เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 35 รีบๆ ตีกันสักทีสิ!!

บทที่ 35 รีบๆ ตีกันสักทีสิ!!

บทที่ 35 รีบๆ ตีกันสักทีสิ!!


ซูฉางอันชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วรีบตอบ “ได้ยินหว่านเอ๋อร์บอกว่าเมื่อคืนท่านปู่ดื่มหนักไปหน่อย ข้าเลยคิดจะทำอาหารรสอ่อนๆ ย่อยง่ายไปให้ท่านทานแก้เมาเจ้าค่ะ”

ได้ยินดังนั้น...

ซูจื่อเฟิง สวินค่วงและหยวนหรู่ซีต่างพากันชะงัก

ปราชญ์โบราณกล่าวไว้ว่า 'ความกตัญญูคือรากฐานของความดีงาม และเป็นบ่อเกิดแห่งการสั่งสอน'

การแสดงความกตัญญูไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือใหญ่ ล้วนเป็นสิ่งสำคัญ หากใครมีความกตัญญู ย่อมมีคุณธรรมอื่นตามมาไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

เมื่อรู้ว่าที่ซูฉางอันแต่งตัวแบบนี้ เพราะตั้งใจจะทำอาหารให้ท่านราชครูด้วยตัวเอง

ทั้งที่ในจวนมีบ่าวไพร่เป็นร้อย สั่งให้แม่ครัวทำแล้วเอาไปส่งก็ได้ง่ายๆ

แต่นางกลับเลือกที่จะลงมือทำเอง

นี่แหละคือความกตัญญูและสิ่งที่เรียกว่า “ความใส่ใจ”

เรื่องราวในโลกหล้ามีมากมายดั่งขนโค แต่เรื่องความกตัญญูนั้นต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด

“สมควรแก่การคารวะ” หยวนหรู่ซีประสานมือคารวะซูฉางอันอีกครั้งด้วยความจริงใจ

สวินค่วงก็ทำตามเช่นกัน

ซูจื่อเฟิงไม่ได้คารวะ แต่ในใจรู้สึกอบอุ่นวาบ มองซูฉางอันแล้วรู้สึกสดชื่นราวกับยืนอยู่ท่ามกลางสายลมฤดูใบไม้ผลิ

ส่วนเยี่ยนหรูอวี้ไม่ได้แสดงอาการอะไรมาก นางรู้อยู่แล้วว่าซูฉางอันตั้งใจจะทำไปให้ท่านราชครูจริงๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่พูดออกมา

ซูฉางอันรีบคารวะตอบอย่างเกรงใจ ในใจแอบบ่นว่าคุยกับพวกบัณฑิตนี่เหนื่อยชะมัด เอะอะก็คารวะ เอะอะก็พิธีรีตอง

หลังจากคารวะตอบแล้ว ซูฉางอันก็ยิ้มแหยๆ “จริงๆ ข้าก็แค่คนตะกละชอบทำของกินเท่านั้นแหละเจ้าค่ะ ไม่สมควรได้รับคำชมเชยถึงเพียงนั้นหรอก”

สวินค่วงเป็นคนง่ายๆ สบายๆ และถือว่าตัวเองคุ้นเคยกับซูฉางอันพอสมควร จึงเอ่ยขึ้น “เข้าไปนั่งข้างในเถิด เดินมาตั้งไกล แล้วยังมายืนคุยกันตรงนี้อีก เมื่อยแย่”

ซูจื่อเฟิงรีบเสริม “ใช่ๆ รีบเชิญท่านทั้งสองเข้าไปนั่งพักเถิด หากท่านซื่อเย่เป็นลมเป็นแล้งไป ตระกูลซูอันต่ำต้อยของข้ารับผิดชอบไม่ไหวหรอก”

สวินค่วงสวนกลับ “อืม ก็จริง แต่ข้าไม่กลัวเจ้าเดือดร้อนหรอก กลัวคุณหนูฉางอันจะเมื่อยขามากกว่า”

หยวนหรู่ซีส่ายหน้าอย่างระอา

ซูจื่อเฟิงรู้ดีว่าฝีปากสวินค่วงไม่เคยยอมใคร จึงไม่ต่อล้อต่อเถียง ผายมือเชิญทุกคนเข้าห้องโถง

เรือนอี่เหมยมีสาวใช้แค่เมาเมาคนเดียว

ตอนนี้เมาเมาไม่อยู่ ซูฉางอันตั้งใจจะไปรินน้ำชาเอง แต่เยี่ยนหรูอวี้ชิงตัดหน้าไปก่อน

เมื่อเข้ามาในห้องโถงและนั่งลงเรียบร้อย หยวนหรู่ซีและสวินค่วงก็มองไปที่ซูหว่านเอ๋อร์ ซึ่งกำลังจัดเรียงสมุดคัดลายมือบนโต๊ะอย่างทะนุถนอม

