เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 38 คนจากจวนอัครเสนาบดีมาขอพบ

บทที่ 38 คนจากจวนอัครเสนาบดีมาขอพบ

บทที่ 38 คนจากจวนอัครเสนาบดีมาขอพบ


วันนี้เป็นการประชุมขุนนางรอบเล็ก ดังนั้นขุนนางระดับสี่ลงไปจึงไม่ต้องเข้าร่วม แม้แต่ขุนนางระดับสี่บางตำแหน่งที่เป็นตำแหน่งลอยๆ ก็ไม่ต้องมา

เริ่มประชุมกันตั้งแต่ไก่โห่ จนตอนนี้ตะวันตรงหัวแล้ว

บางครั้งก็ลากยาวจนดึกดื่น

ส่วนเนื้อหาการประชุม...

ก็มีตั้งแต่เรื่องเสบียงกองทัพของอ๋องแคว้นซู่ เรื่องการเกณฑ์ทหารในเขตปกครองของอ๋องแปดที่เจียวตงเพื่อป้องกันการรุกรานจากคนเถื่อนเหมือนเมื่อหลายเดือนก่อน เรื่องรายงานสถานการณ์จากขุนนางท้องถิ่น ไปจนถึงเรื่องการตรวจสอบความประพฤติมิชอบของขุนนางบางคนโดยเหล่าผู้ตรวจการ

จักรพรรดินีนั่งฟังเหล่าขุนนางเถียงกันหน้าดำหน้าแดงอยู่บนบัลลังก์มังกรอันสูงส่งที่ใครๆ ต่างใฝ่ฝัน

นางแทบไม่ต้องตรัสอะไร เพราะเรื่องส่วนใหญ่เหล่าผู้มีอำนาจบารมีข้างล่างตกลงกันเสร็จสรรพแล้ว หน้าที่ของนางก็แค่พยักหน้าเห็นด้วยในตอนท้าย

แน่นอนว่าบางเรื่องที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกัน ก็จะมีฝ่ายค้านออกมาคัดค้านเอง จักรพรรดินีก็แค่นั่งชมดูพวกเขาทะเลาะกันอย่างเพลิดเพลิน

แต่ไม่ว่าจะพยักหน้าหรือไม่ ทุกเรื่องราว ทุกคำพูด ล้วนต้องกลั่นกรองอย่างละเอียด แม้แต่เสียงกระแอมไอที่ดูเหมือนไม่มีความหมายก็อาจแฝงนัยยะสำคัญ

การเมืองในราชสำนักเป็นเรื่องซับซ้อนเกี่ยวพันกันเป็นลูกโซ่

และทุกคนที่ยืนอยู่ในที่ประชุมแห่งนี้ล้วนพกอาวุธประจำกายมาด้วยสองชิ้น คือ “ดาบซ่อนในรอยยิ้ม” และ “กระบี่อาบยาพิษในคำหวาน”

ดังนั้นทุกครั้งที่มีการประชุม ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ จักรพรรดินีจึงปวดเศียรเวียนเกล้าและเหนื่อยใจเป็นที่สุด แต่ก็รู้ดีว่าเทียบกับความตายแล้ว ความเหนื่อยแค่นี้ถือเป็นเรื่องเล็กน้อย

หลายปีผ่านไป นางเริ่มชินชา โดยเฉพาะหลังจบการประชุม นางมักจะมานอนเอนหลังบนตั่งมังกรในห้องทรงพระอักษร

ทบทวนว่าใครพูดอะไรบ้าง ใครมีความคิดเห็นอย่างไร คิดไปคิดมา แล้วก็เริ่มด่ากราดคนพวกนั้นในใจทีละคน

ถือเป็นการระบายความเครียดวิธีหนึ่ง

จักรพรรดินีนอนตะแคงบนตั่งมังกร มองผ่านม่านมุ้งไปยังนางกำนัลอาวุโสชุดม่วงที่ยืนรออยู่ด้านนอก “วันนี้ท่านอัครเสนาบดีเสนอให้จางสวินมารับตำแหน่งรองเจ้ากรมผู้ตรวจการ อายุอานามก็ปาเข้าไปถึงเพียงนั้นแล้ว จ่ายไปเท่าไหร่เล่าถึงได้ตำแหน่งนี้มา”

