- หน้าแรก
- ช่วยด้วยขอรับ จักรพรรดินีจะจับข้าทำเมีย
- บทที่ 43 ทำของอร่อยให้ฝ่าบาทกิน!!
บทที่ 43 ทำของอร่อยให้ฝ่าบาทกิน!!
บทที่ 43 ทำของอร่อยให้ฝ่าบาทกิน!!
ระหว่างทางเดินกลับจากเรือนท่านราชครูซูไปยังเรือนของตนเอง
ซูฉางอันครุ่นคิดถึงสิ่งที่ท่านราชครูซูพูด
แม้จะเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน แต่ในใจของเขาก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้บ้างแล้ว
เขานึกถึงเรื่องที่หลี่ซิงเยวี่ยถูกอาแท้ๆ วางยาพิษ
นึกถึงวันนั้นที่คุยกับหลี่ซิงเยวี่ย ทุกครั้งที่เอ่ยถึงอาที่เป็นไทเฮา นางจะมีสีหน้าเปี่ยมสุขเสมอ
ซูฉางอันถอนหายใจ
คนมีอำนาจวาสนา แม้จะได้รับการปกป้องอย่างดี แต่เมื่ออยู่ในวังวนแห่งการแย่งชิงอำนาจ จะรอดพ้นจากการเป็นหมากในกระดานได้อย่างไร
อันตรายรอบด้าน!
ไม่มีที่ไหนที่ปลอดภัย!
ยิ่งสูงยิ่งหนาว!
เสี่ยงตายชัดๆ!
คิดถึงเรื่องนี้แล้ว ซูฉางอันก็นึกถึงตัวเอง...
ตอนนี้เขายืนอยู่ใจกลางพายุหมุนนี้ รอบกายมองไปทางไหนก็เห็นแต่การปกป้องที่จักรพรรดินีมอบให้แน่นหนาราวกับกำแพงเหล็ก
แต่...
จะปกป้องได้จริงหรือ ในเมื่อข้างหน้าก็หมาป่า ข้างหลังก็เสือร้าย
ขนาดชัดเจนว่าเป็นคนของจักรพรรดินีแล้วก็ยังมีคนอย่างอ๋องแปดกล้ามาลองดี แถมยังมีคนลอบสังหารเขาไม่หยุดหย่อน
คิดแล้ว ซูฉางอันก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอีกครั้ง เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ในรอบครึ่งเดือนมานี้
ตั้งแต่เข้ามาในจวนตระกูลซู เขาก็เฝ้าคิดว่าจะช่วยอะไรจักรพรรดินีได้บ้าง
แต่ตอนนี้เขาไม่มีอะไรเลย คนข้างกายก็เป็นคนของนาง เงินทองก็เป็นของนาง
จะทำอะไรได้...
ก็คงทำได้แค่ช่วยเท่าที่ทำได้
จักรพรรดินีอยากให้เขาไปคว้าตำแหน่งยอดกวีอันดับหนึ่ง สร้างชื่อเสียง
เขาก็ไปคว้ามาให้แล้ว ถือโอกาสทำความรู้จักกับเหล่าลูกหลานขุนนางไปด้วย
เรื่องหลี่ซิงเยวี่ยนี่ก็ถือว่าเป็นผลพลอยได้จากการผูกมิตรไม่ใช่หรือ?
อย่างน้อยก็ช่วยชีวิตหลี่ซิงเยวี่ยไว้ได้ ถ้าหลี่จิ่วหลางเป็นคนรู้คุณคนจริงก็น่าจะได้อะไรตอบแทนกลับมาบ้าง
ต่อให้ไม่รู้คุณคนก็ถือว่าได้ผูกมิตรไว้ ไม่เสียหายอะไร
เรื่องเล็กน้อยในสายตาชาวบ้าน อาจเป็นเรื่องใหญ่โตในราชสำนัก
ช่วยว่าที่เมียได้เท่าไหร่ก็ต้องช่วยให้เต็มที่
คิดถึงตรงนี้
ซูฉางอันยิ้มขื่นๆ ให้ตัวเอง
ดูเหมือนเขาจะเป็น “เมีย” ของนางจริงๆ สินะ?
