จักรพรรดินีกะพริบตาปริบๆ หันหน้าหนีไปทางอื่นพร้อมบ่นพึมพำ “คนอย่างเจ้ายังรู้จักเขินอายด้วยรึ? ขนาดไปจับมือสาวๆ หน้าตาเฉยยังกล้าทำ!”
ซูฉางอันมองจักรพรรดินีอย่างจนปัญญา เหตุใดผู้หญิงคนนี้ถึงได้เจ้าคิดเจ้าแค้นถึงเพียงนี้นะ!
ทว่า...
เขามีเรื่องอยากจะพูดกับนางเป็นกระบุงโกยจริงๆ
อย่างเช่น...
แม่นางเซี่ย ช่วงนี้สบายดีหรือไม่?
เซี่ยเอ๋อร์ตัวน้อย เหตุใดเจ้าไม่บอกข้าแต่แรกว่าเป็นจักรพรรดินีฮะ?
ฝ่าบาท เมื่อก่อนที่ข้าเผลอตีท่าน ข้าผิดไปแล้ว อย่าถือสาหาความข้าเลยนะ
ฝ่าบาท ท่านหลอกข้าได้แนบเนียนจริงๆ
เซี่ยเอ๋อร์ เราตกลงปลงใจกันตอนไหน เหตุใดไม่บอกข้าบ้าง
แม่นางเซี่ย เจ้าสบายดีหรือไม่? ได้ยินว่าชีวิตเจ้าลำบากน่าดู ให้ข้าช่วยแบ่งเบาภาระบ้างหรือไม่?
ท่านเซี่ย เรื่องงานแต่งของเราสร้างความเดือดร้อนให้เจ้าไม่น้อยเลยใช่หรือไม่ งั้นเจ้าให้ทรัพยากรข้าสักหน่อยสิ ข้าจะประดิษฐ์อาวุธสงครามมหาประลัยมาช่วยเจ้าเอง?
แม่นางเซี่ย เรารู้จักกันมาตั้งครึ่งปี ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะชอบข้า ถ้ารู้แต่แรกว่าเป็นผู้หญิงก็ดีสิ เพราะจริงๆ ตลอดครึ่งปีมานี้ ข้าก็แอบคิดอยู่เหมือนกันว่าข้าชอบเจ้าหรือเปล่า อยู่ด้วยกันแล้วมันสบายใจดี โดยเฉพาะเวลาทำให้เจ้าหัวเราะ ข้าก็มีความสุข แต่ข้าดันคิดว่าเจ้าเป็นผู้ชายมาตลอด จนเกือบนึกว่าตัวเองใจเกเรไปเสียแล้ว ถ้ารู้ว่าเป็นผู้หญิง ข้าคงสารภาพรักไปนานแล้ว งั้นถือโอกาสสารภาพรักตอนนี้เลยดีหรือไม่?
แม่นางเซี่ย เลิกหึงได้แล้ว หึงมากเสียสุขภาพนะ
แม่นางเซี่ย เจ้าเคยช่วยชีวิตข้า ข้ายอมพลีกายถวายตัวให้เจ้าถือว่าเจ๊ากัน แต่หลังจากนี้เจ้าอย่าเอาตำแหน่งจักรพรรดินีมาข่มเหงข้าจะได้หรือไม่ มันน่ากลัวนะรู้หรือไม่
…
คำพูดอัดอั้นเต็มท้อง!
แต่เมื่อมองจักรพรรดินีที่นั่งเคียงข้างในตอนนี้...
คิดไปคิดมา... ไม่พูดดีกว่า
แค่คำว่า ‘ไม่เจอกันนาน’ ที่พูดออกไป แล้วได้มานั่งเคียงไหล่กันแบบนี้... ก็เพียงพอแล้ว พูดมากไปรังแต่จะเสียบรรยากาศเปล่าๆ
คิดได้ดังนั้น ซูฉางอันก็มองจักรพรรดินีแล้วส่งยิ้มให้
จักรพรรดินีเห็นรอยยิ้มนั้นก็เชิดหน้าใส่ “ฮึ!”