นางกำนัลชุดม่วงตอบอย่างนอบน้อม “ข่าววงในแจ้งว่าตำแหน่งขุนนางระดับห้าชั้นเอกอย่างที่ปรึกษาราชการ รองเจ้ากรมผู้ตรวจการ และขุนนางกรมมหาดเล็ก สามตำแหน่งนี้ ราคาอยู่ที่ประมาณเก้าหมื่นตำลึง ส่วนตำแหน่งอื่นๆ อย่างข้าหลวงกรมชลประทาน หรือนายอำเภอหว่านเหนียนรอบนอกเมืองหลวง ราคาอยู่ที่สี่หมื่นตำลึงเพคะ”

จักรพรรดินีหัวเราะ “รวยกันจริงๆ นะ แต่ก่อนเป็นแค่ขุนนางศาลยุติธรรม จู่ๆ ควักเงินก้อนโตขนาดนี้มาได้ แสดงว่าสิบเจ็ดปีที่ผ่านมาคงโกงกินไปไม่น้อย ประจวบเหมาะกับที่ข้าต้องใช้เงินจัดงานแต่งพอดี ไปสืบดูให้ละเอียด ถ้าเจอหลักฐานก็ 'ส่ง' ไปให้ไท่ฟู่จัดการ วันนี้แค่ตำแหน่งรองเจ้ากรมผู้ตรวจการตำแหน่งเดียว คนของอัครเสนาบดีกับคนของไท่ฟู่ก็แทบจะตีกันตาย แต่เอาเถิด ให้เขานั่งเก้าอี้ไปก่อนสักพัก”

นางกำนัลชุดม่วงรับคำ “เพคะ”

แล้วรายงานต่อ “ฝ่าบาท รองผู้บัญชาการเยี่ยนมารอเข้าเฝ้าอยู่นานแล้วเพคะ แจ้งว่าคุณหนูฉางอันทำอาหารมาถวาย แต่เห็นว่าฝ่าบาทยังติดประชุมอยู่ ก็เลย...”

พรึ่บ!

ยังรายงานไม่จบ จักรพรรดินีก็ลุกพรวดพราดขึ้นนั่ง เลิกม่านออก “แล้วเหตุใดไม่รีบให้เข้ามา! ท่านอาหญิงแยกแยะเรื่องสำคัญไม่เป็นหรืออย่างไร!”

นางกำนัลชุดม่วงชะงักไปนิด แต่ก็รีบคารวะแล้วถอยออกไปตามคน

ไม่นานนัก

เหล่าขันทีและนางกำนัลก็ยกโต๊ะเสวยเข้ามาจัดวาง ตามด้วยขบวนอาหารละลานตา

ตามกฎมณเฑียรบาล ห้ามเสวยอาหารในห้องทรงพระอักษรเพื่อไม่ให้เป็นการลบหลู่หนังสือปราชญ์

แต่ตั้งแต่อดีตฮ่องเต้แหกกฎนี้ จักรพรรดินีก็เจริญรอยตาม เอาความสบายเข้าว่า

เพียงครู่เดียว

ห้องทรงพระอักษรอันกว้างขวางก็เต็มไปด้วยอาหารเลิศรสกว่าสิบอย่างและน้ำแกงอีกสองหม้อ

เมื่อจัดโต๊ะเสร็จ ทุกคนก็ถอยออกไป เหลือเพียงจักรพรรดินีและเยี่ยนหรูอวี้

ส่วนนางกำนัลชุดม่วงยืนเฝ้าอยู่ที่หน้าประตู

จักรพรรดินีไม่ถือพิธีรีตอง หยิบตะเกียบคีบอาหารเข้าปากทันที

อืม!

อร่อย!

แต่ขณะที่กำลังคีบมะเขือม่วงยัดไส้ทอดและกำลังจะเข้าปาก ก็เหลือบไปเห็นเยี่ยนหรูอวี้ยืนอยู่ข้างๆ “นางทำอาหารเก่งจริงๆ มิน่าเล่าท่านแม่ทัพเยี่ยนของเราถึงได้อ้วนขึ้น!”

เยี่ยนหรูอวี้เหงื่อตก เม้มปากแล้วรีบแก้ตัว “ฝ่าบาท ตามที่คุณหนูฉางอันบอก นี่คือมะเขือม่วงคุนหลุนยัดไส้...”