หยวนหรู่ซีเอ่ยชม “วันนี้ท่านอาจารย์สุ่ยอวิ๋นเล่าเรื่องแม่หนูคนนี้ให้ข้าฟัง ตอนแรกข้าก็คิดแค่ว่านางฉลาดน่ารักดี แต่ตอนนี้ดูแล้ว... อีกไม่กี่ปีตระกูลซูคงมียอดกวีหญิงเพิ่มขึ้นอีกคนแน่”

ซูจื่อเฟิงส่ายหน้า “ก็แค่เด็กซนๆ คนหนึ่งเท่านั้นแหละ”

สวินค่วงทำท่าจะพูดแทรก

แต่หยวนหรู่ซีชิงพูดขึ้นก่อน “เกือบลืมไปเลย เกือบลืมไปสนิท”

แล้วหันมาทางซูฉางอัน “ท่านอาจารย์เหยาและท่านอาจารย์สุ่ยอวิ๋นฝากถ้อยคำมาถึงคุณหนูฉางอันด้วย”

ซูฉางอันหันไปตั้งใจฟัง

หยวนหรู่ซีกล่าว “ท่านอาจารย์เหยาฝากบอกว่า ในอดีตปรมาจารย์หวังเซียงจือฝึกฝนการเขียนพู่กันอย่างหนัก มักจะไปฝึกเขียนข้างสระน้ำที่บ้าน เขียนเสร็จก็ล้างพู่กันในสระ ด้วยความขยันหมั่นเพียรไม่ย่อท้อ จนน้ำในสระกลายเป็นสีหมึก จึงได้รับยกย่องเป็น 'เทพเจ้าแห่งการเขียนพู่กัน' เจ้ามีพรสวรรค์ทางวรรณศิลป์ล้ำเลิศ ควรเอาเยี่ยงอย่างความขยันของท่าน อย่าให้ลายมือมาบดบังรัศมีของบทกวี”

“ส่วนท่านอาจารย์สุ่ยอวิ๋นไม่ได้ยกตำนานอะไรมาอ้าง เพียงแต่ฝากบอกว่าปกตินางไม่ค่อยชอบออกไปไหน แต่ยินดีต้อนรับเจ้าไปเยี่ยมเยียนที่เรือนสุ่ยอวิ๋นได้ตลอดเวลา... แต่ท่านก็กำชับมาเหมือนกันว่าให้เจ้าขยันคัดลายมือหน่อย”

ซูฉางอันพยักหน้า

กำลังจะลุกขึ้นคารวะขอบคุณ แต่หยวนหรู่ซียิ้มแล้วห้ามไว้ “ข้าเป็นแค่คนส่งสาร ไม่ต้องคารวะข้าหรอก แต่ว่า... ถึงข้าจะไม่ถนัดเรื่องแต่งกลอน แต่เรื่องการเขียนพู่กันข้าพอมีความรู้บ้าง ถ้าคุณหนูฉางอันไม่รังเกียจ กลับไปข้าจะเขียนแบบฝึกหัดมาให้ แล้วจะส่งมาให้วันหลัง”

ยังไม่ทันที่ซูฉางอันจะตอบ สวินค่วงก็แทรกขึ้น “อยากจะหาเรื่องมาหาคุณหนูฉางอันอีกก็บอกมาตรงๆ เถิด ทำมาเป็นอ้างนู่นอ้างนี่ ถ้าอยากจะให้จริงๆ ก็หัดทำเหมือนท่านอาจารย์เหยากับท่านอาจารย์สุ่ยอวิ๋นสิ”

พูดจบ สวินค่วงก็หันไปขอบคุณเยี่ยนหรูอวี้ที่รินชาให้ แล้วหันกลับมาคุยกับซูฉางอัน “คุณหนูฉางอันรู้หรือไม่ วันนี้ในสำนักศึกษาหลวงแตกตื่นกันใหญ่ เพราะทุกคนอยากจะอาสาเอาสมุดคัดลายมือมาส่งให้คุณหนู แย่งกันแทบตาย ถึงขนาดมีการประชันกลอนเพื่อชิงสิทธิ์... แต่คนบางคนนี่สิ นิสัยไม่ดี! ความรู้สู้เขาไม่ได้ แต่ดันใช้วรยุทธ์เข้าข่ม ปักกระบี่ลงพื้นแล้วประกาศกร้าวว่า 'ข้าจะไป ใครไม่พอใจมาคุยกับกระบี่ของข้า' แล้วก็แย่งสิทธิ์มาหน้าตาเฉย... ดูสิว่าคนเช่นนี้คบได้ที่ไหน เป็นบัณฑิตแท้ๆ แทนที่จะใช้เหตุผล ดันใช้กำลัง... แน่จริงเหตุใดไม่ไปใช้กำลังกับท่านแม่ทัพเยี่ยนบ้างล่ะ”

