- หน้าแรก
- ช่วยด้วยขอรับ จักรพรรดินีจะจับข้าทำเมีย
- บทที่ 37 ผู้หญิงที่จะบงการชีวิตข้าไปตลอดกาล
บทที่ 37 ผู้หญิงที่จะบงการชีวิตข้าไปตลอดกาล
บทที่ 37 ผู้หญิงที่จะบงการชีวิตข้าไปตลอดกาล
ซูหว่านเอ๋อร์มองดูรูปวาดนั้น แล้วเงยหน้ามองพี่สาวคนสวย “ข้าก็เห็นด้วยว่าอย่าส่งไปจะดีกว่าเจ้าค่ะ”
ซูฉางอันขมวดคิ้ว เอียงคอพิจารณาผลงานชิ้นเอกของตัวเองอีกครั้ง แล้วก็ใช้นิ้วจิ้มๆ แต่งๆ ตรงไฝใต้ตาให้กลมสวยขึ้นอีกนิด “ไม่เห็นจะแย่ตรงไหนเลย ออกจะเหมือน”
เยี่ยนหรูอวี้กลอกตามองบน นางหมดคำจะพูดแล้ว ช่างเถิด คู่หมั้นคู่หมายของท่าน ถ้าท่านอยากจะเสี่ยงโดนระเบิดลงก็ตามใจ!
ซูหว่านเอ๋อร์มองซูฉางอันอย่างจริงใจ “พี่หญิงรองวาดรูปสวยมากนะเจ้าคะ ลองไปขอให้พี่หญิงรองช่วยวาดให้ดีหรือไม่?”
ซูฉางอันมองน้องสาวตัวน้อย แล้วหันไปมองแผ่นหลังของเยี่ยนหรูอวี้ที่เดินหนีไปพร้อมกับอาการกลอกตา สุดท้ายก้มลงมองผลงานชิ้นเอกในมือ แล้วถอนหายใจยาว
“เฮ้อ... พวกเจ้าไม่เข้าใจศิลปะเอาซะเลย”
บ่นเสร็จ ซูฉางอันก็วางรูปวาดลง หยิบพู่กันข้างๆ ขึ้นมาคิดจะเขียนบทกวีประกอบสักหน่อย
แต่คิดไปคิดมา... บทกวีโบราณดูจะไม่เข้ากับอารมณ์ตอนนี้
ว่าแล้วเขาก็ตวัดพู่กันเขียนประโยคสั้นๆ ตรงไปตรงมาลงไปประโยคหนึ่ง
ซูหว่านเอ๋อร์พยายามจะชะโงกหน้าไปดู แต่โดนซูฉางอันบังไว้มิด
ซูฉางอันหันมาบอกน้องสาว “เด็กไม่ควรดู”
ซูหว่านเอ๋อร์งง แต่ก็พยักหน้าหงึกหงัก ถ้าพี่หญิงใหญ่บอกไม่ให้ดูก็จะไม่ดู พี่หญิงใหญ่พูดอะไรก็ถูกเสมอ
รอจนหมึกแห้ง ซูฉางอันก็เก็บรูปวาดอย่างระมัดระวัง เพราะวาดด้วยถ่าน ถ้าโดนถูไถเดี๋ยวจะเลอะเทอะ
จัดการทุกอย่างเรียบร้อย ซูฉางอันก็หันไปหาซูหว่านเอ๋อร์ “เสร็จแล้ว ไปหาอะไรกินกัน”
ซูหว่านเอ๋อร์พยักหน้าตาเป็นประกาย
พูดถึงของกิน ซูฉางอันก็นึกถึงซูจ้าวซินขึ้นมาได้ “พี่ชายเจ้าไปไหนล่ะ?”