แต่พูดยังไม่ทันจบ เมื่อเห็นสายตาแปลกๆ ของจักรพรรดินี เยี่ยนหรูอวี้ก็รีบคุกเข่าประสานมือ “หม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ”

จักรพรรดินีหัวเราะ “ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย แค่คิดว่าครึ่งเดือนมานี้ เจ้าบ้านั่นทำของอร่อยให้เจ้ากินตั้งเยอะ แต่ข้าได้กินแค่ช็อกโกแลต เลยหงุดหงิดนิดหน่อย”

เยี่ยนหรูอวี้ยิ่งเหงื่อตกหนัก ก้มหน้าไม่กล้าสบตา

จักรพรรดินีเอ่ยยิ้มๆ “ลุกขึ้นเถิด แหย่เล่นน่า ถ้าท่านน้าเยี่ยนมาเห็นเจ้าทำหน้าเครียดเช่นนี้คงโกรธข้าตาย”

เยี่ยนหรูอวี้ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน

จักรพรรดินีมองนาง แล้วหันไปหยิบถ้วยน้ำสีทองอำพันขึ้นมาจิบ รสชาติเปรี้ยวอมหวาน หอมสดชื่น จึงหันไปถามเยี่ยนหรูอวี้

เยี่ยนหรูอวี้ตอบ “คุณหนูฉางอันเรียกว่า 'ชาน้ำผึ้งมะนาว' เพคะ บอกว่าถ้าฝ่าบาทชอบจะทำมาถวายบ่อยๆ”

จักรพรรดินีถามต่อ “ไม่ได้ให้สูตรมาให้ห้องเครื่องทำเองหรือ?”

เยี่ยนหรูอวี้ทบทวนความจำ “ไม่ได้ให้มาเพคะ บอกแค่ว่าจะทำให้เสวยด้วยตัวเอง”

จักรพรรดินียิ้มแก้มปริ “รู้ใจจริงนะว่าข้าชอบกินของที่ทำกับมือ”

แล้วมองอาหารเต็มโต๊ะ “เจ้าบ้านั่นทำเองหมดเลยหรือ?”

เยี่ยนหรูอวี้พยักหน้า “ตื่นมาก็เข้าครัวทำเองทุกอย่างเลยเพคะ”

จักรพรรดินีจิบชาน้ำผึ้งมะนาวอย่างมีความสุข รอยยิ้มประดับบนใบหน้า ยิ่งดื่มยิ่งรู้สึกหวานจับใจ “ถือว่ายังมีจิตสำนึกอยู่บ้าง”

จากนั้นคีบมะเขือม่วงยัดไส้เข้าปาก “เล่ามาสิ เมื่อคืนตอนเจ้าเอาสมุดบันทึกกับจดหมายไปให้ เจ้าบ้านั่นทำหน้ายังอย่างไร”

เยี่ยนหรูอวี้ชะงัก แล้วเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟังอย่างละเอียด ไม่ตกหล่นแม้แต่สีหน้าท่าทางของซูฉางอัน

ฟังจบ จักรพรรดินีขมวดคิ้ว ถามเสียงเข้ม “ยังมีหน้ามาถามหาเหตุผลอีกเรอะ!! ไปจับมือคนอื่นแล้วยังจะมีข้ออ้างอะไรอีก!! กล้าสั่งให้เจ้าเขียนเหตุผลลงไปงั้นรึ!!!”

เยี่ยนหรูอวี้ไม่กล้าตอบ

จักรพรรดินีคีบหมูผัดพริกหยวกเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ ด้วยความโมโห กัดริมฝีปากแน่น “ยิ่งคิดยิ่งโมโห! ใจกล้าขึ้นทุกวันนะ บังอาจมาถามหาเหตุผล จับมือคนอื่นแล้วบอกว่ามีเหตุผลแค่นั้นก็จบกันรึอย่างไร?? จับเปล่าๆ งั้นสิ??”

สุดท้ายจักรพรรดินีหันมาจ้องเยี่ยนหรูอวี้

เยี่ยนหรูอวี้ไม่กล้าสบตา ยืนก้มหน้าเงียบกริบ

จักรพรรดินีจ้องเยี่ยนหรูอวี้ตาเขียว “กลับไปบอกซูฉางอันว่าผิดก็คือผิด ถ้ากล้ามาอ้างเหตุผลอะไรอีก ข้าจะไปคิดบัญชีด้วยตัวเอง!!”