แต่นางก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะนางเองก็ไม่ได้บอกซูฉางอันเหมือนกันว่า...
จริงๆ แล้วนางเริ่มประหม่ามาตั้งแต่เมื่อวาน
นางกลัวว่าพอซูฉางอันรู้ความจริงว่านางเป็นใคร เขาจะเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเดิม
นางกลัวสายตาที่มองนางด้วยความยำเกรงและหวาดกลัว
นางกลัวที่จะสูญเสียสิ่งเหล่านี้ไป
บางคน... แค่เห็นครั้งแรกก็รู้สึกถูกชะตาอย่างบอกไม่ถูก บางความรู้สึก... ตอนแรกอาจไม่ชัดเจน แต่พอนานวันเข้ากลับรู้สึกว่าขาดไม่ได้ ไม่รู้ว่าใช่ความรักหรือเปล่า รู้แค่ว่าอยากอยู่ด้วยกันตลอดไป ยิ่งรู้สึกแบบนี้ก็ยิ่งกลัวความสูญเสีย
ดังนั้นนางจึงเก็บคำพูดมากมายไว้ในใจ ไม่กล้าเอ่ยออกมา กลัวว่าพูดไปแล้วจะเสียเขาไป
โดยเฉพาะตอนที่เห็นซูฉางอันเดินเข้ามาในห้องทรงพระอักษร นางตกใจจนต้องรีบไปแอบ
ปกติแล้วนอกจากคนสนิทไม่กี่คน นางไม่เคยแสดงท่าทีอ่อนแอแบบผู้หญิงให้ใครเห็น วางตัวเคร่งขรึม สง่างาม เก็บอารมณ์ความรู้สึกตามที่อดีตฮ่องเต้พร่ำสอน
แต่พอเป็นเรื่องของซูฉางอัน นางก็ลืมคำสอนเหล่านั้นไปจนหมดสิ้น
ยิ่งเห็นว่าซูฉางอันไม่ได้เปลี่ยนท่าทีไปจากเดิมแม้จะรู้สถานะของนาง นางก็ยิ่งดีใจ
แต่...
พอนึกถึงวีรกรรมหว่านเสน่ห์ของเขานอกวัง...
จักรพรรดินีมองไปข้างหน้าแล้วเอ่ยขึ้น “ซูฉางอัน!”
ซูฉางอันหันไปมอง
จักรพรรดินีถาม “ระหว่างหลี่ซิงเยวี่ย ซูหลินหานกับข้า ใครสวยกว่ากัน”
ซูฉางอันตอบทันที “เจ้าสวยกว่า”
จักรพรรดินีปรายตามอง “แล้วเหตุใดถึงเขียนข้อความแบบนั้นทิ้งไว้ให้นาง? ‘ดวงดาวตกลงมาประดับบนใบหน้า’ คิดแล้วเลี่ยนชะมัด”
ซูฉางอันตอบ “ก็แค่ปลอบใจเด็กสาว อีกอย่างก็เผื่อสร้างความประทับใจให้หลี่จิ่วหลางด้วย เผื่อวันหน้ามีเรื่องเดือดร้อนจะได้ขอความช่วยเหลือได้”
เมื่อได้ยินดังนั้น
จักรพรรดินีหันมามองซูฉางอัน “เรื่องพวกนี้เจ้าไม่ต้องไปยุ่ง ต่อไปใช้ชีวิตของเจ้าให้มีความสุขก็พอ เรื่องในราชสำนัก... ไม่รู้ว่าท่านราชครูเล่าให้เจ้าฟังมากแค่ไหน แต่จำไว้ว่าตราบใดที่มีข้าอยู่ เจ้าแค่ทำตัวสบายๆ ยิ้มให้มีความสุขทุกวันก็พอ เข้าใจหรือไม่?”