คิดแล้วก็ขำ
แต่ในหัวก็อดกังวลไม่ได้ว่าจักรพรรดินีจะงอแงเรื่องที่เขาไปช่วยหลี่ซิงเยวี่ยหรือเปล่า
แต่มองในแง่ดี นี่มันเรื่องดีนะ
ทว่า...
พอนึกถึงไหดองน้ำส้มสายชูใบนั้น...
ซูฉางอันก็กลุ้มใจอีกแล้ว!
…
เมื่อเดินมาถึงหน้าเรือนอี่เหมย ซูฉางอันเห็นซูจ้าวซิน
เจ้าตัวเล็กถือหนังสือหลายเล่ม ดูท่าเพิ่งกลับมาจากเรียนหนังสือ
พอเข้ามาในเรือน ซูจ้าวซินก็ถามไถ่เรื่องหลี่ซิงเยวี่ย
ซูฉางอันส่ายหน้า บอกว่าไม่เป็นอะไรมาก แค่ต้องพักฟื้น
แล้วซูฉางอันก็เห็นซูจ้าวซินยิ้มกว้าง “ค่อยยังชั่ว ข้ากำลังเรียนอยู่ ได้ยินว่าพี่ไปรักษาพี่สาวซิงเยวี่ยก็นึกว่านางเป็นอะไรไปเสียแล้ว...”
ยังกล้าโดดเรียนอีกเรอะ?
น่าโดนตีจริงๆ!
ซูฉางอันมองหนังสือในอ้อมแขนซูจ้าวซิน แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไหนเมื่อก่อนบ่นว่านางตีเจ้า จะแก้แค้นไม่ใช่หรือ?”
ซูจ้าวซินรีบส่ายหน้า “พูดแบบนั้นไม่ได้สิ แก้แค้นส่วนแก้แค้น แต่วันงานที่พี่แพ้ข้า ข้าต้องไปยืนคนเดียว ก็ได้พี่สาวซิงเยวี่ยเรียกไปนั่งด้วย แถมยังให้กินให้ดื่ม เรื่องหนึ่งก็ส่วนเรื่องหนึ่งสิขอรับ จะเอามารวมกันไม่ได้”
แต่พอมองไปที่เสาไม้กลางลาน ซูจ้าวซินก็ส่ายหน้าอีก “เฮ้อ... พี่หญิงใหญ่ จริงๆ ข้าก็อยากถามมานานแล้ว เหตุใดพี่ถึงอยากเรียนวรยุทธ์นักนะ? ข้างกายพี่ก็มีพี่หญิงเยี่ยนจอมยุทธ์อยู่แล้ว รอบเรือนก็มีทหารกองทัพหมอกแดงเฝ้าอยู่ ข้าไม่เข้าใจเลยว่าพี่คิดอะไรอยู่ ถึงต้องไปทนลำบากขนาดนั้น”
ได้ยินดังนั้น ซูฉางอันเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า “มีคนที่อยากปกป้องน่ะ ก็เลยต้องเรียน”
แล้วถามกลับ “เจ้าว่าสองสามวันมานี้ข้าเก่งขึ้นหรือไม่?”
ซูจ้าวซินงง ไม่เข้าใจว่าซูฉางอันจะปกป้องใคร
คิดไปคิดมา... หรือว่าพี่หญิงใหญ่เห็นเขาโดนตีบ่อยๆ เลยอยากจะปกป้องเขา?
อืม!
ต้องใช่แน่ๆ!
พี่หญิงใหญ่ดีกับข้าที่สุด ดีกว่าน้องสาวข้าอีก!
คิดได้ดังนั้น ซูจ้าวซินก็ยิ้มแก้มปริ รีบพยักหน้า “อื้อ! เก่งขึ้นเยอะขอรับ! วันแรกพี่ร้องโหยหวนจนข้าไม่กล้าฟัง แต่สองวันนี้ดีขึ้น อย่างน้อยก็ฟังได้ ไม่เหมือนเสียงหมูโดนเชือดแล้ว”
แล้วซูจ้าวซินก็เงยหน้ามองซูฉางอัน “พี่เคยเห็นเขาฆ่าหมูหรือไม่ ครั้งก่อนข้าเคยเห็น เสียงมันนะ อย่าให้พูดเลย เหมือนกับเสียงพี่วันแรกที่โดนพี่สาวเยี่ยนจับดัดตัวเปี๊ยบ! ไม่รู้สิ ฟังแล้วเหมือนกันเด๊ะ... พี่หญิงใหญ่เป็นอะไร เหตุใดยิ้มมีความสุขจัง”
ซูจ้าวซินมองซูฉางอันที่ยิ้มกว้างมองมาทางเขา ใบหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย
มีความสุขถึงเพียงนี้? พี่หญิงใหญ่ชอบฟังเรื่องฆ่าหมูหรือ?