เยี่ยนหรูอวี้รับคำ “เพคะ”

แต่มองดูท่าทางกระฟัดกระเฟียดของจักรพรรดินี เยี่ยนหรูอวี้ก็ได้แต่ถอนหายใจในใจ ปกติฝ่าบาทสุขุมเยือกเย็นจะตาย แต่พอเป็นเรื่องซูฉางอันทีไร กลายเป็นเด็กเอาแต่ใจทุกที

ไม่เข้าใจเลยจริงๆ!

แต่คิดไปคิดมา... ตราบใดที่ไม่พาลมาลงที่ความอ้วนของนางก็โอเคแล้ว

ส่วนนางกำนัลชุดม่วงที่ยืนหน้าประตูได้ยินบทสนทนาชัดเจน แอบยิ้มในใจ แล้วยืนสงบนิ่งต่อไป

สำหรับนาง แค่เห็นจักรพรรดินีที่กลับมาจากประชุมด้วยใบหน้าเคร่งเครียดเปลี่ยนมาอารมณ์ดีได้ขนาดนี้ ก็ถือว่าดีมากแล้ว

จักรพรรดินียังคงฮึดฮัด ถามเยี่ยนหรูอวี้ต่อ “แล้วมีอย่างอื่นอีกหรือไม่? หรือมีแค่อาหารโต๊ะนี้”

เมื่อได้ยินคำถาม เยี่ยนหรูอวี้ลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็หยิบม้วนกระดาษออกมา “คุณหนูฉางอัน... วาดรูปด้วยแท่งถ่าน ฝากมาถวายด้วยเพคะ เพียงแต่...”

นึกถึงรูปวาดนั้น เยี่ยนหรูอวี้ก็อดไม่ได้ที่จะช่วยแก้ต่างให้ซูฉางอัน “อาจจะเพราะรีบวาดไปหน่อย ฝีมือเลยอาจจะไม่ค่อย...”

จักรพรรดินีรับม้วนกระดาษมาด้วยความสงสัย แล้วคลี่ออกดู

แต่พอเห็นรูปวาด... ความโกรธเคืองเมื่อครู่ก็อันตรธานหายไปทันที แทนที่ด้วยเสียงหัวเราะคิกคัก โดยเฉพาะเมื่ออ่านข้อความบรรทัดสุดท้าย 'สวยใช่หรือไม่เล่า ทั่วทั้งสิบลี้แปดตำบล เจ้าสวยที่สุด หล่อเหลาที่สุดแล้ว ดูไฝเสน่ห์เม็ดนี้สิ งามบาดจิตบาดใจจริงๆ'

จ้องมองรูปวาดอยู่นาน จักรพรรดินีก็บ่นอุบอิบโดยไร้ความโกรธ “ขี้เหร่ชะมัด! วาดก็ขี้เหร่ ลายมือก็ขี้เหร่!”

พูดจบก็เก็บรูปวาดอย่างทะนุถนอม แล้วหันมาสั่งเยี่ยนหรูอวี้ “คำพูดที่ฝากไปเมื่อกี้ไม่ต้องบอกแล้วนะ บอกแค่ว่า... ครั้งนี้ข้าเห็นรูปแล้ว ครั้งหน้าไม่ต้องวาดมาอีก! ขี้เหร่จะตาย! ลายมือขี้เหร่กว่ารูปอีก!”

เยี่ยนหรูอวี้มองจักรพรรดินีที่ปากบอกว่าโกรธ แต่หน้าบานเป็นจานเชิง แถมน้ำเสียงยังอ่อนหวานปานน้ำผึ้ง

แปลกใจ!

แปลกใจมาก!!

เพราะตลอดทางที่มา เยี่ยนหรูอวี้กังวลแทบตายว่ารูปวาดนี้จะทำให้ระเบิดลง

เพราะมัน... ขี้เหร่จริงๆ!

เป็นใครก็ต้องโกรธ!

จนนางเตรียมคำแก้ตัวไว้สารพัด

แต่ตอนนี้...

จักรพรรดินีไม่โกรธ แถมยังดู...

มีความสุข?

เยี่ยนหรูอวี้ไม่เข้าใจ

และคงไม่มีวันเข้าใจ

จึงได้แต่ประสานมือรับคำ “เพคะ”

แต่...

เห็นจักรพรรดินีกินข้าวไปยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไป ยิ่งทำให้เยี่ยนหรูอวี้งงเป็นไก่ตาแตก!!

