เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 42 ในวังหลวง... มีสตรีผู้หนึ่งโกรธแต่ยังสงบเยือกเย็น

บทที่ 42 ในวังหลวง... มีสตรีผู้หนึ่งโกรธแต่ยังสงบเยือกเย็น

บทที่ 42 ในวังหลวง... มีสตรีผู้หนึ่งโกรธแต่ยังสงบเยือกเย็น


หลี่จิ่วหลาง อัครเสนาบดีขวาแห่งราชสำนักเดินตามนางกำนัลชุดแดงเข้ามาภายในตำหนัก

เขาประสานมือคำนับ “กระหม่อมถวายบังคมไทเฮาพ่ะยะค่ะ”

ไทเฮาปรายตามองหลี่จิ่วหลางแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยถามเสียงเรียบ “ซิงเยวี่ยปลอดภัยแล้วสินะ”

เมื่อได้ยินคำถามนั้น หลี่จิ่วหลางที่สืบรู้ความจริงทั้งหมดมาจากการทรมานรีดความจริงจากเหล่าหมอหลวง หมอหญิง และสาวใช้ก็ไม่อาจข่มกลั้นความโกรธได้อีกต่อไป “ไทเฮาตรัสถามเช่นนี้ หมายความว่าอย่างไร!”

ไทเฮาหันมามองหลี่จิ่วหลางแล้วหัวเราะเยาะ “อืม เห็นพี่ชายหน้าตาสดใสแบบนี้ก็คงปลอดภัยแล้วสินะ ข้าเตรียมยาบำรุงไว้ให้บ้างแล้ว เดี๋ยวตอนกลับก็เอาติดมือไปด้วยเถิด จะกินหรือไม่กินก็สุดแล้วแต่ อย่างไรเสียก็คือน้ำใจจากคนเป็นอา”

หลี่จิ่วหลางจ้องมองไทเฮาด้วยความเดือดดาล “ข้ายังกล้ารับอีกหรือ? และท่านยังกล้าเรียกตัวเองว่าอาอีกหรือ?”

ไทเฮาชะงักมือที่กำลังปักกิ่งเหมยลงแจกัน หันขวับมาจ้องหลี่จิ่วหลาง “เหตุใด? พี่ชายหมายความว่าเพราะข้าจะฆ่าซิงเยวี่ย ข้าเลยไม่ใช่ท่านอาของนางแล้วงั้นรึ? คำพูดนี้... น่าขำสิ้นดี”

หลี่จิ่วหลางกำหมัดแน่น เขารู้ดีว่าน้องสาวของเขาเปลี่ยนไปมากเพียงใด แต่ไม่คิดว่านางจะกล้าพูดจาหน้าตาเฉยแบบนี้ ความโกรธพุ่งทะลุปรอท เขาคำรามลอดไรฟัน “ท่านกล้าดีอย่างไร!!”

ไทเฮายิ้มเยาะ “เหตุใดข้าจะไม่กล้า อีกอย่าง ซิงเยวี่ยก็ไม่เป็นอะไรแล้วไม่ใช่หรือ? พี่ชายใจเย็นๆ เถิด ดูสิ ปากพองหมดแล้วเพราะร้อนใจ ถ้าโกรธจนล้มป่วยไปอีกคนจะทำอย่างไร”

หลี่จิ่วหลางตะลึงงันกับความไร้ยางอายของนาง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง “ดี! ดี! ดีมาก! ในเมื่อพูดกันถึงเพียงนี้แล้วก็ไม่มีอะไรต้องคุยกันอีก!! ลาก่อน!”

เขาพูดจบก็สะบัดแขนเสื้อหันหลังกลับ เตรียมจะเดินจากไป

สิ่งที่เตรียมมาพูดในตอนแรก ไม่จำเป็นต้องพูดอีกแล้ว!

พูดไปก็เปลืองน้ำลาย!