ซูหว่านเอ๋อร์ตอบ “โดนตีเจ้าค่ะ ตอนนี้นอนคว่ำหน้าอยู่บ้าน ลุกไม่ขึ้น”
แล้วแม่หนูน้อยก็ชูสามนิ้วขึ้นมา ตาโตเท่าไข่ห่าน “โดนไปสามยกเลยเจ้าค่ะ! ยกแรกเมื่อคืนตอนกลับจากงาน เพราะไปก่อเรื่องในงาน ท่านลุงใหญ่เลยจัดไปหนึ่งชุด ยกที่สองตอนท่านลุงใหญ่กลับมาจากเรือนท่านปู่ก็โดนอีกชุด ส่วนยกที่สามเมื่อเช้านี้ พี่ชายบอกจะท่องหนังสือให้ฟัง ก็เลยท่องกลอน 'เต่าวิเศษแม้จะผอม' ที่พี่หญิงใหญ่สอนให้ท่านลุงใหญ่ฟัง ท่านลุงใหญ่โกรธควันออกหู เลยจัดชุดใหญ่ไฟกระพริบให้ แถมตอนโดนตี พี่ชายยังปากดีบอกว่าพี่หญิงใหญ่เป็นคนสอน ท่านลุงใหญ่เลยยิ่งโมโห ฟาดหนักกว่าเดิมอีกเจ้าค่ะ”
“หลังจากนั้นท่านลุงใหญ่ก็สั่งกักบริเวณ ให้อ่านหนังสืออยู่ในเรือนห้ามออกไปไหน แต่ตอนข้าออกมา เห็นพี่ชายแอบเอาสมุดเล่มเล็กๆ ที่ซ่อนไว้ใต้เตียงออกมาจดอะไรยุกยิกอยู่เจ้าค่ะ”
สมุดเล่มเล็ก?
สมุดบัญชีแค้นหนังหมาหรือเปล่านะ?
ซูฉางอันสงสัย
ซูหว่านเอ๋อร์กระซิบ “วันหลังข้าจะแอบเอามาให้พี่หญิงใหญ่อ่านนะเจ้าคะ ตลกมากเลย พี่ชายคิดว่าซ่อนไว้ใต้เตียงแล้วจะไม่มีใครรู้ แต่ข้ากับท่านป้าสะใภ้รู้หมดแหละ”
ซูฉางอันบีบแก้มยุ้ยๆ ของซูหว่านเอ๋อร์ด้วยความเอ็นดู “เดี๋ยวจะทำชาน้ำผึ้งมะนาวให้กินนะ”
ซูหว่านเอ๋อร์ตาโต ของกินชื่อแปลกอีกแล้ว แต่ฝีมือพี่หญิงใหญ่ซะอย่าง ต้องอร่อยแน่ๆ “เจ้าค่ะ!!”
…
ณ เรือนพักของซูจื่อมู่และภรรยา
ซูจื่อมู่ออกไปทำงานที่สำนักราชเลขาธิการแล้ว
ในห้องนอน จึงมีเพียงซูหลิวซื่อที่นั่งอยู่ข้างเตียง คอยทายาให้ซูจ้าวซิน
มองดูก้นกลมๆ ขาวๆ ที่ตอนนี้แดงเถือกและบวมเป่งของหลานชาย ซูหลิวซื่อก็อดขำไม่ได้
แต่ซูจ้าวซิน...
นอนคว่ำหน้า สีหน้าเคร่งเครียด หันมองป้าสะใภ้เป็นระยะ ทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรแต่ก็ไม่กล้า แต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหว
“ท่านป้า... ข้าว่าพี่หญิงใหญ่จ้องจะเล่นงานข้าแน่ๆ”
ซูหลิวซื่อฟังประโยคนี้มาเป็นรอบที่แปดแล้ว จึงทำหูทวนลม ตั้งใจทายาต่อไป
ซูจ้าวซินยังคงพล่ามต่อ “เรื่องอิจฉาน่ะตัดทิ้งไปได้เลย ข้าดูออก พี่หญิงใหญ่เก่งกว่าข้าอยู่... นิดนึง ดังนั้นนางไม่มีทางอิจฉาข้าหรอก พี่รองน่ะไม่แน่ แต่เพราะแบบนี้แหละข้าถึงไม่เข้าใจ ว่าเหตุใดพี่หญิงใหญ่ต้องมาเล่นงานข้าด้วย”
ซูหลิวซื่อถอนหายใจ เอ่ยเสียงเรียบ “ถ้าพี่หญิงใหญ่ของเจ้าคิดจะเล่นงานเจ้าจริงๆ คนที่ลงมือตีเจ้าคงเป็นท่านปู่ ไม่ใช่ลุงใหญ่ของเจ้าหรอก”
ซูจ้าวซินส่ายหน้าดิก “ท่านป้าไม่เข้าใจ พี่หญิงใหญ่น่ะ ดูภายนอกใจดี มีของกินมาฝาก แถมยังชอบสอนปรัชญา รวมๆ แล้วก็น่าคบหา แต่ลึกๆ แล้ว... นางร้ายลึก! ชัดๆ เลยว่านางเป็นคนเริ่มพูดเรื่อง 'แพ้' ในงาน แต่เหตุใดข้าถึงโดนตีคนเดียว! แถมกลอนนั่นนางก็สอนข้าเองแท้ๆ แต่พอข้าท่องให้ฟัง กลับโดนตีซะน่วม... คิดไปคิดมา นางต้องจงใจแกล้งข้าแน่ๆ แต่ข้าคิดไม่ออกจริงๆ ว่าเหตุใด... หรือว่าข้ามีดีกว่านางตรงไหนสักอย่างที่ข้ายังไม่รู้ตัว? นางเลยกลัวว่าข้าจะดังเปรี้ยงปร้างข้ามหน้านาง ก็เลยต้องรีบกำจัดข้าทิ้ง?”