เยี่ยนหรูอวี้ที่ยืนอยู่ข้างๆ ยิ้มจางอย่างจนใจ

แม้จะไม่เคยพบหยวนหรู่ซีมาก่อน แต่แม่ของนางมักจะพูดถึงเขาเสมอว่า 'เป็นวิญญูชนที่แท้จริง และก็เป็นคนถ่อยที่แท้จริงเช่นกัน'

หยวนหรู่ซีหันไปมองสวินค่วง แล้วสวนกลับ “คุณหนูฉางอันใช้ความสามารถยึดพื้นที่วารสารทั้งฉบับ แม้แต่ท่านอธิการบดียังเอ่ยปากชมไม่ขาดปาก พวกข้าเลื่อมใสศรัทธา อยากจะมาพบหน้าก็ไม่เห็นจะผิดตรงไหน... อีกอย่าง คุณหนูฉางอันรู้ตัวว่าเป็นคนเดียวที่ได้ลงทั้งฉบับยังถ่อมตัวเสียนี่กระไร ไม่เหมือนท่านอธิการบดีบางคน...”

“สมัยก่อนแค่ได้ลงวารสารสามบทในฉบับเดียวก็ถือวารสารเล่มนั้นเดินร่อนไปทั่ว ใครทักทายก็ตอบไม่ตรงคำถามว่า 'อ้าว เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าฉบับนี้มีกลอนของข้าสามบท' หรือไม่ก็ 'ใช่ๆ ของข้าเอง ข้าสวินค่วง บทกวีสามบทนั่นแหละของข้า'...”

“ท่านซื่อเย่... ตอนนั้นท่านทำตัวน่าหมั่นไส้จนคนเขาเกลียดขี้หน้ากันทั้งเมือง จำไม่ได้หรือ”

เมื่อได้ยินวีรกรรมนี้...

ซูฉางอันมองสวินค่วง... ถึงจะดูเว่อร์ไปหน่อย แต่ก็เข้าใจได้

คนเรามันก็ต้องมีโมเมนต์อยากขิงบ้างอะไรบ้าง!

สวินค่วงผู้โดนแฉยิ้มเยาะอย่างมั่นใจ เชิดหน้าขึ้น “แล้วอย่างไร? แน่จริงเจ้าก็ลงให้ได้สักบทสิ! จนป่านนี้เจ้ายังไม่เคยได้ลงสักบทเลยนี่”

หยวนหรู่ซีได้ยินดังนั้น ก็ทำท่าจะควานหากระบี่ที่เอว แต่นึกได้ว่าไม่ได้พกมา จึงจ้องหน้าสวินค่วง “ถ้าข้าพกกระบี่มา เจ้ากล้าพูดกับข้าเช่นนี้หรือไม่?”

สวินค่วงตอบทันควัน “ถ้าเจ้าพกกระบี่มา ข้าก็วิ่งสิ! ใครไม่วิ่งเป็นหลาน!”

หยวนหรู่ซีผู้สุภาพเรียบร้อย ถึงกับพูดไม่ออกเมื่อเจอคนหน้าด้านไร้ยางอายอย่างสวินค่วง

ซูจื่อเฟิงที่นั่งดูอยู่ส่ายหน้าขำๆ แล้วหันมายิ้มกับซูฉางอัน

ซูฉางอันมองดูสุดยอดบัณฑิตสองท่านแห่งเมืองหลวงยืนเถียงกันเป็นเด็กๆ

ในใจคิดแต่ว่า...

ตีกันเลย! เร็วๆ สิ! อยากเห็นจอมยุทธ์นักดาบตีกัน!

ในที่สุด...

เพราะแค่มาส่งของ และรู้ว่าซูฉางอันมีธุระต้องทำ สวินค่วงและหยวนหรู่ซีจึงไม่ได้รั้งอยู่นาน หลังจากคุยสัพเพเหระอีกครู่หนึ่งก็ขอตัวกลับ

หลังจากร่ำลา...

ซูจื่อเฟิงมองส่งทั้งสองเดินออกไป แล้วก็กลับเข้าเรือนตัวเอง

ส่วนสวินค่วงหันมาถามหยวนหรู่ซียิ้มๆ “เป็นอย่างไร? รู้สึกว่านางไม่ธรรมดาเลยใช่หรือไม่!”

หยวนหรู่ซีค้อนขวับ “แน่นอนว่าต้องตกตะลึง มิน่าล่ะพวกนักเรียนที่ไปงานเมื่อคืน หรือพวกที่ได้เห็นแค่แวบเดียวที่หน้างาน ถึงได้เพ้อหากันถึงเพียงนั้น... แถมกิริยามารยาทและคุณธรรมก็น่านับถือ... เสียอย่างเดียว...”