ซูฉางอันพยักหน้า รู้สึกซาบซึ้งใจ แต่ก็รู้สึกทะแม่งๆ เหมือนบทมันสลับกันอย่างไรพิกล
แต่พอลองคิดดู... ก็ดูสมเหตุสมผลดี จึงพยักหน้า “ตกลง”
จักรพรรดินียิ้ม แต่สักพักก็กัดริมฝีปาก สีหน้าเคร่งขรึมลง ไม่กล้าสบตาซูฉางอัน “ขอโทษนะ ข้าไม่น่าพาเจ้าเข้าวังมาเลย”
ซูฉางอันชะงัก แล้วยิ้ม “ชีวิตนี้เจ้าเป็นคนให้มา อย่ามาพูดขอโทษให้เสียบรรยากาศเลย เดี๋ยวจะคุยกันไม่รู้เรื่อง อีกอย่าง คิดเสียว่าเป็นเรื่องของผัวเมีย มีอะไรต้องขอโทษกัน”
แต่พูดถึงตรงนี้...
ซูฉางอันมองจักรพรรดินีแล้วถอนหายใจ คิดว่าอะไรที่ควรพูดก็ต้องพูด อะไรที่ควรทำก็ต้องทำ
เขาจึงยกมือขึ้นจะลูบหัวนาง แต่พอนึกถึงสถานะของนาง มือก็ชะงักค้างกลางอากาศ
แต่คิดอีกที... เมียตัวเองแท้ๆ จะลูบหัวไม่ได้เชียวรึ!?
ว่าแล้วก็วางมือบนศีรษะจักรพรรดินี ขยี้เบาๆ “ต่อไปอย่าพูดแบบนี้อีก เจ้าวางแผนมากมายก็เพื่อให้ข้ามีชื่อเสียงโด่งดัง บีบให้พวกที่ไม่อยากให้เราอยู่อย่างสงบต้องยอมรับ แล้วกดดันให้พวกนั้นยอมให้ข้าเข้าวังไม่ใช่หรือ?”
“คนในตำหนักซิงชิ่งบอกแล้วว่าอีกไม่กี่วันจะให้ข้าเข้าวัง พอนางเอ่ยปาก คนพวกนั้นก็ไม่กล้าคัดค้านแล้ว เพราะงั้นไม่ต้องห่วง เรื่องแบบนี้วันหลังเล่าให้ข้าฟังบ้างก็ได้ เมื่อก่อนข้าไม่รู้ฐานะเจ้าก็เลยคิดว่าบ้านเจ้าคงซับซ้อนน่าดู แต่ข้าคิดแค่เรื่องเอาตัวรอด เลยไม่ได้สนใจ แต่ตอนนี้... ให้ข้าช่วยแบ่งเบาบ้างเถิด ถึงข้าจะไม่มีอะไร กินของเจ้า ใช้ของเจ้า แต่อย่างน้อยข้าก็แต่งกลอนเป็น ทำกับข้าวอร่อย เผื่อวันหน้าข้าทำอย่างอื่นเป็นอีก อาจจะช่วยเจ้าได้บ้างก็ได้”
“ดูสิ! ครั้งนี้ข้าช่วยหลี่ซิงเยวี่ยไว้โดยบังเอิญก็ช่วยเร่งแผนการของเจ้าให้เร็วขึ้นจนไทเฮาต้องเอ่ยปากให้ข้าเข้าวัง เห็นหรือไม่... ข้าก็มีประโยชน์เหมือนกันนะ”
“คำพูดพวกนี้ จริงๆ ไม่ต้องบอกก็ได้ แต่เห็นเจ้าเป็นแบบนี้แล้วข้าปวดใจ ยิ่งเห็นเจ้ายิ้ม ข้ายิ่งปวดใจ เลยต้องพูดออกมา ยิ่งความสัมพันธ์ของเรา... ถึงจะงงๆ ว่ามาถึงขั้นหมั้นหมายกันได้อย่างไร แต่ในเมื่อเป็นแบบนี้แล้ว มีอะไรให้ข้าทำก็บอกมาได้เลย”
“เจ้าบอกว่า ‘ชีวิตจะขมขื่นบ้างก็ไม่มีปัญหา’ แต่ข้าผู้เป็น ‘คนรัก’ กลับคิดว่า ‘ขอเพียงได้อยู่กับคนรู้ใจก็เพียงพอแล้ว’ เพราะงั้นอย่ามัวแต่ปกป้องข้า เรื่องเสี่ยงอันตรายข้าก็ทำได้ ข้าเก่งเรื่องหนีเอาตัวรอดจะตาย ช่วงนี้ฝึกเดินบนเสาไม้ เยี่ยนหรูอวี้ยังชมว่าข้าพัฒนาขึ้นเยอะ ข้าว่านางคงหมายถึงข้าหนีเก่งขึ้นนั่นแหละ”