ไทเฮาหัวเราะเบาๆ “พี่ชายจะรีบไปไหน จะตัดขาดจากข้าแล้วหรือ? อย่าลืมสิว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ถ้าซิงเยวี่ยตาย ข้าผู้เป็นอาก็ร้องไห้เสียใจ ถ้าซิงเยวี่ยรอด ข้าก็ดีใจกับนางด้วย”

“หุบปาก!!” หลี่จิ่วหลางหันขวับมาตะคอก “หญิงใจอำมหิตอย่างเจ้าไม่คู่ควรเป็นอาของซิงเยวี่ย! นางกำพร้าแม่ตั้งแต่เล็ก รักและเคารพเจ้าเหมือนแม่แท้ๆ ทุกเรื่องนึกถึงเจ้าเสมอ แต่เจ้ากลับคิดจะฆ่านางหรือ? ฮ่าๆๆๆ แล้วยังมาพูดจาสามหาวอยู่ที่นี่อีก!!”

“เพื่อจะฆ่านาง เจ้าถึงกับซื้อตัวหมอหลวงหมอหญิงพวกนั้น เปลี่ยนคนรับใช้ข้างกายนางทั้งหมดเป็นคนของเจ้า กีดกันทุกคนที่หวังดีออกไป แม้แต่ข้ายังคาดไม่ถึงว่าเจ้าจะทำได้ลงคอ... โทษข้าเองที่โง่เง่า! รู้อยู่ว่าเจ้าเป็นบ้าแต่ก็ยังไว้ใจเจ้า ยอมให้ซิงเยวี่ยไปคลุกคลีกับเจ้าบ่อยๆ และโทษที่ข้ารู้ว่าองค์ชายสี่อยู่ข้างนอก แต่เจ้าอยู่ในวัง...”

เพล้ง!!

เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ ไทเฮาสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง ปัดแจกันดอกไม้ตกแตกกระจาย!

ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยฉายแววโกรธเกรี้ยววูบหนึ่ง ก่อนจะกลับมาสงบนิ่งดังเดิม นางเอ่ยเสียงเรียบ “เก็บขึ้นมา”

นางกำนัลรีบก้มลงเก็บเศษแจกัน

แต่ไทเฮามองดูเศษกระเบื้องที่เกลื่อนกลาด แล้วสั่งว่า “เก็บเฉพาะชิ้นใหญ่ที่ติดกับฐานขึ้นมาก็พอ ที่เหลือทิ้งไป”

นางกำนัลรับคำ นำเศษชิ้นใหญ่มาวางไว้บนโต๊ะ แล้วกวาดเศษเล็กเศษน้อยออกไป

หลี่จิ่วหลางมองเศษแจกันบนพื้น แล้วแค่นหัวเราะ “พอพูดถึงองค์ชายสี่ ไทเฮาก็โกรธเป็นเหมือนกันรึ? เจ้ายังมีหน้ามาโกรธอีกหรือ!?”

ไทเฮาไม่แสดงอาการโกรธเคืองอีก นางยิ้มแล้วเอ่ยว่า “มีอะไรน่าโกรธ ตอนที่ข้าอ้อนวอนพวกท่านให้ช่วยลูกข้า แต่พวกท่านกลับไม่แยแส ความโกรธของข้ามันหมดไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ตอนนี้มีแต่ความสมเพชเวทนาเด็กคนนั้น มีลุงแท้ๆ เป็นถึงอัครเสนาบดี แต่ลุงกลับมัวแต่ทำตัวเป็นสุนัขรับใช้ราชวงศ์เซี่ย ไม่ยอมช่วยหลานตัวเอง!!”