รสนิยมแปลกดีแฮะ
ตอนข้าเล่าให้พี่รองกับน้องสาวฟัง สองคนนั้นทำหน้าขยะแขยงใส่ข้าแทบตาย
เยี่ยม!
สมเป็นพี่หญิงใหญ่ พี่น้องกันก็ต้องรสนิยมเหมือนกันสิ!
คิดได้ดังนั้น ซูจ้าวซินก็ดีใจ เตรียมจะเล่าต่อ แต่สายตาก็เหลือบไปเห็นเมาเมานั่งกอดเข่าหน้าเศร้าอยู่ตรงบันได เลยถาม “พี่เมาเมาเป็นอะไรหรือขอรับ?”
ซูฉางอันมองเมาเมา “โดนคนรังแกมาน่ะ”
ซูจ้าวซินโกรธทันที “ใคร!! ข้าจะเรียกคนไปกระทืบมันให้ตาย!”
ซูฉางอันนึกอยู่ครู่หนึ่ง “คนที่ชื่อหลี่จิ่วหลาง”
ซูจ้าวซินนึกอยู่นาน นึกไม่ออกว่าเป็นใครที่ไหนบังอาจมารังแกคนของพี่สาว จึงพูดว่า “เดี๋ยวข้าไปสืบดูก่อนว่ามันเป็นใคร แล้วจะไปจัดการให้ แล้วจะกลับมารายงานพี่นะขอรับ”
พูดจบ
ซูจ้าวซินยิ่งมองเมาเมาที่เศร้าสร้อยก็ยิ่งโมโห หันกลับมาพูดว่า “ไม่ได้การ ข้าทนไม่ได้ เดี๋ยวข้าไปสืบเดี๋ยวนี้แหละ จัดการมันเสร็จแล้วค่อยกลับมาหาพี่นะ”
ว่าแล้วก็กอดหนังสือวิ่งแน่บไปเลย
ซูฉางอันมองตามหลัง ไม่ได้ห้ามอะไร
แค่เสียดายที่ลืมเตะส่งท้ายสักป้าบ!
เขาเดินไปนั่งข้างเมาเมา
เมาเมาบอกว่าเยี่ยนหรูอวี้เข้าวังไปแล้ว
ซูฉางอันไม่แปลกใจ เกิดเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ ต้องไปรายงานจักรพรรดินีอยู่แล้ว
แต่เมาเมาหันมาถาม “ไม่ห่วงหรือ?”
ซูฉางอันงง “ห่วงอะไร? ท่านราชครูซูบอกว่าการช่วยหลี่ซิงเยวี่ยเป็นเรื่องดี ไม่มีอะไรน่าห่วง”
เมาเมากลอกตา “เจ้าหน้าตาก็ดี เหตุใดบางทีสมองทึบจัง”
ซูฉางอันหน้ามุ่ย “เมาเมา ถ้าเจ้ายังโจมตีรูปร่างหน้าตาข้าแบบนี้ ความสัมพันธ์ของเราจบกันนะ”
เมาเมามองซูฉางอัน “ตอนท่านเยี่ยนจะไป นางจดลงในสมุดบันทึกว่าวันนี้ตอนรักษาหลี่ซิงเยวี่ย เจ้าหยิกแก้มหลี่ซิงเยวี่ยตั้งสองครั้ง แถมยังจับมือนางด้วย แล้วตอนพวกแม่นมเช็ดหน้านาง เจ้าก็จ้องตาไม่กะพริบ สุดท้ายยังเขียนข้อความทิ้งไว้ให้อีก และก่อนกลับยังกำชับหลี่จิ่วหลางด้วยความเป็นห่วงเป็นใย...”
แล้วเมาเมาก็ทิ้งท้าย “เจ้าว่าฝ่าบาทรู้แล้วจะเป็นอย่างไร...”