เมื่อได้ยินแบบนั้น
จักรพรรดินีมองซูฉางอันด้วยความตกตะลึง
ราวกับจะถามว่า ‘เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าวางแผนทั้งหมดนี้’
แต่วินาทีต่อมา หัวใจของนางก็อบอุ่นวาบ แฝงด้วยความน้อยใจลึกๆ เพราะหลายปีมานี้ไม่มีใครลูบหัวปลอบโยนและพูดคำพูดที่เข้าอกเข้าใจแบบนี้กับนางเลย
คนสุดท้ายคือพี่รอง คนก่อนหน้าคือเสด็จพ่อ และก่อนหน้านั้นคือเสด็จแม่ แต่พวกเขาก็จากไปหมดแล้ว พี่ชายคนโตไปชายแดนใต้เพื่อหาวิชาลับ พี่รองไปบวชเป็นนักพรต เสด็จพ่อและเสด็จแม่ก็สวรรคตไปแล้ว
หลังจากนั้น... ก็ไม่มีใครอีกเลย
ไม่มีใครพูดกับนางแบบนี้
เพราะรอบกายไม่มีใครที่เป็น “คนในครอบครัว” อย่างแท้จริง
แต่...
พอได้ยินประโยคสุดท้ายของซูฉางอัน จักรพรรดินีก็ตื่นจากภวังค์ ปัดมือซูฉางอันออกดัง เพียะ! แล้วแว้ดใส่ “ลูบหัวใครยะ!! ลืมไปแล้วหรือว่าข้าเป็นใคร! แล้วยังมาพูดจาลิเกอะไร ชีวิตขมขื่น คนรักคนรู้ใจ ไปจำมาจากนิยายเล่มไหนฮะ! บังอาจนัก!”
“แล้วยังมาบอกว่าเป็นแผนของข้าอีก! เชอะ! ใครจะไปวางแผนเพื่อเจ้ากัน! ไม่ดูสภาพตัวเองบ้าง! ฝึกเดินบนเสาไม้ร้องโหยหวนปานจะขาดใจ นึกว่าข้าไม่รู้หรือ? ดีแต่ปาก ดีแต่หว่านเสน่ห์ไปทั่ว! อย่ามาพูดจาเหลวไหลต่อหน้าข้า ข้าสั่งอะไรก็ทำตามนั้น บอกให้อย่ายุ่งก็ไม่ต้องยุ่ง!”
พูดจบ!
จักรพรรดินีก็ลุกขึ้น ยื่นนิ้วชี้เชยคางซูฉางอัน “ภรรยาของข้า... ไม่ต้องคิดเรื่องพวกนี้ ใช้ชีวิตให้มีความสุข ทำของอร่อยให้ข้ากินทุกวัน แต่งกลอนเยอะๆ เล่าเรื่องตลกให้ข้าฟังก็พอ เข้าใจหรือไม่!! ตอบมาว่าเข้าใจ ถ้ากล้าพูดจาเหลวไหลอีก ข้าจะบีบคอให้ตาย!”
ซูฉางอันยิ้มตอบ “ตกลง! เจ้าว่าอย่างไรข้าก็ว่างั้น เชื่อฟังทุกอย่าง”
อะไรควรพูดก็พูด อะไรควรทำก็ทำ
บางเรื่อง บางคำพูด ต่อให้ตายก็ต้องพูด ต้องทำให้ได้ แต่บางเรื่อง ต่อให้ตายก็ห้ามทำ ห้ามพูด โดยเฉพาะต่อหน้าหญิงคนรัก
จักรพรรดินีค้อนซูฉางอัน แล้วกลับไปนั่งที่เดิม ในใจลิงโลดมีความสุขที่สุด
บางเรื่อง... ต่อให้รู้ว่าเขาช่วยอะไรไม่ได้ แต่แค่ได้ยินคำพูดปลอบโยนที่แสดงความเข้าใจ แค่นั้นก็สุขใจแล้ว
ดังนั้นตอนนี้นางจึงอารมณ์ดีมาก แต่ต้องเก็บอาการ โดยเฉพาะต่อหน้าเจ้าตัวแสบปากหวานคนนี้!