เมื่อได้ยินดังนั้น

หลี่จิ่วหลางกำลังจะโต้ตอบ แต่ฉุกคิดอะไรบางอย่างได้ “เจ้ายังแค้นเรื่องนี้อยู่หรือ! หรือเจ้าคิดจะใช้ซิงเยวี่ยมาบีบให้ข้าช่วยองค์ชายสี่? ถ้าเป็นอย่างแรก... อย่าเอาความบ้าคลั่งมาลงที่ลูกสาวข้า!! อย่าล้ำเส้นข้า!! แต่ถ้าเป็นอย่างหลัง! เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าข้างกายองค์ชายสี่มีหมาบ้าตัวนั้นเฝ้าอยู่! ใครจะไปช่วยได้! หมาบ้าตัวนั้นคือไพ่ใบสุดท้ายที่อดีตฮ่องเต้ทิ้งไว้ปกป้องฝ่าบาท!! ต่อให้เจ้ามีกองทหารรักษาพระองค์ซ้ายขวาและกองทหารม้าที่หยุนหยาง รวมกันเก้าหมื่นนาย แล้วจะทำอะไรได้!! หมาบ้าตัวนั้นมีทหารกล้าตายเจ็ดหมื่นนาย กองทัพเกราะเหล็กอีกแปดหมื่นนาย!! ยังไม่นับกองทัพหมอกแดงและหน่วยองครักษ์มังกรในเมืองหลวงอีก!”

ไทเฮาเลิกสนใจดอกเหมยในมือ หันมาจ้องหลี่จิ่วหลางด้วยแววตาเย็นชา “แล้วเหตุใดตอนนั้นไม่ช่วย!!”

นางยังคงยิ้ม “พี่ชายลืมไปแล้วหรือ? ตอนที่คนผู้นั้นเพิ่งตาย พี่มีอำนาจล้นฟ้าในฐานะราชเลขาธิการ พี่ช่วยลูกข้าได้... แต่พี่ไม่ทำ พี่ไม่แม้แต่จะมองข้าด้วยซ้ำ ข้าคุกเข่าอ้อนวอนพี่กลางสายฝน แต่พี่ก็ยังไม่ช่วย แล้วตอนนี้ล่ะ?”

“อ้อ... พี่ก็ยังไม่คิดจะช่วย ผ่านมาสามปีแล้ว พี่เอาแต่บอกให้รอ รอ แล้วก็รอ ต้องรอถึงเมื่อไหร่? พี่ชาย... ข้าทนทุกข์ทรมานในวังนี้มานานเท่าไหร่ ความหวังเดียวของข้าคือลูกชาย แต่พวกท่านไม่ยอมช่วย พวกท่านทำลายชีวิตข้า... ข้าทนดูไม่ได้ที่ลูกข้าต้องมาทนทุกข์เหมือนข้า ต้องถูกทำลายชีวิตไปตลอดกาล และพี่รู้หรือไม่? ข้าได้ยินว่าเขาต้องทำงานหนักเยี่ยงทาส ถูกทุบตีด้วยซ้ำ เขาเป็นถึงองค์ชายนะ!”

“คนผู้นั้นใจดำอำมหิต ส่งลูกตัวเองไปเป็นตัวประกันในดินแดนทุรกันดาร ข้าไม่โทษเขา เพราะเขามันไร้หัวใจ แต่พี่เป็นลุงแท้ๆ ของเด็กนะ! ต่อให้ลงจากตำแหน่งราชเลขาธิการแล้ว แต่คนในสำนักราชเลขาธิการครึ่งหนึ่งก็ยังเป็นคนของพี่ ไม่ใช่คนของซูจื่อมู่ แต่พี่ก็ยังไม่ยอมช่วย”

“พอกับซิงเยวี่ย พี่ก็เป็นเดือดเป็นร้อน แล้วข้าล่ะ? ลูกข้าถูกพรากไป ต้องทนทุกข์ทรมาน พี่เคยคิดบ้างหรือไม่ว่าข้ารู้สึกอย่างไร...”

หลี่จิ่วหลางมองน้องสาวที่กำลังระบายความอัดอั้น แล้วกำหมัดแน่น “ฝ่าบาททรงมีแต่ฮองเฮาองค์ก่อนในพระทัย เป็นเจ้าเองที่ดั้นด้นจะแต่งเข้าวังให้ได้ ถึงขนาดใช้ความตายมาขู่! ข้ากับท่านพ่อห้ามเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง จนต้องบากหน้าไปขอร้องฮองเฮากับฝ่าบาท ไม่ใช่เราที่ส่งเจ้าเข้าวัง แต่เจ้าหาเรื่องใส่ตัวเอง!”