ซูฉางอันกะพริบตาปริบๆ ยกมือนวดขมับ เพิ่งจะนั่งลงก็ต้องลุกขึ้นยืนอีกรอบ “ไปกันเถิด”
เมาเมางง “ไปไหน?”
ซูฉางอัน “ไปเตรียมของ ทำของอร่อยถวายฝ่าบาท”
เมาเมาพยักหน้า ‘อ้อ’ แล้วลุกตาม
แต่มองดูซูฉางอันถอนหายใจเฮือกๆ นางก็ลังเลว่าจะบอกดีหรือไม่ว่าจริงๆ แล้วเยี่ยนหรูอวี้แอบดูข้อความที่ซูฉางอันเขียนทิ้งไว้ และจดลงสมุดบันทึกไปแล้วด้วย
แต่คิดไปคิดมา... ไม่บอกดีกว่า ขืนบอกไปเดี๋ยวเตรียมตัวทันก็อดดูเรื่องสนุกสิ
แต่พอเดินไปได้สองก้าว เมาเมาก็พูดกับซูฉางอัน “จริงสิ กระดาษที่เจ้าเขียนทิ้งๆ ขว้างๆ ในห้องหนังสือ ช่วงนี้มันหายไปไหนหมดไม่รู้”
ซูฉางอันนึก “คงมีคนมาทำความสะอาดมั้ง”
เมาเมา ‘อ้อ’ ไม่ได้ติดใจอะไร ดีเสียอีกนางจะได้ไม่ต้องเก็บกวาด แต่ต้องไปหยิบกระดาษใหม่มาห่อยาแทน
เดินไปห้องเก็บของรอบนี้
เมาเมาอารมณ์ดีขึ้นเยอะ
เพราะได้แอบอ้างชื่อซูฉางอันหยิบสมุนไพรมาอีกเพียบ
ซูฉางอันจนปัญญา แต่ก็ไม่ว่าอะไร
เห็นเมาเมามีความสุขก็ดีแล้ว
บ่ายวันนั้น เมื่อทำอาหารเสร็จ ซูฉางอันให้ทหารกองทัพหมอกแดงที่เฝ้าจวนนำไปส่งเข้าวัง
รอเยี่ยนหรูอวี้กลับมา
กับข้าวคงเย็นชืดหมดแล้ว!
จากนั้นก็นั่งรอเยี่ยนหรูอวี้กลับมาอย่างใจจดใจจ่อ
เรื่องที่เยี่ยนหรูอวี้ฟ้องจักรพรรดินี แม้ซูฉางอันจะรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม แต่ก็เข้าใจได้ นางทำตามหน้าที่
ก็ได้แต่โทษตัวเองที่มี “เมีย” ขี้หึงถึงเพียงนี้ ช่วยไม่ได้
ตกค่ำ...
เยี่ยนหรูอวี้ก็กลับมา
ซูฉางอันไม่อยากจะคุยด้วย เข้าใจก็ส่วนเข้าใจ แต่คนมันงอน
แต่พอเยี่ยนหรูอวี้บอกว่าฝ่าบาทไม่โกรธ แถมยังดีใจที่เขาช่วยหลี่ซิงเยวี่ย
ซูฉางอันก็โล่งอก
เมื่อหันไปมองเยี่ยนหรูอวี้ ความโกรธหายวับ
รีบไปยกกับข้าวที่แอบซ่อนไว้ (กะว่าจะไม่ให้กิน) ออกมาให้
ในเมื่อจักรพรรดินีไม่โกรธก็ไม่มีปัญหา งั้นก็ไม่ต้องอดข้าวแล้ว
แต่...
ต่อจากนั้น...
เยี่ยนหรูอวี้แจ้งข่าวสองเรื่อง
เรื่องแรก แม่ของนางรู้เรื่องที่ซูฉางอันฝึกดาบ จึงกำชับให้เยี่ยนหรูอวี้สอนให้ดี อย่าให้แพ้วิชากระบี่
ดังนั้นเยี่ยนหรูอวี้จึงบอกซูฉางอันว่าต่อไปนี้ต้องฝึกหนักขึ้นและต้องตื่นเช้ากว่าเดิม
ได้ยินดังนั้น ซูฉางอันก็ดึงตะเกียบออกจากมือเยี่ยนหรูอวี้เงียบๆ...
ไม่ให้กินแล้ว!
........................................................................