นางกระแอมแล้วถาม “เล่ามาซิ คุยอะไรกับไทเฮาบ้าง เรื่องไก่สับที่เจ้าทำมาให้ข้า นางคงไม่เห็นหรอกนะ ถ้าเห็นคงอกแตกตาย”
ซูฉางอันงงเล็กน้อย แต่ก็ไม่รีบร้อนถาม เล่าเรื่องที่คุยกับไทเฮาคร่าวๆ ให้ฟังก่อน
แล้วค่อยถาม “เหตุใดไก่สับถึงเป็นเรื่องต้องห้ามล่ะ... ว่าแต่ตอนข้าบอกว่าในปิ่นโตมีไก่สับ นางดูแปลกไปจริงๆ คนสนิทของนางที่ชื่อเซียงหงก็ทำท่าทางแปลกๆ มีเบื้องหลังหรือ?”
จักรพรรดินีตอบ “เสด็จแม่ของข้าชอบเสวยไก่สับมาก นางเกลียดแม่ข้า เกลียดเข้ากระดูกดำ เพราะเสด็จพ่อเคยตรัสว่า ชอบดูเวลาแม่ข้าถือไก่น่องโตแทะกินที่สุด นางเลยเกลียดไก่สับ เกลียดฝังใจ”
ซูฉางอันร้องอ๋อ ผู้หญิงอิจฉากันจนกลายเป็นความเกลียดชัง
ก็แค่นั้นเอง
แต่จักรพรรดินีมองซูฉางอัน “เจ้าเล่าเรื่องพวกนี้ให้อาหญิงฟัง อาหญิงคงเตือนเจ้าแล้วใช่หรือไม่ว่าต้องระวังตัวเวลาอยู่กับนาง”
ซูฉางอันพยักหน้า “เตือนแล้ว”
จักรพรรดินีได้ทีด่ากราด “นางตายๆ ไปเสียก็ดี!! พ่อข้าไม่ได้เต็มใจรับนางเข้าวัง แต่เพราะเหตุผลทางการเมืองถึงต้องรับเข้ามา อยู่ในวังก็เลี้ยงดูอย่างดี แต่นานวันเข้านางก็เก็บกดจนกลายเป็นความแค้น บวกกับเหตุการณ์บางอย่าง นิสัยเลยเปลี่ยนไปแบบนี้ แถมยังเกลียดเรื่องความรักเป็นที่สุด”
“เจ้าไปพูดเรื่อง ‘ฟ้าดินมิอาจแก่เฒ่า ความรักมิอาจสูญสิ้น’ กับนาง ข้าว่านางคงโกรธยิ่งกว่าเห็นไก่สับเสียอีก เจ้ารอดมาได้ครบสามสิบสองถือว่าโชคดีมากแล้ว แต่เรื่องที่เจ้าปกป้องข้า... ทำได้ดีมาก แต่คราวหลังอย่าทำอีก ชีวิตตัวเองสำคัญกว่า”
ซูฉางอันยิ้ม “คราวหน้าก็ยังจะทำ”
เมียโดนว่า ไม่ปกป้องได้อย่างไร!
ได้ยินแบบนี้ จักรพรรดินีอยากจะด่า แต่ในใจกลับหวานล้ำ แกล้งทำเสียงขึ้นจมูก “ฮึ! แถมยังไปนวดไหล่ให้นางอีก! ใจกล้าขึ้นทุกวันนะ! แต่ถือว่าหักล้างกับความดีความชอบ ข้าจะไม่เอาความ เจ้าไปเอาความกล้ามาจากไหน ถ้าขุนนางในราชสำนักรู้ว่าเจ้านวดไหล่ให้ไทเฮาคงตกใจตายกันหมด คราวหลังห้ามทำอีกนะรู้หรือไม่! ไหนขอดูซิ...”