“และอย่าลืม! ตอนนั้นข้ากับท่านพ่อทำอะไรไปบ้างเพื่อช่วยชีวิตเด็กคนนั้น! ท่านพ่อลาออกจากตำแหน่งอัครเสนาบดี ข้าลาออกจากตำแหน่งราชเลขาธิการ มอบอำนาจส่วนใหญ่ให้ซูเหวินชิงกับไท่ฟู่! เพื่อให้ฝ่าบาทวางพระทัย ยอมไว้ชีวิตเด็กคนนั้น และรักษาตระกูลหลี่ของเราไว้!”

“ไม่อย่างนั้นเจ้าคิดว่าคนอย่างอดีตฮ่องเต้จะทำอะไร! อย่าลืมว่าพระองค์เคยสั่งประหารคนตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงสามหมื่นคนในคืนเดียว! ท่านพ่อตรอมใจตายหลังจากลาออก ส่วนข้าต้องยอมลดตัวลงมาคุมกระทรวงการคลังและดูแลทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เพื่อรักษาเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลหลี่ เพื่อปกป้องเด็กคนนั้น! แต่เจ้ากลับทำตัวมีปัญหา เข้าไปพัวพันกับการแย่งชิงอำนาจของอ๋องแปดและไท่ฟู่ คอยสร้างปัญหาให้ฝ่าบาทไม่หยุดหย่อน ส่วนข้า... เพราะเห็นว่าเป็นน้องสาว สงสารเวทนา เลยต้องคอยตามเช็ดตามล้างให้ คอยประสานรอยร้าวระหว่างเจ้ากับฝ่าบาท”

“แล้วตอนนี้กลายเป็นความผิดของพวกข้าหรือ? แถมเจ้ายังคิดจะฆ่าซิงเยวี่ย!! ข้ารู้ว่าเจ้าเกลียดอดีตฮ่องเต้ เกลียดฮองเฮา เกลียดทุกคน แต่... ซิงเยวี่ยทำอะไรผิด!! อย่าเอาความเกลียดชังไปลงที่ซิงเยวี่ย และอย่าใช้ซิงเยวี่ยมาบีบบังคับข้า!!”

ยิ่งพูด หลี่จิ่วหลางก็ยิ่งใส่อารมณ์

โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงคำสั่งเสียของบิดา ‘ดึงน้องสาวเจ้าขึ้นมา อย่าให้นางถลำลึกไปกว่านี้ ไม่อย่างนั้นตระกูลหลี่จะพินาศเพราะนาง’

นับตั้งแต่บิดาจากไป ทุกครั้งที่นึกถึงคำสั่งเสียนี้ หลี่จิ่วหลางก็สงสัยว่าเขาทำหน้าที่พี่ชายได้ดีพอหรือยัง เขาไม่ได้ดึงนางขึ้นมา แต่กลับผลักนางลงไปหรือเปล่า

แต่ตอนนี้...

เขารู้แล้วว่าเขาคิดผิด

เขาเป็นเหมือนที่บิดาเคยเตือนไว้ว่า ‘ทำการใหญ่ในราชสำนัก หากยึดติดกับความผูกพันส่วนตัว จะนำมาซึ่งหายนะ’

ไทเฮามองพี่ชายด้วยแววตาเย็นชา “พูดจามีเหตุผลดีนี่ พูดเรื่องเหตุผล ข้าเถียงสู้พวกปัญญาชนอย่างพวกท่านไม่ได้หรอก ในสายตาพวกท่าน ทุกอย่างเป็นความผิดของข้า ท่านเสียสละทุกอย่าง ไม่เคยสนใจความรู้สึกคนอื่น น่าขำสิ้นดี”

“ช่างเถิด ขี้เกียจพูดเรื่องพวกนี้แล้ว แต่ข้าจะบอกให้ แผนการครั้งนี้ข้าวางไว้รัดกุมมาก พี่ไม่มีทางสงสัยคนใกล้ตัวแน่ โดยเฉพาะหมอหลวงหมอหญิงที่ข้ากำชับไว้ดิบดีว่าห้ามพูดความจริง”