จักรพรรดินีนึกอะไรขึ้นได้ หันมาถามเยี่ยนหรูอวี้ “จริงสิ วันนี้หยวนหรู่ซีไปหาซูฉางอันแล้วใช่หรือไม่”

เยี่ยนหรูอวี้รีบตอบ “ไปแล้วเพคะ ไปพร้อมกับท่านซื่อเย่สวินค่วง นำสมุดคัดลายมือของท่านอาจารย์เหยาและท่านอาจารย์สุ่ยอวิ๋นไปมอบให้คุณหนูฉางอัน”

จักรพรรดินีส่ายหน้า “เป็นมู่ซวี่ที่ส่งหยวนหรู่ซีไป มู่ซวี่มาบอกข้าเอง ว่าอยากให้หยวนหรู่ซีช่วยสอนซูฉางอันเขียนพู่กัน แล้วก็สอนวิชากระบี่ด้วย แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับหยวนหรู่ซีว่าจะสอนหรือไม่”

เยี่ยนหรูอวี้ชะงัก “ท่านอธิการบดีคิดจะ...”

จักรพรรดินีเอ่ย “คงอยากให้เจ้าซูฉางอันมีวิชาป้องกันตัวบ้างกระมัง แต่มู่ซวี่จะหวังดีถึงเพียงนั้นเชียว? เสด็จพ่อเคยตรัสว่า คนในเมืองหลวงมีเล่ห์เหลี่ยมคนละแปดร้อย แต่ตาเฒ่ามู่ซวี่มีมากกว่าคนอื่นสี่ร้อย รวมเป็นพันสอง... เดี๋ยวเจ้าแวะไปที่สำนัก... อืม ช่างเถิด เจ้าอย่าไปยุ่งกับจิ้งจอกเฒ่านั่นเลย หัวทึบๆ อย่างเจ้าเดี๋ยวโดนหลอกขายยังไม่รู้ตัว เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องยุ่ง ถ้าหยวนหรู่ซียอมสอน แล้วซูฉางอันยอมเรียน เจ้าก็แค่คอยดูอยู่ห่างๆ ว่าเขาสอนอะไรบ้างก็พอ”

เยี่ยนหรูอวี้ประสานมือ “รับด้วยเกล้าเพคะ”

แล้วเยี่ยนหรูอวี้ก็รายงานต่อ “วันนี้คุณหนูฉางอันเปรยกับหม่อมฉันอีกแล้ว ว่าอยากเรียนวิชากระบี่หรือวิชาดาบ หม่อมฉันบอกไปว่าสอนไม่ได้เพคะ”

จักรพรรดินีกล่าว “เมื่อก่อนกลัวว่าถ้าเป็นวรยุทธ์ แล้วเจ้าหัวทึบดูไม่ทัน เจ้าคนกะล่อนนั่นจะหนีไปได้ แต่ตอนนี้ดูท่าคงไม่หนีแล้วกระมัง อยากเรียนก็สอนไปเถิด แต่อย่าสอนให้เก่งเกินไปนะ เดี๋ยวข้าสู้ไม่ได้... แต่เจ้าคอยจับตาดูให้ดีก็แล้วกัน ข้าจะสั่งสำนักเสินเช่อไว้ด้วย ฝึกยุทธ์ได้แต่อย่าให้หนีไปได้ก็พอ”

แต่พูดจบ นางก็ยิ้มขำ “ข้าคงคิดมากไปเอง เวลาสั้นแค่นี้จะฝึกอะไรได้ เจ้าสอนไปเถิด”

เยี่ยนหรูอวี้ประสานมือ “รับด้วยเกล้าเพคะ”

ขณะกำลังจะพูดต่อ ก็เห็นจักรพรรดินีหยิบรูปวาดออกมาดูอีกแล้ว ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไม่รู้คิดอะไรอยู่

เยี่ยนหรูอวี้บอกเลยว่า...

ไม่เข้าใจ!!

แต่...

จักรพรรดินีเข้าใจ!

เพราะ...

นี่คือเรื่องราวระหว่างนางกับซูฉางอัน

ย้อนไปเมื่อสามเดือนก่อน ช่วงที่นางช่วยซูฉางอันกลับมาได้เดือนที่สาม

ทั้งสองเริ่มสนิทกันมากขึ้น

แต่ซูฉางอันไม่รู้ว่านางเป็นผู้หญิงและเป็นฮ่องเต้

วันนั้นนางอารมณ์เสียจากการประชุมขุนนาง จึงมาหาซูฉางอันเพื่อระบายอารมณ์

ตอนนั้นซูฉางอันกำลังนั่งยองๆ วาดรูปเล่นแก้เบื่อ

พอนางเห็นรูปก็วิจารณ์ว่า “วาดได้ห่วยแตกมาก”

ซูฉางอันเถียง “ข้าวาดคนสวยนะ แต่วาดทิวทัศน์ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่”

นางหัวเราะ “วาดวิวขี้เหร่ขนาดนี้ ยังกล้าวาดคนอีกหรือ?”