จักรพรรดินีหยิบกล่องผ้าไหมที่ไทเฮาให้ซูฉางอันขึ้นมาเปิดดู เห็นปิ่นปักผมลายดอกเหมยประดับด้วยขนนกกระเต็นดูเรียบหรู งดงามราวกับมีชีวิต
นางมองปิ่นนั้น “ข้าเดาไว้แล้วว่านางต้องให้สิ่งนี้ นี่เป็นปิ่นที่แม่ข้าเคยให้นาง ในเมื่อนางให้เจ้า เจ้าก็รับไว้เถิด ถือเสียว่าเป็นของที่แม่ข้าให้เจ้า”
พูดจบ นางก็หยิบปิ่นขึ้นมา บรรจงปักลงบนมวยผมของซูฉางอัน
แล้วมองผลงานด้วยความพึงพอใจ กำชับว่า “อย่าทำพังล่ะ เข้าใจหรือไม่!”
ซูฉางอันพยักหน้า
จักรพรรดินีพูดต่อ “เรื่องอื่นข้าจะไม่พูดมาก เอาเป็นว่าพอเข้าวังแล้ว ข้าจะอยู่ข้างเจ้า ยายป้าที่ตำหนักซิงชิ่งนั่นข้าจะช่วยกันให้...”
พูดถึงตรงนี้ นางนึกถึงคำพูดของซูฉางอันเมื่อครู่นี้ จึงรีบดักคอ “อย่ามาพูดว่าจะช่วยข้าอะไรทำนองนั้นนะ ถ้ากล้าพูดข้าจะบีบคอ จะกัดให้จมเขี้ยวเลย!”
ซูฉางอันพูดไม่ออก ข้ายังไม่ได้พูดสักคำ! แต่ก็พยักหน้า “ได้! ฟังเจ้าทุกอย่าง!”
จักรพรรดินียิ้มพอใจ “เข้าวังมาแล้ว ห้ามไปหว่านเสน่ห์ใส่นางกำนัลหรือขุนนางหญิงเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นเจอดีแน่!!”
ซูฉางอันขมวดคิ้ว “เห็นข้าเป็นคนอย่างไรเนี่ย!”
จักรพรรดินีไม่ตอบ จ้องหน้า “ข้าสั่งอะไรก็ต้องเป็นอย่างนั้น!”
ซูฉางอันจนปัญญาอีกครั้ง พยักหน้า “ไม่หว่านเสน่ห์ ไม่มองด้วยซ้ำ”
จักรพรรดินีพยักหน้า “แบบนี้สิถึงจะน่ารัก”
ซูฉางอันมองนาง คิดอยู่ครู่หนึ่ง “แต่ว่านะ พูดกันตามเหตุผล...”
จักรพรรดินีเลิกคิ้ว “มีเหตุผลอะไรต้องพูด”
ซูฉางอันพูดไม่ออก
เอาเถิด เจ้าเป็นจักรพรรดินี เจ้าชนะ!
จักรพรรดินีเห็นซูฉางอันยอมจำนนก็ยิ่งพอใจ “เดี๋ยวจะให้ดูของสะสมของข้า เจ้าทำตัวดี ข้าเลยจะให้รางวัลสักชิ้น”
พูดจบ นางก็เดินไปที่ตั่งมังกร แล้วเลิกม่านขึ้นด้วยท่าทางตื่นเต้น
ซูฉางอันมองตาม ส่ายหน้ายิ้มๆ ห้ามพูดเหตุผล งั้นวันหลังจะใช้ชีวิตอย่างไรเนี่ย
แต่คิดอีกที... เฮ้อ
ช่างเถิด
ไม่พูดก็ไม่พูด
นางรักเขา ถึงแม้จะต้องใช้เหตุผลกับคนทั้งหล้า แต่กับเขา... นางขอละเว้นเหตุผลไว้คนหนึ่ง
เขารักนาง ดังนั้นแม้ปกติจะขี้เกียจใช้เหตุผล แต่กับนาง... เขาต้องใช้เหตุผลคุยกันให้รู้เรื่อง
…
จักรพรรดินีคุยกับซูฉางอันอยู่นานสองนาน คุยสัพเพเหระไปเรื่อย
จนกระทั่งซุนซ่างกงมาเตือนเวลา นางถึงยอมปล่อยซูฉางอันกลับไปอย่างอาลัยอาวรณ์
แต่ก็รู้ว่าอีกแค่อาทิตย์เดียวซูฉางอันก็จะเข้าวังแล้ว นางเลยทำใจแข็งไล่ส่ง “รีบไปได้แล้ว ข้าจะตรวจฎีกา” แล้วก็ถีบก้นซูฉางอันไปหนึ่งที
ทว่า...