พูดถึงตรงนี้ ใบหน้าเย็นชาของไทเฮาก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม

“แต่... ไม่นึกว่าจะมีซูฉางอันโผล่มา หึๆ ข้าประเมินแม่สาวชาวบ้านคนนี้ต่ำไปจริงๆ บังเอิญถึงเพียงนี้... ชักจะเหมือนที่อ๋องแปดกลัวแล้วสิว่านางอาจจะเป็นหมากที่อดีตฮ่องเต้ทิ้งไว้”

“แต่ว่า... วันนี้พี่ชายมาทำอะไร? มาคาดคั้นเอาผิดหรือ? เอาผิดอะไร ในเมื่อตอนนี้ข้าคือเกราะคุ้มกันภัยให้พี่ เพราะมีข้า คนพวกนั้นถึงไม่กล้าแตะต้อง ‘เทพเจ้าแห่งโชคลาภ’ ของต้าเซี่ยอย่างพี่ และไม่กล้าแตะต้องซิงเยวี่ย พี่ชาย... ถ้าแน่จริงก็ตัดขาดจากข้าสิ”

“ส่วนเรื่องลูกชายข้า ตอนนี้ข้าไม่ต้องการพี่แล้ว ข้ามีวิธีของข้า ระหว่างรอข้าไปช่วย ให้เขาลำบากหน่อยก็ไม่เป็นอะไร อย่างน้อยเขาก็ปลอดภัยที่สุดไม่ใช่หรือ? ดีกว่ามาเป็นเป้านิ่งให้คนในเมืองหลวงจ้องจะเล่นงาน จริงหรือไม่? หึๆๆ”

ท้ายประโยค ไทเฮาหันไปมองแจกันที่เหลือแต่ฐานกับเศษชิ้นใหญ่ นางค่อยๆ บรรจงวางกิ่งเหมยลงไปบนนั้น แล้วยิ้มกว้าง “อืม! แบบนี้สิถึงจะถูก! ว่าแล้วเชียวว่าเมื่อกี้มันขาดอะไรไป”

นางหมุนด้านที่ดูสมบูรณ์ของแจกันไปทางหลี่จิ่วหลาง “ดูสิ สวยหรือไม่?”

หลี่จิ่วหลางหรี่ตามองไทเฮา

เมื่อก่อนอาจจะแค่รู้สึกห่างเหิน แต่ไทเฮาในวันนี้... ทำให้เขารู้สึกเหมือนคนแปลกหน้า เหมือนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ไม่หลงเหลือความสัมพันธ์ฉันพี่น้องแม้แต่น้อย

ผ่านไปครู่ใหญ่ หลี่จิ่วหลางประสานมือคารวะลวกๆ “ไทเฮารักษาสุขภาพด้วย!”

พูดจบ เขาก็หันหลังเดินจากไปทันที

ไทเฮามองตามแผ่นหลังพี่ชาย ยกยิ้มแล้วตะโกนไล่หลัง “ก่อนไปอย่าลืมเอายาบำรุงของซิงเยวี่ยไปด้วยนะ ยาดีทั้งนั้น ไม่ได้วางยาพิษหรอก”

หลี่จิ่วหลางชะงักฝีเท้า “จะบ้าก็บ้าไปคนเดียว!! อย่าลากตระกูลหลี่ลงนรกไปด้วย!! ส่วนยาบำรุง ไทเฮาเก็บไว้กินเองเถิด!”

ไทเฮามองส่งจนหลี่จิ่วหลางลับสายตา ยกยิ้มจาง แล้วหันไปมองท้องฟ้าสีครามผ่านม่านโปร่ง “ฟ้าวันนี้สวยจังนะ...”

ทว่า...

เพล้ง!!

แจกันที่เหลือแต่ซากนั้น ถูกไทเฮาปัดตกลงพื้นอีกครั้ง

นางเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ “แต่... เหตุใดข้าถึงโกรธถึงเพียงนี้นะ? ทั้งที่ข้าไม่สนใจเลยว่าแผนจะแตก ตั้งแต่เริ่มวางแผนข้าก็ไม่สนใจอยู่แล้ว”

พูดจบ นางก็หันไปมองนางกำนัลคนสนิท “หรือเป็นเพราะแผนที่วางมาอย่างยาวนานและรอบคอบถูกทำลายลง?”

