- หน้าแรก
- ช่วยด้วยขอรับ จักรพรรดินีจะจับข้าทำเมีย
- บทที่ 47 จักรพรรดินีบอกว่า: ต้องเชื่อฟังข้า เข้าใจหรือไม่!
บทที่ 47 จักรพรรดินีบอกว่า: ต้องเชื่อฟังข้า เข้าใจหรือไม่!
บทที่ 47 จักรพรรดินีบอกว่า: ต้องเชื่อฟังข้า เข้าใจหรือไม่!
เมื่อได้ยินแบบนี้ ซูฉางอันมีเรื่องอยากจะพูดเป็นกระบุง
เพราะรู้สึกว่าบทสนทนานี้มันทะแม่งๆ ชอบกล ผู้หญิงที่ไหนเขาพูดกับผู้ชายว่า ‘ร้องสิ ร้องเข้าไป ร้องให้คอแตกก็ไม่มีใครมาช่วยเจ้าหรอก’
แถม...
มีจักรพรรดินีบ้านไหนเปิดฉากด้วยการหยิกเอวคนอื่นบ้างล่ะ!
แต่...
เมื่อต้องเผชิญกับความเจ็บปวดที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากการบิดเนื้ออย่างเมามันของจักรพรรดินี ซูฉางอันก็พูดไม่ออกจริงๆ ได้แต่ส่งเสียง “โอ๊ยยย... เจ็บ... ข้าผิดไปแล้ว” ออกมาจากปาก
ในที่สุด
“ฮึ!” จักรพรรดินีบิดส่งท้ายอย่างแรงอีกที แล้วยอมปล่อยมือ
ซูฉางอันงอตัวกุมเอว ลูบบริเวณที่โดนประทุษร้ายด้วยความเจ็บปวด
เขียวแน่!
แม่คุณเล่นแรงชะมัด! หายหน้าไปนานมือหนักขึ้นเยอะเลยนะ!
จักรพรรดินีก้าวเข้ามาใกล้ “ไหนขอดูซิ”
ซูฉางอันถอยหลังหนีโดยสัญชาตญาณ “เจ้า...”
แต่พอเห็นสายตาดุๆ ของนาง เขาก็ต้องยอมจำนน “ก็ได้ๆ ดูสิ”
พูดจบก็เลิกชายเสื้อขึ้น เผยให้เห็นเอวบางร่างน้อย
ซูฉางอันพยายามจะเอี้ยวตัวไปดูเองด้วย ถึงแม้ผู้ชายอกสามศอกมายืนส่องเอวตัวเองมันจะดูแปลกๆ ไปหน่อย แต่ก็ช่วยไม่ได้
ก็เกิดมาหุ่นดีแบบนี้ จะให้ทำอย่างไรได้!
ทว่า...
เมื่อเห็นรอยช้ำเลือดที่เอว ซูฉางอันก็หันขวับไปมองจักรพรรดินี
ยายนี่... โหดเหี้ยมอำมหิต!
จักรพรรดินีก้มลงมองรอยช้ำ เริ่มรู้สึกผิดขึ้นมานิดหน่อย แต่พอเห็นซูฉางอันจ้องหน้า นางก็ถลึงตากลับ “มองอะไร! เดี๋ยวเป่าให้ก็หายแล้ว อีกอย่าง เจ้าทำตัวเองแท้ๆ”
ซูฉางอันเม้มปาก พูดไม่ออก
ก็นางเป็นถึงจักรพรรดินีนี่นา!
จักรพรรดินียื่นหน้าเข้ามาใกล้ แล้วเป่าลมเบาๆ ลงบนรอยช้ำ ให้ความรู้สึกเย็นวูบวาบ
ซูฉางอันก้มมองจักรพรรดินี เห็นท่าทางตั้งอกตั้งใจของนาง จู่ๆ สมองอันไม่รักดีก็นึกภาพบางอย่างขึ้นมา
เพราะท่าทางตอนนางทำปากจู๋เป่าลม บวกกับรอยแดงๆ ช้ำๆ ที่เอว... มันดูเหมือนรอยดูดที่เกิดจากการจูบอย่างดูดดื่มไม่มีผิด
ภาพในหัวคือ...
