- หน้าแรก
- ช่วยด้วยขอรับ จักรพรรดินีจะจับข้าทำเมีย
- บทที่ 46 จักรพรรดินีบอกว่า ต่อให้เจ้าร้องจนคอแตกก็ไม่มีใครมาช่วยหรอก!
บทที่ 46 จักรพรรดินีบอกว่า ต่อให้เจ้าร้องจนคอแตกก็ไม่มีใครมาช่วยหรอก!
บทที่ 46 จักรพรรดินีบอกว่า ต่อให้เจ้าร้องจนคอแตกก็ไม่มีใครมาช่วยหรอก!
ซุนซ่างกงนิ่งเงียบตลอดทางที่เดินออกจากตำหนักซิงชิ่ง
จนกระทั่งพ้นเขตตำหนักมาไกลพอสมควร นางจึงหันมาถามซูฉางอัน “คุณหนูฉางอัน ท่านไปพูดอะไรให้ไทเฮาทรงกริ้วหรือเจ้าคะ”
ซูฉางอันงงเล็กน้อย นึกถึงรอยยิ้มของไทเฮาเมื่อครู่ ไม่น่าเชื่อว่าซุนซ่างกงจะดูออกว่าเขาไปกวนประสาทไทเฮาเข้าให้แล้ว
เขาเหลือบมองเยี่ยนหรูอวี้ เมื่อนางพยักหน้าอนุญาต ซูฉางอันจึงเล่าเรื่องราวสำคัญๆ ให้ฟัง โดยเฉพาะเรื่องไก่สับ
เมื่อได้ยินว่าซูฉางอันปกป้องจักรพรรดินีและได้ฟังเรื่องไก่สับ
ซุนซ่างกงก็ยิ้มออกมาด้วยความปลาบปลื้ม มองซูฉางอันด้วยสายตาเอ็นดูยิ่งขึ้น แต่ก็แฝงแววโล่งใจ “ในช่วงหลังๆ มานี้ไทเฮาอารมณ์แปรปรวนยากจะคาดเดา นึกจะฆ่าใครก็ฆ่าได้ทันที เพราะมีคนคุ้มกันฝีมือดีพอๆ กับท่านแม่ทัพเยี่ยนคอยรับใช้ แถมยังมีอำนาจทางทหารอยู่ในมือ จึงไม่เกรงกลัวใคร วันข้างหน้าเมื่อเข้าวังแล้ว พยายามหลีกเลี่ยงการพบปะกับพระองค์นะเจ้าคะ อะไรที่ข้ากันได้ ข้าจะช่วยกันให้หมด ถ้าข้ากันไม่ไหวก็ยังมีฝ่าบาท”
ซูฉางอันชะงัก คิดตามแล้วถามกลับ “ท่านซ่างกงหมายความว่า... เมื่อกี้ไทเฮาอาจจะฆ่าข้าโดยไม่สนใจอะไรเลยหรือ?”
ซุนซ่างกงพยักหน้า “ฝ่าบาททรงส่งท่านแม่ทัพเยี่ยนไปซุ่มจับตาดูขันทีเฒ่าคนนั้นไว้แล้ว ไทเฮาจึงลงมือไม่ได้ อีกอย่าง วันนี้พระองค์คงยังไม่มีเจตนาจะสังหาร ไม่อย่างนั้นเราคงไม่ออกมาได้ง่ายๆ เช่นนี้ ที่ข้าเตือนท่าน เพราะไทเฮาเดาใจยาก หากพระองค์เกิดบ้าคลั่งอยากเห็นฝ่าบาทเสียใจขึ้นมา พระองค์ก็ทำได้ทุกอย่าง ดังนั้นตำหนักซิงชิ่งแห่งนี้ ถ้าไม่จำเป็นอย่าได้ย่างกรายเข้ามา คนผู้นี้... ชอบเห็นคนรอบข้างเจ็บปวดทรมานเป็นที่สุด”
ซูฉางอันหันกลับไปมองตำหนักซิงชิ่ง
เมื่อนึกถึงท่าทางของไทเฮา สัญชาตญาณของเขาบอกถูกแล้ว ยายป้านี่จิตไม่ปกติ!
งานอดิเรกแบบนี้...