ที่ระเบียงทางเดินนอกตำหนัก จักรพรรดินียืนมองส่งซูฉางอัน
เห็นเขาเดินลงบันไดเกือบสะดุดหน้าทิ่ม
นางสบถเบาๆ “เจ้าทึ่มเอ๊ย เดินลงบันไดยังจะล้ม!”
ปากด่า แต่ใบหน้าเปื้อนยิ้ม แววตาเต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู
บอกว่าจะทำนั่นทำนี่ แค่ลงบันไดยังจะล้ม จะไปทำอะไรได้!
ซุนซ่างกงยืนอยู่ข้างๆ “ฝ่าบาท บางทีน่าจะบอกคุณหนูฉางอันไปนะเพคะว่าทั้งหมดนี้เป็นแผนของพระองค์”
จักรพรรดินีส่ายหน้า ไม่พูดอะไร นางไม่อยากบอกใครว่าซูฉางอันเดาแผนของนางออกหมดแล้ว
แต่มองดูแผ่นหลังทึ่มๆ นั่น...
นางถาม “ท่านอาหญิง ดูเจ้าทึ่มนั่นสิ เดินลงบันไดยังดูดีเลย... ดูดีกว่าข้าอีก วันหลังจะมีคนนินทาหรือไม่นะ...”
ซุนซ่างกงชะงัก คิดอยู่ครู่หนึ่ง “ไม่หรอกเพคะ คนเขาจะพูดกันว่าพระองค์ทั้งสองคือคู่สร้างคู่สมที่ฟ้าประทานมาให้”
จักรพรรดินีพยักหน้า เช่นนั้นก็ดี
…
ซูฉางอันหันกลับมามองบันไดหินอ่อนนับร้อยขั้น บันไดบ้าอะไรเนี่ย ออกแบบมาให้คนสะดุดล้มชัดๆ!
เกือบหน้าแหกต่อหน้าธารกำนัลแล้วเชียว ดีนะที่ทรงตัวทัน!
แต่...
ขณะมองบันได ไล่สายตาขึ้นไปมองตำหนักอันโอ่อ่าตระการตา นึกถึงคำพูดที่เพิ่งคุยกับจักรพรรดินี
จริงๆ ยังมีอีกประโยคที่ไม่ได้พูด
‘เจ้าทำเพื่อข้าถึงเพียงนี้ ข้าก็ยอมทำเพื่อเจ้าได้ทุกอย่าง’
แต่คิดไปคิดมา ไม่พูดดีกว่า มันเลี่ยนเกินไป
แต่ว่า...
อืม!
วังใหญ่โตถึงเพียงนี้ วันหน้าถ้าเข้ามาอยู่แล้วอยากจะอยู่ให้สบาย... คงต้องเขี่ยไทเฮาไปให้พ้นทางก่อน...
ไม่อย่างนั้นก็เหมือนมีมีดแขวนอยู่บนหัวเขากับจักรพรรดินีตลอดเวลา
แต่พอคิดถึงตรงนี้ ซูฉางอันก็หัวเราะเยาะตัวเอง จะเอาอะไรไปเขี่ยไทเฮา หน้าตาก็มีแค่นี้!
แค่ไอ้หนุ่มหน้าขาวคนหนึ่งที่แต่งตัวเป็นผู้หญิง!
…
........................................................................