นางกำนัลเห็นท่าทางของไทเฮา รีบก้มหน้า “พระอาญามิพ้นเกล้า ไทเฮาโปรดระงับโทสะเพคะ”

ติดตามรับใช้มานานหลายปี นางรู้ดีกว่าใคร

ไทเฮาในตอนนี้... โกรธจนแทบจะเผาตำหนักได้แล้ว

“อืม ระงับโทสะ” ไทเฮาก้มมองเศษแจกันบนพื้น “พวกนางกำนัลขันทีที่อยู่แถวนี้เมื่อกี้... ฆ่าทิ้งให้หมด”

นางกำนัลรับคำ “เพคะ”

แล้วลังเลเล็กน้อย “แต่ไทเฮาเพคะ เรื่องแผนแตกแล้ว ท่านอัครเสนาบดีอาจจะ...”

ไทเฮาลุกขึ้นยืน “เขาไม่กล้าหรอก”

นางกำนัลก้มหน้า ไม่กล้าพูดต่อ

ไทเฮาเดินลงจากแท่นประทับ มองดูเศษกระเบื้อง “พี่ชายข้าน่ะ เป็นคนที่รักตัวกลัวตายและหวงแหนชื่อเสียงยิ่งกว่าสิ่งใด กว่าจะไต่เต้ามาถึงจุดนี้ได้ เขาไม่ยอมทิ้งมันหรอก ยิ่งซิงเยวี่ยยังไม่ตาย เขายิ่งต้องการอำนาจเพื่อปกป้องลูกสาว ดังนั้นเขาไม่กล้าหรอก”

นางก้มลงเก็บกิ่งเหมยขึ้นมา แล้วหันไปถามนางกำนัล “เขาไม่กล้าใช่หรือไม่?”

นางกำนัลไม่รู้จะตอบอย่างไร

ไทเฮายิ้ม “อืม เขาไม่กล้าหรอก เขาเป็นพ่อค้าที่เก่งกาจ การค้าที่ขาดทุนแบบนี้ เขาไม่ทำหรอก”

แต่พูดจบ ไทเฮาก็ขมวดคิ้ว “หรือว่า... เขาจะกล้านะ?”

แล้วนางก็หันไปถาม “คนรับใช้ในจวนเขา เปลี่ยนหมดหรือยัง?”

นางกำนัลตอบ “ยังมีอีกคนหนึ่งที่ยังไม่ถูกจับได้เพคะ”

ไทเฮาพยักหน้า “อืม เช่นนั้นให้คนนั้นจับตาดูไว้ ถ้าเขากล้า... ก็ให้ลงมือฆ่าหลี่ซิงเยวี่ยเสีย ถึงข้าจะชอบเด็กคนนั้น แต่เห็นรอยกระบนหน้าทีไรก็ขยะแขยง นึกถึงแม่ของนางแล้วยิ่งคลื่นไส้ หน้าตาน่าเกลียดขนาดนั้น แต่พี่ชายข้ากลับหลงหัวปักหัวปำ ความรักนี่มันน่าสะอิดสะเอียนจริงๆ ตายๆ ไปเสียก็ดี”

พูดจบ ไทเฮาก็มองดอกเหมยแล้วยิ้ม “เมื่อกี้ข้าถามเจ้าว่าเหตุใดข้าถึงโกรธ เห็นดอกเหมยนี่ข้าก็นึกขึ้นได้... ดูเหมือนจะเป็นเพราะซูฉางอันคนนั้น”

ไทเฮาหันไปหานางกำนัล “อีกไม่กี่วัน จักรพรรดินีน้อยก็จะประกาศแต่งตั้งซูฉางอัน แล้วรับเข้าวังใช่หรือไม่?”