ซูหลิวซื่อส่ายหน้า ระอาใจกับหลานชายจอมเพ้อเจ้อ เห็นรอยฟกช้ำดำเขียวบนก้นหลานก็อดตำหนิสามีในใจไม่ได้ ตาแก่นั่น มือหนักชะมัด! ถึงท่านพ่อจะสั่งให้ตี แต่ก็ไม่ต้องตีแรงถึงเพียงนี้ก็ได้มั้ง บอกว่าเป็นบัณฑิตไก่อ่อน แต่เวลาตีคนนี่มือหนักยิ่งกว่าเพชฌฆาต!
ซูจ้าวซินเห็นป้าสะใภ้เงียบ “ท่านป้าไม่เถียง แสดงว่ายอมรับความจริงแล้วสินะ ว่าข้าต้องมีดีกว่านางแน่ แค่ยังหาไม่เจอเท่านั้น... เฮ้อ พอลองคิดดูแล้ว เรือนพี่หญิงใหญ่คงไปไม่ได้แล้วล่ะ วันนี้นางกล้าวางแผนยืมมือลุงใหญ่มาตีข้า วันหน้าไม่แคล้ววางยาถ่ายให้ข้าท้องเสียแน่ ของกินก็กินไม่ได้แล้ว...”
แต่ยังพูดไม่ทันจบ
เสียงสาวใช้หน้าห้องก็ดังขึ้น “ฮูหยินเจ้าคะ คุณหนูใหญ่ให้คนนำอาหารว่างมาส่งเจ้าค่ะ เห็นบอกว่าคุณชายน้อยโดนตี เลยทำขนมมาปลอบใจ พร้อมกับยาทาแผลด้วยเจ้าค่ะ”
ซูจ้าวซินตาโต ลุกพรวดขึ้นมาทันที “พี่หญิงใหญ่ดีกับข้าที่สุด!! รีบเอาเข้ามาเร็วๆ ข้า... โอ๊ยยยย!!”
ด้วยความตื่นเต้น ลืมตัวขยับตัวแรงไปหน่อย สะเทือนถึงแผลที่ก้น ร้องลั่นเรือน
ซูหลิวซื่อมองหลานชายด้วยความขบขันปนระอา
เมื่อกี้ยังบอกว่าจะไม่กินของเขาอยู่หยกๆ พอได้ยินชื่อของกินปุ๊บ กระโดดโลดเต้นปั๊บ
ถ้าน้องสะใภ้มาเห็นลูกชายสภาพนี้ คงได้หยิบไม้เรียวมาหวดซ้ำด้วยความหมั่นไส้แน่
…
ซูฉางอันไม่ได้ส่งของกินไปแค่เรือนของซูจื่อมู่
แต่ยังส่งไปให้ท่านราชครูซู ซูจื่อเฟิงและซูหลินหานด้วย
ของท่านราชครู ซูฉางอันไปส่งด้วยตัวเอง
แต่พอไปถึงหน้าเรือน ได้ยินว่าท่านผู้เฒ่านอนกลางวันอยู่ ซูฉางอันเลยฝากของไว้แล้วกลับ ตั้งใจว่าเดี๋ยวจะทำของร้อนๆ มาส่งใหม่อีกรอบ
แน่นอน...
ส่วนสำคัญที่สุดคือของจักรพรรดินี จะขาดไม่ได้เด็ดขาด!
พอทำเสร็จ เยี่ยนหรูอวี้พร้อมผู้ติดตามก็หิ้วปิ่นโตสี่ห้าเถา ควบม้าเร็วบึ่งเข้าวังทันที
ขณะเดียวกัน ที่เรือนอี่เหมย
ซูฉางอันกับซูหว่านเอ๋อร์ สองพี่น้องนั่งกินข้าวกันอยู่
ความจริงเมาเมาก็อยู่ด้วย แต่พอได้ยินซูฉางอันบ่นเรื่อง 'ชาดอกเบญจมาศ' ตอนทำกับข้าว นางก็ตาเป็นประกาย วิ่งแจ้นไปห้องเก็บของเพื่อหาดอกเบญจมาศขาวมาวิจัยทันที
ตอนนี้เลยเหลือกันแค่สองคน
“พี่หญิงใหญ่ ข้าอยากถามมาตั้งนานแล้ว เหตุใดพี่ไม่ค่อยอ่านหนังสือ แต่รู้เรื่องเยอะนัก แถมยังเขียนหนังสือเก่งด้วย?”
