- หน้าแรก
- ช่วยด้วยขอรับ จักรพรรดินีจะจับข้าทำเมีย
- บทที่ 34 เรื่องใหญ่ระดับสะท้านฟ้าดิน
บทที่ 34 เรื่องใหญ่ระดับสะท้านฟ้าดิน
บทที่ 34 เรื่องใหญ่ระดับสะท้านฟ้าดิน
แม่หนูผมจุกชี้ฟ้าวิ่งเร็วราวกับติดปีก เพียงชั่วพริบตาก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าซูฉางอัน ในมือชูกระดาษที่เต็มไปด้วยตัวอักษร
เมื่อเห็นซูฉางอันส่งยิ้มให้ คำพูดเป็นหมื่นเป็นล้านคำที่เตรียมมาตลอดทางก็อันตรธานหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงรอยยิ้มกว้างจนเห็นฟันหลอ พยายามยัดเยียดกระดาษในมือใส่มือซูฉางอันอย่างสุดความสามารถ ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น
“นี่เจ้าค่ะ! ท่านพี่ดูนี่เร็วเข้า!!”
ซูฉางอันรับกระดาษมา สิ่งแรกที่เห็นคือคำว่า “วารสารรวมบทกวี”
เมื่อไล่สายตาลงมา...
เยี่ยมไปเลย! ทั้งหน้ากระดาษเต็มไปด้วยบทกวีที่เขาคัดลอกจากโลกก่อนมาทั้งนั้น แถมยังมีบทสนทนาถามตอบธรรมะกับปราชญ์ชราเหยาอีกด้วย
ซูหว่านเอ๋อร์ดูจะตื่นเต้นยิ่งกว่าซูฉางอันร้อยเท่า นางรีบพูดรัวเร็ว “มันสุดยอดมากเลยเจ้าค่ะ! ท่านลุงใหญ่บอกว่าตั้งแต่มีวารสารรวมบทกวีมา คนที่เก่งที่สุดยังได้ลงแค่สี่บทในฉบับเดียว ขนาดพี่หญิงรองก็นานๆ ทีถึงจะได้ลงสักบท แต่ของพี่หญิงใหญ่เหมาหมดทั้งฉบับเลยนะเจ้าคะ! ท่านลุงใหญ่บอกว่านี่เป็นเรื่องเหลือเชื่อมาก! แถมเมื่อกี้ตอนเรียน ท่านอาจารย์พอได้อ่านวารสารรวมบทกวีฉบับนี้ก็อ่านเพลินจนลืมสอนหนังสือเลยเจ้าค่ะ พอพวกเราทัก ท่านก็เอาแต่พร่ำบ่นว่าพี่หญิงใหญ่ 'เปี่ยมด้วยพรสวรรค์และความงาม' อะไรทำนองนั้น แล้วยังกำชับให้ข้าเอาเยี่ยงอย่างท่านพี่ด้วย”
ซูหว่านเอ๋อร์พูดเจื้อยแจ้วไม่หยุดปาก
ซูฉางอันก้มมองวารสารรวมบทกวีในมือ
เขารู้จักสิ่งนี้ดี ตอนที่ไปซื้อกระต่ายเคยเห็นผ่านตาและได้สอบถามเยี่ยนหรูอวี้มาบ้างแล้ว
และเมื่อคืนซูหลินหานก็เพิ่งบอกเขาไปหยกๆ ว่าจะได้ลงตีพิมพ์
ทว่า...
เมื่อมองดูซูหว่านเอ๋อร์ที่ตื่นเต้นจนแทบจะกระโดดตัวลอย ยิ่งพูดยิ่งเร็ว ยิ่งพูดยิ่งลิ้นพันกัน ซูฉางอันกลัวว่าแม่หนูน้อยจะสำลักน้ำลายตัวเองตายเสียก่อน จึงยื่นมือไปบีบแก้มยุ้ยๆ นั้นเบาๆ แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ค่อยๆ พูดสิ ท่านอาจารย์ไม่ได้สอนหรือว่า 'วิญญูชนพึงกระทำสิ่งใดไม่รีบร้อน เผชิญเหตุไม่ตื่นตระหนก วาจาไม่เกรี้ยวกราด'”
ซูหว่านเอ๋อร์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มแหยๆ “ท่านอาจารย์ก็สอนเจ้าค่ะ แต่ว่า... ก็มันตื่นเต้นนี่นา นี่มันเรื่องใหญ่ระดับสะท้านฟ้าดินเลยนะเจ้าคะ!”
พูดจบ แม่หนูน้อยก็วาดแขนเป็นวงกลมกว้างใหญ่ประกอบคำพูด “ข้าดีใจแทนพี่หญิงใหญ่จริงๆ คนทั้งจวนภูมิใจกันจะแย่ ท่านลุงสามยิ้มหน้าบานแจกเงินรางวัลบ่าวไพร่กันยกใหญ่ ขนาดข้ายังได้เงินก้อนโตมาตั้งหนึ่งก้อนแน่ะ!”