จักรพรรดินีกำลังก้มลง “ประทับตราความเป็นเจ้าของ” บนเอวของเขาอย่างเร่าร้อน
จักรพรรดินีเหมือนจะรู้ตัว เงยหน้าขึ้นมองซูฉางอัน พอเห็นสายตาแปลกๆ ของเจ้าคนลามก นางก็ร้อง “ฮึ!” แล้วยืดตัวขึ้นทันที
พอนึกย้อนไปถึงท่าทางเมื่อครู่ นางก็หน้าแดงระเรื่อ กัดริมฝีปากแก้เขิน หันหลังให้ซูฉางอัน
แต่ก็ยังทำใจดีสู้เสือ หันกลับมาจ้องหน้าเขา “คุยกับสาวๆ ข้างนอกน้ำไหลไฟดับ ทีมาหาข้า... ไม่เจอกันตั้งนาน ไม่มีอะไรจะพูดหรืออย่างไร?”
ซูฉางอันที่กำลังกังวลว่านางจะอ่านใจได้ แล้วจะโดนซ้อมอีกรอบ
ใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ
แต่พอได้ยินนางพูดแบบนี้
ซูฉางอันก็รวบรวมความกล้า ปรับอารมณ์ แล้วประสานมือคารวะ “ฝ่าบาท...”
แต่ยังไม่ทันพูดจบ จักรพรรดินีก็สวนขึ้น “เรียกผิด! แล้วตั้งแต่เมื่อไหร่ที่คุยกับข้าต้องมากพิธีถึงเพียงนี้! แต่ก่อนเป็นนางกำนัลยังไม่เห็นหัวข้า ตอนนี้เป็นคุณหนูใหญ่แล้วริมาทำความเคารพงั้นรึ?”
ซูฉางอันชะงัก
เยี่ยม! อารมณ์ซึ้งที่ปูมาหายวับไปกับตา
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วลดมือลง ยิ้มให้ “ไม่ได้เจอกันนานนะ แม่นางเซี่ย...”
อีกครั้ง จักรพรรดินีสวนทันควัน “เรียกผิด!”
ซูฉางอันขมวดคิ้ว แต่พอโดนจ้องก็รีบเปลี่ยนสีหน้า ลองหยั่งเชิง “เฟิ่งเอ๋อร์?”
จักรพรรดินีทำหน้าบึ้ง
ซูฉางอันลองใหม่ “เสี่ยวเซี่ย?”
นางยิ่งไม่พอใจ กำปั้นเริ่มกำแน่น
ซูฉางอันคิดหนัก สุดท้ายก็โพล่งออกมา “เซี่ยเอ๋อร์?”
คราวนี้... จักรพรรดินีสีหน้าผ่อนคลายลง
ซูฉางอันเห็นแล้วก็... โรคจิตชัดๆ!
แต่ก็นะ เมื่อก่อนนางก็เป็นแบบนี้ ต้องให้ง้อ!
แถมง้อยากเสียด้วย!
เขาถอนหายใจอย่างระอา แล้วมองนาง “เซี่ยเอ๋อร์... ไม่เจอกันนานนะ เจ้า...”
พูดถึงตรงนี้ ซูฉางอันรู้สึกว่าคำพูดที่เตรียมมามันเริ่มแปร่งๆ เลี่ยนๆ ชอบกล เลยถามกลับ “เจ้าฟังแล้วไม่รู้สึกแปลกๆ หรือ? ข้าอุตส่าห์ปรับอารมณ์มาตั้งนาน”
จักรพรรดินีเชิดหน้า แม้จะดูมีความสุข แต่ปากก็ยังแข็ง “แปลกไม่แปลกข้าเป็นคนตัดสิน เข้าใจหรือไม่?”
ซูฉางอันจนปัญญา
คุยกับคนไม่มีเหตุผล พูดไปก็ป่วยการ
จักรพรรดินีเดินเข้ามาใกล้ บ่นอุบอิบ “กินข้าวมื้อละกะละมัง เหตุใดไม่อ้วนขึ้นเลย เยี่ยนหรูอวี้ยังอ้วนขึ้นตั้งเยอะ”
ซูฉางอันไม่รู้จะตอบอย่างไร ฟังดูเหมือนโดนด่าว่าเป็นตัวกินล้างผลาญอย่างไรไม่รู้
แต่จักรพรรดินียิ้ม “แต่ข้ารู้ว่าที่จวนตระกูลซูเลี้ยงดูเจ้าอย่างดี แค่เจ้ากินเยอะเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว... แต่ฝีมือทำอาหารของเจ้าอร่อยจริง ต่อไปข้าต้องได้กินทุกวันนะ”
พูดจบ นางก็มองไปที่ปิ่นโต แล้วเดินไปเปิดฝาออกเองเลย
จากนั้นก็หันมาสั่ง “เหตุใดยังยืนบื้ออยู่อีก มาช่วยหน่อยสิ เมื่อก่อนเวลาข้าเอาของกินมาให้ เจ้าแทบจะพุ่งเข้ามาแย่งปิ่นโตไปจากมือข้าเลยนะ!”