นางกำนัลพยักหน้า “เพคะ”

ไทเฮายิ้ม “ตอนแรกกะว่าจะขัดขวางสักหน่อย เห็นจักรพรรดินีน้อยมีความสุขแล้วข้าหงุดหงิด แต่ดูเหมือนซูฉางอันคนนี้ นอกจากจะได้ตำแหน่งยอดกวีอันดับหนึ่งแล้ว ยังมีความสามารถด้านอื่นอีก... เมื่อวันก่อนเจ้าบอกว่าตอนนี้นางเริ่มฝึกยุทธ์แล้วใช่หรือไม่?”

นางกำนัลตอบ “เพคะ เพิ่งฝึกได้ไม่กี่วัน”

ไทเฮาโยนกิ่งเหมยทิ้ง “ไปเจอหน้าสักหน่อยดีกว่า ถึงจะต้องเจอกันในอนาคตอยู่แล้ว แต่อยากเห็นหน้าเด็กคนนั้น ข้าในฐานะแม่สามีก็ควรจะไปดูหน้าลูกสะใภ้อัปลักษณ์สักหน่อย แถมยังอยากเห็นโฉมหน้า ‘เมฆาชวนให้นึกถึงอาภรณ์’ นั่นด้วยว่าจะงามขนาดไหน”

นางกำนัลรีบประสานมือรอรับคำสั่ง

ไทเฮายิ้มมุมปาก “พรุ่งนี้เรียกตัวเข้าวัง ข้าอยากรู้จริงๆ ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร ถึงทำให้จักรพรรดินีน้อยหลงหัวปักหัวปำได้ขนาดนั้น แต่ว่า... จะให้ประกาศแต่งตั้งง่ายๆ ไม่ได้ ต้องหาทางขัดขวางหน่อย ช่วงนี้ให้นางย้ายเข้ามาอยู่ในวังเลยดีกว่า มากระโดดโลดเต้นอยู่ในสายตาข้า ดีกว่าปล่อยให้ไปสร้างชื่อเสียงข้างนอก เจ้าว่าหรือไม่?”

นางกำนัลถาม “บ่าวต้องเตรียมการอะไรบ้างหรือไม่เพคะ?”

ไทเฮาส่ายหน้ายกยิ้ม “ยังอีกนาน พรุ่งนี้เจอกันก่อนค่อยว่ากัน พอย้ายเข้ามาแล้วมีเวลาถมเถไป”

แล้วไทเฮาก็เหลือบมองเศษแจกันบนพื้น “เอาไปต่อให้ติดกัน แล้วส่งไปให้จักรพรรดินีน้อย บอกว่าเป็นของขวัญจากข้า ถึงจะแตกไปหน่อย แต่ก็ยังสวยอยู่”

นางกำนัลรับคำ

ไทเฮามองออกไปนอกหน้าต่าง

“เจ้าว่า... เด็กคนนั้นจะเป็นหมากที่อดีตฮ่องเต้ทิ้งไว้เหมือนที่อ๋องแปดกลัวหรือเปล่า” ไทเฮาถามนางกำนัล “ถ้าใช่... ก็เท่ากับเป็นเครื่องมือสังหารข้าสินะ? แต่คงฆ่าข้าไม่ได้หรอก ถ้าฆ่าได้ จักรพรรดินีน้อยคงลงมือไปนานแล้ว”

“หึๆๆ... หึๆ... น่าสนใจจริงๆ แผนแตกเพราะซูฉางอัน... ขำจนท้องแข็งไปหมดแล้ว จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ พรุ่งนี้ก็รู้กัน ส่วนทางอ๋องแปด ช่างหัวมันเถิด เจ้าคนขี้ขลาดตาขาว ไร้ประโยชน์ ต้องหาคนใหม่แล้ว... เตรียมน้ำให้ข้าด้วย ข้าจะอาบน้ำ โมโหจนตัวเหม็นหมดแล้ว”

.....................................................................

จบบทที่ บทที่ 42 ในวังหลวง... มีสตรีผู้หนึ่งโกรธแต่ยังสงบเยือกเย็น

คัดลอกลิงก์แล้ว