แต่พอพูดถึงตรงนี้ ซูหว่านเอ๋อร์ก็นึกขึ้นได้ “อ้อ! ได้ยินท่านลุงใหญ่บอกว่า เมื่อคืนท่านปู่ดีใจมาก ดื่มสุราไปเยอะจนเมาเลยเจ้าค่ะ เห็นว่าท่านปู่ไม่ได้เมาแบบนี้มาหลายปีแล้ว”
ได้ยินดังนั้น ซูฉางอันก็ขมวดคิ้ว อายุถึงเพียงนั้นแล้วดื่มจนเมามายมันไม่ใช่เรื่องดี ยิ่งสุขภาพของท่านราชครูซูก็ดูไม่ค่อยแข็งแรงอยู่ด้วย
วันนี้คงต้องทำอาหารอ่อนๆ ย่อยง่ายไปฝากท่านผู้เฒ่าสักหน่อย
เยี่ยนหรูอวี้เดินออกมาจากเรือน เห็นวารสารรวมบทกวีในมือซูฉางอันก็เอ่ยด้วยความทึ่ง “ยอดเยี่ยมจริงๆ เจ้าค่ะ แม้ข้าจะไม่ค่อยสนใจเรื่องพวกนี้ แต่ก็ได้ยินมาตลอดว่าเหล่าบัณฑิตถือเอาการได้ลงตีพิมพ์ในวารสารรวมบทกวีเป็นเกียรติยศสูงสุด”
ซูหว่านเอ๋อร์ยิ้มกว้างจนตาหยี “ใช่แล้วเจ้าค่ะ! แถมยังเป็นฉบับพิเศษที่มีแต่ผลงานของพี่หญิงใหญ่ทั้งฉบับ! ได้ยินท่านอาจารย์สวินกับท่านอาจารย์หยวนที่เอาสมุดคัดลายมือของท่านอาจารย์เหยาและท่านอาจารย์สุ่ยอวิ๋นมาส่งบอกว่า ตอนนี้ทั้งเมืองหลวงกำลังพูดถึงแต่เรื่องพี่หญิงใหญ่ แม้แต่ในสำนักศึกษาหลวงก็แตกตื่นกันไปหมด”
ซูฉางอันชะงัก กำลังจะเอ่ยปากถาม
แต่เสียงพูดคุยจากหน้าประตูเรือนก็ดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
เมื่อหันไปมอง...
ก็เห็นซูจื่อเฟิงเดินนำชายสองคนเข้ามา คนหนึ่งคือสวินค่วงที่ยังคงสภาพซกมกเหมือนเดิม ส่วนอีกคนเป็นชายวัยกลางคนที่ดูสุภาพเรียบร้อยและภูมิฐาน
ชายวัยกลางคนผู้นี้เมื่อยืนเทียบกับสวินค่วง ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
คนหนึ่งเสื้อผ้าหน้าผมเรียบกริบ อีกคนผมเผ้ารุงรังเสื้อผ้าหลุดลุ่ย!
เมื่อเห็นซูฉางอันมองมา สวินค่วงก็รีบสาวเท้าเข้ามาทักทาย “คุณหนูฉางอัน ไม่เจอกันแค่วันเดียว สบายดีหรือไม่ขอรับ”
ซูฉางอันรีบคารวะตอบ “ท่านซื่อเย่เกรงใจไปแล้ว”
จากนั้นชายผู้แต่งกายเรียบร้อยก็ก้าวออกมา ประสานมือคารวะซูฉางอัน “หยวนหรู่ซี คารวะคุณหนูฉางอัน”
ซูฉางอันรีบคารวะตอบ
ซูจื่อเฟิงจึงเอ่ยแนะนำ “ฉางอัน ท่านซื่อเย่สวินเจ้าคงไม่ต้องแนะนำแล้ว ส่วนท่านนี้คืออาจารย์หยวน เป็นอาจารย์ระดับสูงแห่งสำนักศึกษาหลวง”
ซูฉางอันได้ยินตำแหน่งก็รู้ทันทีว่าเป็นระดับอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ จึงคารวะอีกครั้ง “ฉางอัน คารวะท่านอาจารย์เจ้าค่ะ”
หยวนหรู่ซียิ้มละไม “คุณหนูฉางอันไม่ต้องมากพิธี วันนี้ข้ามาในนามตัวแทนของท่านอาจารย์เหยาและท่านอาจารย์สุ่ยอวิ๋น เพื่อนำสมุดคัดลายมือที่ทั้งสองท่านประสงค์จะมอบให้คุณหนูมาส่งขอรับ”
พูดจบ...