ได้ยินแบบนี้...
เยี่ยม! นี่แหละ “เฟิ่งเอ๋อร์” คนเดิม!
ประหยัดแรง ไม่ต้องมานั่งเกรงใจกันให้เสียเวลา
ซูฉางอันเดินเข้าไปนั่งลงข้างปิ่นโต แล้วหยิบจานอาหารออกมาวางเรียงบนพื้นทีละจานเหมือนเมื่อก่อน
เหมือนตอนที่จักรพรรดินีแอบเอาของกินมาให้เขา แล้วทั้งสองก็นั่งกินกันบนพื้นอย่างเอร็ดอร่อย
มองดูซูฉางอันหยิบจานอาหารออกมาวาง แล้วนั่งขัดสมาธิอย่างไม่ถือตัว จักรพรรดินียิ้มจาง รู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไป
แต่พอเห็นนิ้วซูฉางอันแตะโดนอาหาร นางก็โวยวายทันที “สกปรก!”
ซูฉางอันหันมามอง “จะแต่งงานกันอยู่แล้ว ยังจะมารังเกียจอะไรอีก!”
จักรพรรดินีสวนกลับ “ใครจะแต่งงานกับเจ้า! แปดอักษร ยังไม่ได้เขียนสักขีด! อีกอย่าง มือเจ้าโดนอาหาร ข้าจะรังเกียจไม่ได้หรืออย่างไร เมื่อก่อนข้าเผลอแตะนิดเดียว เจ้าบ่นข้าไปทั้งวัน!”
ซูฉางอันมองนาง แล้วตอบหน้าตาย “ถ้ารู้แต่แรกว่าเป็นผู้หญิงสวยถึงเพียงนี้... ข้าคงไม่รังเกียจหรอก”
จักรพรรดินีชะงัก กำลังจะอ้าปากด่า แต่จู่ๆ ก็หน้าแดงด้วยความเขินอาย “ปากหวานก้นเปรี้ยว!! เพราะเป็นคนแบบนี้ถึงได้ไปหว่านเสน่ห์สาวๆ ไปทั่ว!”
ซูฉางอันจนคำพูด
รู้สึกว่าจักรพรรดินีเริ่มไร้เหตุผลขึ้นทุกที
ไร้เหตุผลกว่าเมื่อก่อนอีก!!
อาหารทั้งหมดถูกนำออกมาวางบนพื้น
ซูฉางอันและจักรพรรดินีนั่งกินข้าวบนพื้นด้วยกันเหมือนในวันวานราวกับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทั้งสองหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน
เมื่ออิ่มหนำ จักรพรรดินีกัดคุกกี้นมสดฝีมือซูฉางอันคำสุดท้าย แล้วนั่งเอกเขนกอย่างสบายอารมณ์ เอนตัวไปข้างหลัง ใช้มือยันพื้น คิ้วเรียวงามคลี่ออกอย่างผ่อนคลาย มองดูเศษคุกกี้และถ้วยเครื่องดื่ม “เจ้าไปสรรหาสูตรอาหารพวกนี้มาจากไหน ไหนจะบทกวีพวกนั้นอีก แล้วก็เกมหมากรุกห้าตัวที่เจ้าทำเล่นที่จวนตระกูลซู... เหตุใดครึ่งปีที่ผ่านมาไม่เห็นบอกข้าเลยว่าเจ้าเก่งถึงเพียงนี้ แถมยังทำของอร่อยๆ มาให้ข้ากินอีก...”
ซูฉางอันมองเศษคุกกี้ที่จักรพรรดินีทำหกด้วยความเสียดาย คุกกี้นี้ทำยากนะ ไม่มีเตาอบ ต้องกะไฟเอง ลำบากจะตาย
ซูฉางอันเป็นคนเสียดายของ
เขาจึงเก็บเศษคุกกี้ขึ้นมา โยนเข้าปากตัวเอง แล้วตอบว่า “เจ้าคิดว่าข้าในตอนนั้นมีปัญญาทำของพวกนี้หรือ?”
จักรพรรดินีคิดตาม ก็จริงแฮะ ตอนนั้นข้าวกินยังไม่พออิ่ม ต้องรอให้นางเอามาส่ง แล้ววันๆ ก็เอาแต่คิดจะหนี
แต่...
ยิ่งคิดยิ่งโมโห!