ไม่โรคจิตก็บ้าชัดๆ!
แต่ซูฉางอันก็ยิ้มสู้ “ก็แค่ได้ยินนางว่าฝ่าบาท ข้าเลยอดไม่ได้ที่จะเถียงกลับไปนิดหน่อย ส่วนเรื่องไก่สับ... เป็นเรื่องเข้าใจผิดจริงๆ”
ซุนซ่างกงยิ้ม “เรื่องไก่สับถือเป็นเรื่องบังเอิญที่มีที่มาที่ไป เกิดจากความใจแคบของคนผู้นั้น ไว้ฝ่าบาททรงทราบเรื่องแล้ว คงจะเล่าให้ท่านฟังเอง แต่คุณหนูฉางอันไม่ต้องกังวล จอมยุทธ์ข้างกายไทเฮาขยับตัวไม่ได้ง่ายๆ หรอก ท่านแม่ทัพเยี่ยนจับตาดูอยู่ ไทเฮาทรงทราบดี จึงไม่กล้าผลีผลาม”
พูดจบ ซุนซ่างกงก็กล่าวต่อ “อีกอย่าง คุณหนูฉางอันไม่ต้องเรียกข้าว่าท่านซ่างกงหรอกเจ้าค่ะ ฝ่าบาทเรียกข้าว่าท่านอาหญิง ท่านก็เรียกข้าว่าอาหญิงตามฝ่าบาทเถิด”
ระหว่างพูด ซุนซ่างกงก็ถือโอกาสพิจารณาซูฉางอันอย่างละเอียด
รูปร่างสูงโปร่ง สวมชุดตัวในสีขาวทับด้วยเสื้อคลุมสีดำ คิ้วโก่งดั่งคันศร ดวงตาดอกท้อหางหงส์งดงามราวกับเทพจุติลงมาเกิด
ดูแล้วน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก
โดยเฉพาะเมื่อได้ยินคำพูดปกป้องฝ่าบาท ซุนซ่างกงยิ่งรู้สึกถูกชะตา
ดูเหมือนว่าจะสูงขึ้นกว่าตอนอยู่กองงานห้องเครื่องนิดหน่อย และดูมีสง่าราศีขึ้นด้วย
แต่สูงหน่อยก็ดี ฝ่าบาททรงสูงโปร่ง จะเป็นฮองเฮาคู่บารมี ตัวเตี้ยไปก็ดูไม่สมกัน
มีสง่าราศีก็เป็นเรื่องดี วันข้างหน้าต้องเป็นมารดาของแผ่นดิน!
ยิ่งมอง ซุนซ่างกงก็ยิ่งชอบใจ
บุรุษตาต่ำมองสตรีแค่หน้าตา ตาปานกลางมองที่รูปร่าง ตาชั้นสูงมองที่จิตวิญญาณ
ซุนซ่างกงมองทั้งหมด แต่ที่สำคัญที่สุดคือความถูกชะตา
นางมองซูฉางอัน แล้วรู้สึกถูกชะตาอย่างบอกไม่ถูก
รู้สึกเหมือนเห็นเงาของฮองเฮาองค์ก่อน... คนดีศรีแผ่นดิน
เมื่อคิดว่าคนผู้นี้จะได้อยู่เคียงข้างฝ่าบาท ผู้เป็นคนดีศรีแผ่นดินเช่นกัน
ซุนซ่างกงก็ยิ่งปลาบปลื้มใจ
ซูฉางอันเริ่มรู้สึกอึดอัดที่โดนจ้อง
จะว่าไป...
คนในวังนี่ชอบจ้องคนอื่นกันทุกคนเลยหรืออย่างไรนะ?
หรือว่า...
อาหญิงจะได้กลิ่นไก่สับในปิ่นโตแล้วเกิดหิวขึ้นมา?
ซุนซ่างกงสังเกตเห็นอาการอึดอัดของซูฉางอัน จึงรีบเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ขออภัยที่เสียมารยาทเจ้าค่ะ วันหน้าคุณหนูฉางอันไม่ต้องเกรงใจข้านะเจ้าคะ เรารีบไปกันเถิด ป่านนี้ฝ่าบาทคงรอแย่แล้ว”
แล้วซุนซ่างกงก็นึกอะไรขึ้นได้ หันมาบอกซูฉางอัน “คุณหนูฉางอันเตรียมใจไว้หน่อยนะเจ้าคะ ฝ่าบาททรงมีอาการหึงนิดหน่อย”
หึง?