หยวนหรู่ซีก็ยื่นห่อผ้าที่ถือไว้ในมือให้ซูฉางอัน
ซูฉางอันรีบรับมาด้วยความเกรงใจ
สวินค่วงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็รีบพูดแทรก “ส่วนนี่ เป็นของที่ข้ารับปากว่าจะให้คุณหนูเมื่อวาน”
ว่าแล้วก็ยื่นห่อผ้าของตัวเองให้ซูฉางอันเช่นกัน
ซูฉางอันรับมาแล้วผายมือเชื้อเชิญ “เชิญด้านในเจ้าค่ะ”
ซูหว่านเอ๋อร์รีบวิ่งมาช่วยถือห่อผ้าทั้งสองอย่างรู้งาน แล้วประคองมันเดินต้วมเตี้ยมไปเก็บที่ห้องหนังสืออย่างระมัดระวัง
ทุกคนเห็นภาพนั้นก็อดยิ้มไม่ได้
ในตอนนั้นเอง เยี่ยนหรูอวี้ก้าวออกมา ประสานมือคารวะหยวนหรู่ซีอย่างนอบน้อมผิดปกติ “เยี่ยนหรูอวี้ คารวะท่านอาจารย์หยวน”
หยวนหรู่ซีรีบประสานมือตอบ “ข้าไม่กล้ารับการคารวะจากท่านแม่ทัพเยี่ยนหรอก”
เยี่ยนหรูอวี้ยิ้มจาง “ท่านแม่มักกล่าวเสมอว่า ในเมืองหลวงมีจอมยุทธ์เพลงกระบี่มากมาย แต่ท่านอาจารย์หยวนคือผู้ที่ควรค่าแก่การเคารพที่สุด โดยเฉพาะวิชา 'กระบี่พู่กัน' ที่ท่านบัญญัติขึ้นเอง ท่านแม่เอ่ยชมไม่ขาดปากเลยเจ้าค่ะ”
หยวนหรู่ซีรีบส่ายหน้า “แล้วแม่เจ้าได้เล่าหรือไม่ ว่าวันนั้นข้าโดนนางใช้ฝักดาบฟาดจนสลบเหมือด?”
เยี่ยนหรูอวี้หน้าเจื่อนลงเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้ายอมรับ “เล่าบ้างเจ้าค่ะ แต่ท่านแม่บอกว่าในวันนั้น คนส่วนใหญ่ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะทำให้นางชักฝักดาบออกมาใช้ด้วยซ้ำ”
หยวนหรู่ซีหัวเราะชอบใจ ลูบเคราเบาๆ “นั่นสินะ พอนึกย้อนไป วันนั้นมีแค่สี่คนเองกระมังที่ทำให้นางต้องใช้ฝักดาบ ที่เหลือโดนถีบกระเด็นตกเวทีหมด สงสัยเพราะเช่นนี้แม่เจ้าเลยจำข้าได้แม่นจนเอามาชมให้เจ้าฟัง”
เยี่ยนหรูอวี้ยิ้มแห้งๆ ไม่รู้จะต่อบทสนทนาอย่างไร
ซูฉางอันที่ยืนฟังอยู่ รู้สึกประหลาดใจที่บัณฑิตมาดนุ่มนวลผู้นี้ แท้จริงแล้วเป็นจอมยุทธ์เพลงกระบี่!
ภาพในจินตนาการผุดขึ้นมา... บัณฑิตหนุ่มถือกระบี่ ยืนหยัดท้าลมหนาว
โฮ่...
บัณฑิตนักดาบ
เท่ชะมัด!
แต่แล้ว...
สวินค่วงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็เบะปาก “ข้าจำได้ว่าตอนนั้นฝักดาบของแม่ทัพเยี่ยนยังไม่ทันโดนตัวเจ้าเลย เจ้าก็สะดุดขาตัวเองกลิ้งตกเวทีไปแล้ว แถมท่าตอนตกลงไป... ก้นชี้ฟ้าหน้าทิ่มดิน เป็นท่า 'จูบธรณีสำนึกผิด' ที่งามหยดจริงๆ”
ได้ยินเช่นนั้น...
ภาพบัณฑิตนักดาบสุดเท่ในหัวของซูฉางอันก็แตกสลายกลายเป็นภาพคนล้มท่าหมาจูบดินทันที
เยี่ยม...
ฝันสลาย!
หยวนหรู่ซีค้อนขวับใส่สวินค่วงด้วยความหมั่นไส้ แล้วเลิกสนใจสหายจอมปากมาก หันมามองซูฉางอัน “บทกวี 'เมฆาชวนให้นึกถึงอาภรณ์ บุปผาชวนให้นึกถึงใบหน้า' ข้าเคยสงสัยว่าความงามระดับนั้นจะมีจริงหรือ วันนี้ได้มาเห็นกับตา... งามดั่งเทพธิดาจริงๆ”
ซูฉางอันยิ้มแห้งๆ โดนชมว่าสวยจนชินชาไปแล้ว
ทำไงได้...
เลยต้องย่อกายคารวะ “ท่านอาจารย์กล่าวชมเกินไปแล้วเจ้าค่ะ”
ทว่าหยวนหรู่ซีมองสำรวจการแต่งกายของซูฉางอันด้วยความสงสัย วันนี้คุณหนูใหญ่ไม่ได้แต่งกายงดงามสมฐานะ แต่กลับสวมผ้ากันเปื้อน มัดแขนเสื้อและชายกระโปรงขึ้นทะมัดทะแมงราวกับแม่ครัว
“คุณหนูฉางอัน... วันนี้แต่งกายเช่นนี้ กำลังจะทำอะไรหรือ?”
...
................................................................