นางหันขวับมาจ้องหน้าซูฉางอัน นึกถึงคุกกี้เมื่อกี้และบทกวีที่นางเพิ่งมารู้ทีหลังคนอื่น!!
ด้วยความหมั่นไส้ นางยื่นมือไปบีบแก้มซูฉางอันทั้งสองข้าง แล้วเขย่าอย่างแรง “ปิดบังข้ามาตั้งหลายเดือน!! พอออกไปข้างนอกล่ะระริกระรี้เชียวนะ! ทั้งเรื่องนั้นเรื่องนี้ แล้วในใจแอบมีใครซ่อนอยู่หรือเปล่า ซูหลินหานหรือหลี่ซิงเยวี่ย หรือคุณหนูคนไหนในงานบทกวี?”
เมื่อก่อนนางก็ชอบหยอกซูฉางอันแบบนี้ บีบแก้มเล่น
เขย่าสองสามที แล้วก็ปล่อย
ครั้งนี้ก็เหมือนกัน
แต่...
พอปล่อยมือ จักรพรรดินีกลับมองซูฉางอันด้วยสายตาคาดหวัง
ซูฉางอันลูบแก้มตัวเอง ไม่ได้ถือสาอะไร ตอบอย่างจนใจ “อย่ามาหาเรื่องกันสิ สถานการณ์ข้าตอนนั้นเป็นอย่างไรเจ้าก็รู้ จะเอาเวลาไหนไปมีใจให้ใคร ซูหลินหานก็น้องสาว หลี่ซิงเยวี่ยก็คนไข้ ส่วนคุณหนูคนอื่นๆ ก็แค่คนผ่านทาง... เจ้ามางี่เง่าแบบนี้ เสียภาพพจน์จักรพรรดินีหมด”
จักรพรรดินีเชิดหน้า “ภาพพจน์อะไร ถ้าจะเอาเรื่องภาพพจน์ เรื่องที่เจ้าเคยตีข้าเมื่อก่อน ตอนนี้ข้าสั่งประหารเจ้าได้เป็นร้อยรอบแล้ว!”
ซูฉางอันหันมามอง “ลืมๆ เรื่องเก่าๆ ไปเถิด เปลี่ยนเรื่องคุยดีกว่าหรือไม่?”
จักรพรรดินียิ้ม “จะเปลี่ยนเรื่องอะไร เรื่องที่เจ้าเคยด่าข้า สั่งสอนข้าเมื่อก่อนงั้นรึ? บังอาจนักนะ คุณหนูซู!”
ซูฉางอันเม้มปาก “คุยกันด้วยเหตุผลหน่อยสิ... เอาจริงๆ นะ ตอนที่ข้าด่าเจ้า สั่งสอนเจ้า เจ้าก็ดูมีความสุขดีออก!”
ได้ยินดังนั้น จักรพรรดินีแว้ดขึ้นมาทันที “ใครมีความสุขไม่ทราบ!!”
ซูฉางอันสวนกลับ “ก็เจ้านั่นแหละ ครั้งนั้นเจ้า...”
แต่ยังพูดไม่ทันจบ จักรพรรดินีก็ขัดขึ้น “ยังจะกล้าเถียงอีกหรือ!?”
“หา?” ซูฉางอันงง
เยี่ยม
หมดหนทางสู้ด้วยเหตุผล!!
คิดได้ดังนั้น ซูฉางอันจึงยอมแพ้ “ข้าผิดเอง ข้าเป็นคนบาป”
จักรพรรดินีพอใจ “รู้ตัวว่าผิดก็ดีแล้ว ต่อไปนี้ทุกเรื่องต้องฟังข้า... ไม่สิ ข้าเองก็อาจจะมีเรื่องที่ทำผิดบ้าง เจ้าก็เตือนได้ ด่าได้ สั่งสอนได้ แต่! ต้องทำเฉพาะกับข้าเท่านั้น และต้องทำตอนอยู่กันแค่สองคน เข้าใจหรือไม่?”
ซูฉางอันฟังประโยคย้อนแย้งนี้แล้วอยากจะบ่น แต่ก็พยักหน้า “ได้ๆ ฟังเจ้าทุกอย่าง ก็เจ้าเป็นจักรพรรดินีนี่นา”
จักรพรรดินียิ้มแก้มปริ
แต่ทันใดนั้น คิ้วเรียวก็เลิกขึ้น จ้องหน้าซูฉางอัน “ไม่ได้เจอข้าตั้งครึ่งเดือน เจ้ามีเรื่องจะพูดกับข้าแค่นี้หรือ? แถมเมื่อกี้ยังพูดไม่จบด้วย!”
..........................................................................