เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 33 ทั่วเมืองหลวงล้วนกล่าวขานนาม 'ซูฉางอัน'

บทที่ 33 ทั่วเมืองหลวงล้วนกล่าวขานนาม 'ซูฉางอัน'

บทที่ 33 ทั่วเมืองหลวงล้วนกล่าวขานนาม 'ซูฉางอัน'


ภายในสำนักศึกษาหลวงแห่งราชวงศ์ต้าเซี่ย มีหน่วยงานพิเศษอยู่หน่วยหนึ่ง ซึ่งก่อตั้งโดย “มู่ซวี่” อธิการบดีคนปัจจุบัน หน่วยงานนั้นคือ “เรือนสำนักพิมพ์”

แม้เหล่าบัณฑิตจะรังเกียจกลิ่นสาบของเงินทอง แต่ในสำนักศึกษาหลวงอันเป็นสถานศึกษาที่ใฝ่ฝันของบัณฑิตทั่วหล้า เรือนสำนักพิมพ์แห่งนี้กลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายของธุรกิจ

หน้าที่ของเรือนสำนักพิมพ์คือการตีพิมพ์และจำหน่ายบทความ วารสารและผลงานต่างๆ ไปทั่วเมืองหลวง

โดยรายได้ส่วนใหญ่จะนำไปเป็นทุนการศึกษาและค่าครองชีพให้กับบัณฑิตยากจนในสำนักศึกษาหลวง

ตามคำพูดของท่านอธิการบดีมู่ซวี่ที่ว่า 'แต่งกลอนออกมาทั้งที ถ้าไม่ได้เงินสักแดงสองแดง ไม่ขาดทุนแย่หรือ?'

คำพูดนี้ทำให้ท่านอธิการบดีถูกเหล่าขุนนางหัวโบราณถวายฎีกาโจมตีต่อหน้าอดีตจักรพรรดิอยู่บ่อยครั้ง และยังถูกวงการวรรณกรรมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

ถึงขนาดมีปราชญ์อาวุโสท่านหนึ่งชี้หน้าด่าว่า 'ทำตัวไร้ยางอาย เต็มไปด้วยความโลภ จะเป็นแบบอย่างให้บัณฑิตทั่วหล้าได้อย่างไร!'

ท่านอธิการบดีก็สวนกลับไปว่า 'เช่นนั้นท่านก็อย่าเก็บค่าเล่าเรียนจากลูกศิษย์สิ ถ้าแน่จริง'

เถียงกันไปเถียงกันมา กลายเป็นเรื่องสนุกสนานของชาวเมือง

สุดท้ายอดีตจักรพรรดิต้องออกโรงหย่าศึก เรื่องถึงจบลง

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผลงานที่ตีพิมพ์โดยเรือนสำนักพิมพ์กลับได้รับความนิยมจากชาวเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ

บัณฑิตทั่วเมืองหลวงและต่างเมืองต่างพากันส่งผลงานมาที่เรือนสำนักพิมพ์ หวังว่าจะได้รับการตีพิมพ์สักครั้ง

นานวันเข้า การได้ลงตีพิมพ์ในวารสารของเรือนสำนักพิมพ์กลายเป็นความภาคภูมิใจและเป็นเกียรติยศที่น่าอิจฉา

ยิ่งถ้าใครได้ลงต่อเนื่อง ก็ยิ่งถือเป็นเกียรติประวัติสูงสุดในชีวิตบัณฑิต

วารสารนี้ตีพิมพ์จำหน่ายทุกวันตามร้านหนังสือทั่วเมืองหลวง

แม้ราคาจะแค่ฉบับละหนึ่งอีแปะ แต่ด้วยยอดขายถล่มทลาย รายได้จึงมหาศาล ช่วงแรกท่านอธิการบดีมู่ซวี่จะแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งให้เจ้าของผลงาน

แต่พอรู้ว่าเงินส่วนใหญ่ถูกนำไปช่วยเหลือนักเรียนยากจน เจ้าของผลงานส่วนใหญ่จึงปฏิเสธไม่รับเงิน

นานเข้า ท่านอธิการบดีคงขี้เกียจตามจ่าย เลยประกาศว่า ใครอยากได้เงินให้มารับเองที่สำนักศึกษาหลวง ถ้าไม่มาถือว่าบริจาค

แต่การได้ลงตีพิมพ์ก็ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดแล้ว ใครจะหน้าด้านไปเอาเงินอีก?