ซูฉางอันของขึ้น “คอยดูนะ เดี๋ยวข้าจะวาดเจ้าให้ดู!”

แล้ว...

ก็ตวัดพู่กันวาดออกมา

นางเห็นรูป “ตัวเอง” ที่ขี้เหร่พิลึกก็โวยวาย “วาดบ้าอะไรเนี่ย คนก็ไม่ใช่ ผีก็ไม่เชิง!”

ซูฉางอันสวนกลับ “อะไรคือคนก็ไม่ใช่ผีก็ไม่เชิง ก็หน้าตาเจ้าเป็นเช่นนี้นี่นา!”

นางยิ่งโมโห

แต่ยังไม่ทันได้ด่า ซูฉางอันก็พูดต่อ “เออๆๆ เจ้าน่ะหล่อ ทั่วทั้งสิบลี้แปดตำบล เจ้าหล่อที่สุด เท่ที่สุดแล้ว! สาวๆ ต่อแถวรอแต่งงานยาวรอบวังหลวงเลยมั้ง โดยเฉพาะไฝเสน่ห์เม็ดนี้... บาดใจสาวๆ ชะมัด”

นางยังคงหน้าบึ้ง

ซูฉางอันถอนหายใจ “เฮ้อ... เหตุใดนิสัยเหมือนผู้หญิงจัง เอะอะก็งอน ง้อยากชะมัด! ข้าจะบอกให้นะ นี่เขาเรียกว่าศิลปะแบบนามธรรม ยิ่งเจ้าหล่อ ข้าก็ยิ่งวาดออกมาขี้เหร่ ไม่ใช่ฝีมือห่วยนะ แต่มันคือสไตล์! เพราะงั้นเจ้าหล่อขนาดนี้ วาดออกมาก็ต้องขี้เหร่เช่นนี้แหละ”

“อีกอย่าง เคยได้ยินหรือไม่ คนที่มีไฝเสน่ห์มักจะหล่อจนพูดไม่ออก... ว่าแต่ วันนี้เอาขนมอะไรมาฝาก ข้าหิวแล้วเนี่ย”

เมื่อมองดูรูปวาด นึกถึงเรื่องราวในวันวาน จักรพรรดินีแค่นเสียง “ฮึ! คู่เวรคู่กรรมจริงๆ!”

ในวังหลวง จักรพรรดินีกินของอร่อยอย่างมีความสุข

แต่นอกวัง ซูฉางอันจามติดๆ กันหลายครั้ง จนซูหว่านเอ๋อร์ตกใจ นึกว่าจะป่วย

เมื่อจะให้เมาเมามาจับชีพจร ซูฉางอันก็รีบปฏิเสธ

ขืนให้จับชีพจรก็ความแตกพอดี!

ซูหว่านเอ๋อร์แม้จะเป็นห่วง แต่ก็ไม่เซ้าซี้

หลังจากกินข้าวเสร็จ

มีคนมาบอกว่าท่านราชครูซูตื่นแล้ว

ซูฉางอันจึงทำอาหารร้อนๆ ไปส่งให้ท่านราชครูอีกรอบ

คราวนี้ไม่ได้คุยเรื่องหนักสมอง คุยแต่เรื่องสัพเพเหระ เรื่องบทกวีและวิชาความรู้

อาจเป็นเพราะมีซูหว่านเอ๋อร์อยู่ด้วย หรือไม่ก็ท่านราชครูคิดว่าไม่จำเป็นต้องคุยเรื่องพวกนั้นแล้ว

หลังออกมาจากเรือนท่านราชครู ซูหว่านเอ๋อร์ก็ขอตัวไปเรียนหนังสือ บอกว่าจะเอาหลักการที่ซูฉางอันสอนไปถกกับท่านอาจารย์

ซูฉางอันตอนแรกว่าจะไปแอบดูเด็กสมัยโบราณเรียนหนังสือ แต่พอได้ยินแบบนั้นก็เปลี่ยนใจ

ขืนไปเดี๋ยวโดนท่านอาจารย์ลากไปดีเบตจะซวยเอา

เมื่อกลับมาถึงเรือนพร้อมเมาเมา...