“บางที... ชาติที่แล้วข้าอาจจะอ่านหนังสือมาเยอะมั้ง”
“หา?”
“ล้อเล่นน่า... เอ้า กินน่องไก่ซะ เก็บไว้ให้เจ้าโดยเฉพาะเลยนะ ส่วนตูดไก่ส่งไปให้พี่ชายเจ้าแล้ว”
“พี่หญิงใหญ่... ข้าอยากเรียนหนังสือกับพี่ ข้ารู้สึกว่าท่านอาจารย์สอนไม่ค่อยรู้เรื่อง ชอบสอนอะไรที่มันขัดแย้งกันเอง แต่ก็ยังดันทุรังจะให้พวกเราเข้าใจให้ได้”
“ท่านอาจารย์สอนว่าอย่างไรล่ะ?”
“ท่านบอกว่าการอ่านหนังสือต้องอ่านให้แตกฉาน อันนี้ข้าเข้าใจ แต่ท่านดันบอกว่าต้องท่องจำให้ได้ทุกตัวอักษร แล้วเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆ ข้าว่าท่านอาจารย์พูดถูกแค่ครึ่งเดียว แต่ไม่ถูกทั้งหมด เพราะที่พี่บอกว่า 'อ่านหนังสือแตกฉานหมื่นเล่ม ยามจรดพู่กันดุจมีเทพเจ้ามาดลใจ' นั่นต่างหากที่ถูก ไม่ใช่แค่จำสิ่งที่ปราชญ์เขียนไว้แล้วเอามาพูดตามนกแก้วนกขุนทอง ถ้าทำเช่นนั้น ปราชญ์ท่านนั้นจะเขียนหลักการพวกนั้นออกมาได้อย่างไร เพราะฉะนั้นข้าคิดว่าที่พี่พูดถูกแล้ว อ่านให้แตกฉาน เข้าใจความหมาย แล้วกลั่นกรองออกมาเป็นความคิดของตัวเอง นั่นแหละถึงจะเรียกว่าการอ่านหนังสือ”
“จริงๆ ที่ท่านอาจารย์พูดก็มีเหตุผลนะ”
“เอ๋?”
“แต่ข้าว่า... ที่เจ้าพูดมามีเหตุผลกว่า”
“ฮิๆๆ”
“แต่ว่านะ สิ่งที่ท่านอาจารย์สอน เจ้าก็ต้องจำไว้เหมือนกัน เพราะโลกที่เราอยู่มีหลายเรื่องที่ไร้เหตุผล แม้แต่ปราชญ์ผู้ทรงภูมิก็ยังอธิบายไม่ได้ มันขัดแย้งกันเองไปหมด นั่นคือเหตุผลที่เราเห็นเรื่องไร้เหตุผลบ่อยๆ แล้วเราก็มักจะถามว่า เหตุใดในหนังสือถึงไม่เขียนบอกไว้... ดังนั้น หลักการคือสิ่งที่เจ้าต้องค้นพบด้วยตัวเอง มองเห็นด้วยตัวเอง และพูดออกมาด้วยตัวเอง แต่พื้นฐานที่สุด คือการอ่านจากตำราของปราชญ์ผู้รู้มาก่อน”
“พี่หญิงใหญ่... ฟังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่ข้าจะจำไว้ แล้วจะค่อยๆ คิดตามเจ้าค่ะ”
“อืม กินเถอะ เดี๋ยวไปส่งของกินให้ท่านปู่ด้วยกัน”
“เจ้าค่ะ! แต่พี่หญิงใหญ่... ผู้หญิงในรูปวาดคนนั้นเป็นใครหรือเจ้าคะ คนที่พี่วาดออกมาซะขี้เหร่นั่นน่ะ”
“อ้อ... ผู้หญิงที่จะบงการชีวิตข้าไปตลอดกาลน่ะ เฮ้อ... สงสัยชาตินี้ทั้งชาติคงหนีนางไม่พ้นแล้ว”
“หือ?”
“โตขึ้นเดี๋ยวเจ้าก็เข้าใจเอง”
…
และในขณะเดียวกัน...
ผู้หญิงที่จะบงการชีวิตซูฉางอันไปตลอดกาล... หรือก็คือจักรพรรดินีเซี่ยเฟิ่งเสียง
............................................................................