ยิ่งบัณฑิตถือเรื่องศักดิ์ศรีเป็นสำคัญก็ยิ่งไม่มีใครกล้าไปทวงเงิน

แต่ถึงจะไม่ได้เงิน เหล่าบัณฑิตก็ยังแย่งกันส่งผลงานมาไม่ขาดสาย เพื่อชื่อเสียงและเกียรติยศ!

และวันนี้...

ยังไม่ทันจะเที่ยง วารสารฉบับล่าสุดก็ขายหมดเกลี้ยงทุกแผงในเมืองหลวง!

เหล่าบัณฑิตต่างพากันไปอออยู่หน้าร้านหนังสือ ยอมจ่ายราคาสูงลิ่วเพื่อขอซื้อต่อ

เพราะทุกคนต่างเฝ้ารอที่จะได้อ่านบทกวี 'ราตรีวสันต์หนึ่งห้วงยามมีค่าพันตำลึงทอง'

และบทกวี 'ฝันหวานเต็มลำเรือทับถมทางช้างเผือก' ที่ร่ำลือกัน

แม้บทกวีเหล่านี้จะแพร่สะพัดไปทั่วเมืองตั้งแต่เมื่อคืน แต่การได้อ่านจากวารสารฉบับจริง... มันได้อารมณ์กว่าเยอะ!

ทว่า... นั่นไม่ใช่เหตุผลหลักที่ทำให้วารสารฉบับนี้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า!

เหตุผลที่แท้จริงคือ...

วารสารฉบับนี้...

ทั้งเล่ม!

นอกจากบทกวี 'ราตรีวสันต์' และอีกสองวรรคทองแล้ว...

ยังมีบทกวี 'เมฆาชวนให้นึกถึงอาภรณ์' และบทกวีอื่นๆ ที่ซูฉางอันเคยเขียนให้ซูหว่านเอ๋อร์อีกห้าบท! ถูกตีพิมพ์ลงไปครบถ้วนสมบูรณ์!

ดังนั้น...

คนที่ซื้อมาเพื่ออ่านบทกวีราตรีวสันต์... ถึงกับตกตะลึง!

คนที่มาซื้อทีหลัง... ก็อึ้ง!

คนที่มาซื้อเป็นคนสุดท้าย... ยิ่งอึ้งหนักกว่าเดิม เพราะวารสารหมดเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่เงา!

วารสารทั้งเล่ม มีแต่ชื่อ 'ซูฉางอัน' เต็มไปหมด!

บทกวีชมโฉมสาวงามห้าบท รวมกับบทกวีราตรีวสันต์เป็นหกบท บวกกับอีกสองวรรคทอง และบทสนทนาธรรมะกับอาจารย์เหยา

ทุกคนตกตะลึง!

เพราะการที่วารสารทั้งฉบับอุทิศให้ผลงานของคนคนเดียว เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์!

แม้จะมีบทสนทนาของปราชญ์ชรารวมอยู่ด้วย แต่ตัวเอกของเรื่องก็คือซูฉางอันอยู่ดี

โดยเฉพาะบทกวีชมโฉมทั้งห้าบทที่งดงามวิจิตรตระการตา

โดยเฉพาะ 'เมฆาชวนให้นึกถึงอาภรณ์ บุปผาชวนให้นึกถึงใบหน้า' ที่เป็นที่สุดแห่งความงาม!

และแล้ว...

ทั่วทั้งเมืองลั่วอัน บัณฑิตต่างถือวารสารในมือ บ้างก็อ่านคนเดียว บ้างก็จับกลุ่มวิจารณ์กันอย่างออกรส

ส่วนคนที่หาซื้อไม่ได้ก็ต้องวิ่งวุ่นไปขอยืมอ่านจากคนอื่น

“แม่นางฉางอันโดดเด่นเหนือใคร สยบทั้งงานบทกวี! พี่จาง เรื่องเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในงานชุมนุมบทกวีต้อนรับฤดูหนาวใช่หรือไม่?”

“ไม่ใช่แค่สยบงานบทกวีนะ เจ้าเคยเห็นใครยึดครองพื้นที่วารสารทั้งฉบับคนเดียวเช่นนี้หรือไม่ล่ะ?”