พูดถึงตรงนี้ หยวนหรู่ซีขมวดคิ้ว “ลายมือนาง... น่าเกลียดถึงเพียงนั้นจริงหรือ?”

สวินค่วงถามกลับ “เจ้าว่าซูจื่อเฟิงขี้เหร่หรือไม่?”

หยวนหรู่ซีตอบทันที “ขี้เหร่!”

สวินค่วงสวน “ลายมือนางขี้เหร่กว่าหน้าซูจื่อเฟิงอีก!”

หยวนหรู่ซีอุทาน “โห! เช่นนั้นก็น่าเกลียดบรมเลยสิ!”

สวินค่วงหัวเราะ “ก็ใช่น่ะสิ ไม่เช่นนั้นท่านอธิการบดีจะส่งเจ้ามาเพื่ออะไร”

หยวนหรู่ซีส่ายหน้า “นี่ก็เป็นเรื่องที่ข้าไม่เข้าใจ ท่านอธิการบดีให้ข้ามาดูว่าคุณหนูฉางอันพอจะมีแววหรือไม่ ถ้ามีแววก็ให้ช่วยสอนเรื่องการเขียนพู่กัน แล้วก็... ให้ถ่ายทอดวิชาเพลงกระบี่ของข้าให้นางด้วย... เรื่องเขียนพู่กันข้าพอจะถูไถสอนได้ แต่เพลงกระบี่เนี่ย... ท่านอธิการบดีเห็นว่าข้าแก่แล้ว เลยอยากให้ข้ารีบหาศิษย์สืบทอดหรือ?”

สวินค่วงยักไหล่ “ใครจะไปเดาใจท่านอธิการบดีมู่ได้ บางทีท่านอาจแค่อยากให้เจ้า... จอมยุทธ์กระบี่วารีผู้โด่งดังในยุทธภพ มีทายาทสืบทอดวิชาก็ได้กระมัง?”

แล้วสวินค่วงก็ถาม “สรุปแล้ว... จะสอนหรือไม่สอน?”

หยวนหรู่ซีขมวดคิ้ว “รอดูก่อน อย่าเพิ่งรีบร้อน”

สวินค่วงพยักหน้า “ก็ดี ข้าอุตส่าห์โม้ไว้เยอะ นางคงจำเจ้าได้แม่นแล้วล่ะ ไม่ต้องรีบหรอก”

หยวนหรู่ซีหน้าตึงขึ้นมาทันที “เจ้าไม่พูดข้าเกือบลืมไปแล้ว! เรื่องที่ข้าแพ้แม่ทัพเยี่ยนน่ะพอทน แต่ไอ้ที่บอกว่าข้าเอากระบี่ขู่คนในสำนักศึกษาหลวงเพื่อให้ได้มาที่นี่น่ะ... แต่งเรื่องได้ทุเรศมาก! ถ้าคนอื่นได้ยินเข้า ชื่อเสียงข้าป่นปี้หมด! ข้าจะกลายเป็นพวกอันธพาลใช้วรยุทธ์รังแกคนไม่มีทางสู้ไปเลยนะ!!”

สวินค่วงหัวเราะร่า “ก็หวังดี! อีกอย่าง... ไม่แต่งเรื่องแล้วจะเรียกว่าบัณฑิตหรือ? บัณฑิตที่ไม่แต่งเรื่องมีที่ไหน! จริงหรือไม่!”

แต่พูดยังไม่ทันจบ เห็นหยวนหรู่ซีเริ่มหน้าเขียว สวินค่วงก็โกยแน่บ! ตะโกนทิ้งท้าย “แล้วข้าก็บอกไปแล้วด้วย... ใครไม่วิ่งเป็นหลาน!!”

หยวนหรู่ซีขมวดคิ้ว แต่ก็ขี้เกียจวิ่งไล่ตาม หันหลังกลับไปมองประตูจวนตระกูลซูอันโอ่อ่า

“เรื่องคุณธรรมผ่านเกณฑ์... แต่...” หยวนหรู่ซีส่ายหน้า “ต้องรอดูกันต่อไป”

พอหันกลับมา...

เห็นสวินค่วงสะดุดขาตัวเองล้มกลิ้งโค่โล่ท่ามกลางคนมากมาย

หยวนหรู่ซีรีบหันหน้าหนี เดินไปอีกทาง ทำเป็นไม่รู้จักคนคนนี้

ทางด้านเรือนอี่เหมย

ซูฉางอันหันไปมองเยี่ยนหรูอวี้

...........................................................

จบบทที่ บทที่ 35 รีบๆ ตีกันสักทีสิ!!

คัดลอกลิงก์แล้ว