เยี่ยนหรูอวี้กลับมาแล้ว และได้ปักเสาไม้ไว้กลางลานตรงจุดเกิดเหตุฆาตกรรมกระต่าย พร้อมกับแจ้งว่าจักรพรรดินีอนุญาตให้เรียนวรยุทธ์ได้

แถมยังมอบดาบเหิงเตาสีแดงเล่มหนึ่งให้ซูฉางอัน บอกว่าต้องพกติดตัวตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ซูฉางอันงงว่าเหตุใดต้องพกดาบ “ไม่เริ่มจากดาบไม้ก่อนหรือ?”

เยี่ยนหรูอวี้ส่ายหน้า “ไม่เหมือนฝึกกระบี่ คนฝึกดาบต้องเริ่ม 'บ่มเพาะดาบ' ตั้งแต่วันแรก ไม่อย่างนั้นต่อให้เพลงดาบล้ำเลิศแค่ไหนก็ไร้ผล ดาบไม้เอาไว้ฝึกท่าร่าง แต่สำหรับท่านที่มีพละกำลังเหลือเฟือ ดาบไม้ไม่เหมาะ ข้าจะหาดาบที่น้ำหนักใกล้เคียงกับดาบเล่มนี้มาให้ฝึกท่าร่างแทน แต่ดาบเล่มนี้... ท่านต้องบ่มเพาะมัน ห้ามชักออกจากฝักและต้องพกติดตัวตลอดเวลา”

ซูฉางอันฟังแล้วงงๆ แต่เห็นเยี่ยนหรูอวี้จริงจังจึงเออออห่อหมกไป

เยี่ยนหรูอวี้อธิบายต่อ “การเดินบนเสาไม้เป็นพื้นฐาน อาจจะลำบากหน่อย แต่ทำอะไรก็ต้องอดทน”

ซูฉางอันตบอกผาง “วางใจเถิด เรื่องความอดทนข้ามีเพียบ!”

ผ่านการศึกษาระบบการศึกษาภาคบังคับเก้าปีและมัธยมปลายสามปีมาแล้ว!

ความลำบากแค่นี้จิ๊บๆ!

แล้ว...

วันที่เจ็ดของการฝึกยุทธ์

ซูฉางอัน... ไม่ไหวแล้ว

เช้าตรู่ถูกเยี่ยนหรูอวี้ลากขึ้นมาจากเตียง ซูฉางอันกอดเสาเตียงแน่นไม่ยอมปล่อย “หรูอวี้จ๋า... มีวิธีไหนที่ไม่ต้องเหนื่อยเช่นนี้แต่เก่งเทพๆ หรือไม่? แบบว่ามียอดคนใกล้ตายมาถ่ายทอดพลังวัตรให้ หรือตกเขาไปเจอคัมภีร์ลับสุดยอดอะไรทำนองนั้น?”

เยี่ยนหรูอวี้ชินกับความเพ้อเจ้อของซูฉางอันแล้ว ตลอดเจ็ดวันมานี้ได้ยินบ่อยจนเบื่อ

แต่...

ในเมื่อรับปากจะสอน ก็ต้องสอนให้ถึงที่สุด นางจึงลากซูฉางอันไปเดินบนเสาไม้จนได้

ท่ามกลางเสียงโอดโอย...

บ่าวไพร่คนหนึ่งก็วิ่งเข้ามา

บ่าวไพร่คนนี้เป็นผู้ดูแลเล็กๆ ในจวน เห็นซูฉางอันเดินบนเสาไม้ก็ไม่ตกใจ เพราะรู้กันทั่วจวนแล้วว่าคุณหนูใหญ่กำลังฝึกยุทธ์

เขาคารวะอย่างนอบน้อม “คุณหนูใหญ่ขอรับ พ่อบ้านใหญ่จากจวนอัครเสนาบดีฝ่ายขวามาแจ้งว่า ท่านอัครเสนาบดีฝ่ายขวาเชิญคุณหนูไปพบที่จวน มีเรื่องสำคัญจะหารือขอรับ”

..........................................................................

จบบทที่ บทที่ 38 คนจากจวนอัครเสนาบดีมาขอพบ

คัดลอกลิงก์แล้ว