หมายความว่าอย่างไร...
จะหึงอะไรอีก?
ไหดองน้ำส้มสายชูแตกอีกแล้วหรือ?
เพราะเหตุใดกัน!
ซูฉางอันสงสัย แต่พอจะถาม ซุนซ่างกงก็หันกลับไปเดินนำหน้าต่อ ไม่เปิดโอกาสให้ถาม
เมื่อหันไปมองเยี่ยนหรูอวี้
เห็นนางทำหน้าเครียดยิ่งกว่าตอนเข้าตำหนักซิงชิ่งเสียอีก มองซ้ายมองขวาอย่างหวาดระแวงราวกับกลัวใครจะโผล่มา
พึ่งไม่ได้ชัดๆ
หันไปมองเมาเมา
เยี่ยม
กำลังนั่งยองๆ ขุดสมุนไพรอยู่ริมกำแพงอย่างสบายใจเฉิบ
…
เมื่อเดินตามซุนซ่างกงไปเรื่อยๆ
เริ่มเห็นนางกำนัลและขันทีหนาตาขึ้น
ชัดเจนว่าคนพวกนี้กลัวตำหนักซิงชิ่ง เลยไม่กล้าเฉียดกรายเข้าไปใกล้
แต่เมื่อเห็นซูฉางอันเดินตามหลังซุนซ่างกงมา โดยมีเยี่ยนหรูอวี้ประกบข้าง ทุกคนต่างพากันแอบมองด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าใครกันหนอที่มีวาสนาถึงเพียงนี้
เมื่อมาถึงหน้าตำหนักที่ตั้งห้องทรงพระอักษร
เยี่ยนหรูอวี้บอกซูฉางอันว่าจะขอตัวไปทำธุระเดี๋ยวเดียว ให้เขารออยู่หน้าประตู ถ้ากลับมาไม่เจอก็ให้กลับจวนไปก่อนได้เลย มีคนคุ้มกันลับๆ อยู่แล้ว ไม่ต้องกลัวโดนลอบสังหาร
ซูฉางอันงง แต่พอมองแววตามุ่งมั่นราวกับจะไปตายของเยี่ยนหรูอวี้ก็นึกออก
คงไปหาแม่ของนางแน่นอน
ไม่อย่างนั้นจอมยุทธ์ขั้นแปดคงไม่ทำหน้าเหมือนคนใกล้ตายแบบนี้หรอก
ซูฉางอันตบไหล่เยี่ยนหรูอวี้ด้วยความเห็นใจ บอกให้ดูแลตัวเองดีๆ
เยี่ยนหรูอวี้มองซูฉางอันด้วยสายตาแบบเดียวกัน บอกให้เขาดูแลตัวเองดีๆ เช่นกัน
ซูฉางอันยิ้มขำ จะต้องดูแลอะไรนักหนา ไม่ใช่เจอจักรพรรดินีครั้งแรกเสียหน่อย คราวก่อนๆ ก็ง้อสำเร็จมาแล้ว
เป็นถึงจักรพรรดินี คงไม่ใจแคบขนาดนั้นหรอก
แถมยังมีของอร่อยมาฝากด้วย!!
เมาเมารออยู่ข้างนอก
อาจเพราะรู้ว่าเมาเมาเคยช่วยชีวิตซูฉางอันไว้หลายครั้ง ซุนซ่างกงจึงให้เกียรติเป็นพิเศษ จัดห้องรับรองและมีคนคอยดูแลอย่างดี
จากนั้นซุนซ่างกงก็พาซูฉางอันไปที่ห้องทรงพระอักษร
เมื่อถึงหน้าประตู ซุนซ่างกงกล่าวรายงานอย่างนอบน้อม “ฝ่าบาท คุณหนูฉางอันมาถึงแล้วเพคะ”
จักรพรรดินีที่ไม่ได้ประทับอยู่บนตั่งมังกรและไม่รู้ว่าแอบอยู่ตรงไหนเอ่ยตอบ “รบกวนท่านอาหญิงแล้ว”
ซุนซ่างกงคารวะอีกครั้ง แล้วถอยออกไป ปิดประตูห้องให้เสร็จสรรพ ทิ้งซูฉางอันไว้ตามลำพัง
ซูฉางอันวางปิ่นโตลง มองซ้ายมองขวาหาจักรพรรดินี
แต่สิ่งที่เห็นมีแต่หนังสือเต็มไปหมด และห้องนี้ก็กว้างใหญ่เหลือเกิน
“เสี่ยว... แค่กๆ ฝ่าบาท?” ซูฉางอันเกือบหลุดปากเรียกชื่อเล่น แต่ยั้งปากทัน
ขณะที่กำลังมองหา เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นข้างหู “แหมๆๆ ไม่เจอกันแค่ครึ่งเดือน คุณหนูฉางอันดูสดใสเปล่งปลั่งขึ้นเยอะเลยนะ”
ซูฉางอันเบะปาก เจอกันปุ๊บก็ประชดปั๊บ หมายความว่าอย่างไรเนี่ย!
แต่ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่าง รีบหันกลับไปมอง
ใบหน้าที่คุ้นเคย
โดยเฉพาะไฝเสน่ห์ใต้ตาที่บาดใจยังคงงดงามเหมือนเดิม
เพียงแต่...
ไม่ได้อยู่ในชุดผู้ชายเหมือนเคย แต่สวมชุดคลุมยาว ปล่อยผมสยาย ดูเป็นสตรีผู้สูงศักดิ์และทรงอำนาจ
อืม! “เมีย” ข้าลุคนี้ดูแปลกตาไปอีกแบบ!
“คารวะสิ!”
ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าเป็นจักรพรรดินีก็ต้องทำความเคารพ ทว่า...
ยังไม่ทันจะได้คารวะ ซูฉางอันก็ร้องจ๊ากออกมา
เพราะจักรพรรดินีคว้าหมับเข้าที่เอวของเขา แล้วบิดเนื้อเต็มแรง!
ไม่สนใจเสียงร้องโอดโอยของซูฉางอัน จักรพรรดินีถามยิ้มๆ “มือของหลี่ซิงเยวี่ย... แม่นางหมอนใบใหญ่นั่น... จับแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง? ได้ยินว่าจ้องมองไม่วางตาเลยนี่ สวยหรือไม่? แถมยังเขียนจดหมายทิ้งไว้ให้อีก เขียนว่าอะไรนะ ‘ดวงดาวตกลงมาประดับบนใบหน้า งดงามเพียงนี้จะปิดบังไว้ไย’ ... แหมๆๆ ช่างสำบัดสำนวนเหลือเกินนะ สมกับเป็นยอดกวีอันดับหนึ่งของเราจริงๆ พูดจาหวานหูได้ลื่นไหลเชียว อยากจะเป็นยอดกวีเจ้าสำราญงั้นสิ? ในเมืองหลวงมีคนคะนึงหาท่านมากมาย อยากจะเป็นเพื่อนกับท่านกันทั้งนั้น... ดีใจหรือไม่เล่าที่มีคนรุมล้อมถึงเพียงนี้... หา!!!”
ซูฉางอันเจ็บจนน้ำตาเล็ด พยายามจะดิ้นหนีแต่ก็สู้แรงไม่ได้ (นางแรงเยอะชะมัด!) เขาเป็นคนกลัวเจ็บอยู่แล้ว ขนาดฝึกเดินบนเสาไม้ยังบ่นจะเป็นจะตาย
จึงได้แต่ร้องขอชีวิต “ผิดไปแล้ว! ข้าผิดไปแล้ว! อย่าหยิก... เจ็บ... ถ้าหยิกอีกข้าจะร้องดังกว่านี้นะ เดี๋ยวคนข้างนอกได้ยินจะเสียภาพพจน์ฝ่าบาทหมด”
เมื่อได้ยินคำขู่ จักรพรรดินียิ่งออกแรงบิดหนักกว่าเดิม “ร้องสิ! ร้องเลย! ต่อให้เจ้าร้องจนคอแตกก็ไม่มีใครมาช่วยเจ้าหรอก! แล้วนี่ยังกล้าเถียงข้าอีกเรอะ!!”
…
...............................................................................