“ฮ่าๆๆ จริงด้วย! แต่... เฮ้อ!! เสียดายจริงๆ ที่เมื่อคืนพวกเราไม่ได้ไปที่ภัตตาคารชิงหยา ไม่ได้เห็นโฉมหน้าคุณหนูซูฉางอันกับตา ว่าจะงดงามสมกับบทกวี 'เมฆาชวนให้นึกถึงอาภรณ์' จริงหรือเปล่า!”

“อย่าเพิ่งเพ้อเจ้อสิพี่จาง! บทกวีชมโฉมน่ะงดงามก็จริง แต่ข้าชอบ 'ราตรีวสันต์หนึ่งห้วงยามมีค่าพันตำลึงทอง บุปผาส่งกลิ่นหอมกรุ่น จันทร์กระจ่างทอเงาสลัว' มากกว่า ดูเผินๆ เหมือนแค่บรรยายความงาม แต่พอลองเอาไปเทียบกับ 'อ่านหนังสือแตกฉานหมื่นเล่ม ยามจรดพู่กันดุจมีเทพเจ้ามาดลใจ' แล้ว... ข้ารู้สึกเหมือนโดนเตือนสติว่า 'เวลาเป็นเงินเป็นทอง จงรีบอ่านหนังสือเสีย!'”

“แหม... ตอนที่เจ้าอ่านวรรค 'สงสัยจะเป็นเทพธิดาจำแลงแปลงกายลงมา เพียงหันมาส่งยิ้มก็สว่างไสวยิ่งกว่าแสงดาว' เจ้าไม่เห็นจะพูดแบบนี้เลยนี่”

“ก็เขาว่ากันว่าเมื่อคืนคุณหนูซูหันกลับมายิ้มให้ พออ่านเจอวรรคนี้ ข้าก็แค่ซาบซึ้งไปหน่อย... ว่าแต่นางเป็นเทพธิดาจริงๆ หรือเนี่ย?”

“ตอนแรกนึกว่า 'หิมะยอมพ่ายแพ้ให้กับกลิ่นหอมของดอกเหมยหนึ่งช่วงตัว' คือที่สุดแล้ว แต่พอมาเจอวารสารฉบับวันนี้... คุณหนูซูฉางอันยัง... พี่เฉิน! เลิกเพ้อได้แล้ว!”

“นางคือโฉมงามแห่งยุคจริงๆ นะพี่หลี่! เจ้าไม่ได้ไปเมื่อวาน ถ้าเจ้าได้ไป แล้ววันนี้มาอ่านบทกวีชมโฉมพวกนี้ เจ้าจะรู้เลยว่าคุณหนูซูเขียนถึงตัวเองชัดๆ! สวยเหมือนเทพธิดาจันทร์เพ็ญ! วรรคที่ว่า 'เพียงนางเยื้องย่างเข้ามาในงานเลี้ยง ก็สะกดทุกสายตาให้หยุดนิ่ง ราวกับได้ยลโฉมงามแห่งยุคทอง'... การที่นางไปร่วมงานเมื่อคืน ทำให้พวกเราได้เห็นโฉมงามแห่งยุคทองจริงๆ!”

“แล้วหากเทียบกับแม่นางหลิวไป๋ซือล่ะ?”

“เมื่อคืนมีคนเปรียบเทียบเหมือนกัน เขาบอกว่าเทพธิดาบนสวรรค์กับนางฟ้าตกสวรรค์มันเทียบกันไม่ได้ แต่ข้าจะบอกให้นะพี่หลี่... คุณหนูซูคือเทพธิดาที่ลงมาจุติบนโลกมนุษย์ ส่วนแม่นางหลิวไป๋ซือเป็นแค่คนธรรมดา จะเอามาเทียบกับเทพธิดาได้อย่างไร!”

“แค่ดูจากบทสนทนากับท่านอาจารย์เหยา พวกเราบัณฑิตใหม่เทียบกับนางไม่ได้เลยแม้แต่ครึ่งส่วน”

“เยี่ยนซู เมื่อคืนเจ้าอยู่ในงานนี่นา พวกเราเมาแอ๋เลยไม่รู้เรื่อง เล่าให้ฟังหน่อยสิว่าคุณหนูซูเป็นคนอย่างไร”

“นินทาลับหลังมันไม่ดีนะ”

“ไม่ได้นินทาเสียๆ หายๆ สักหน่อย แค่อยากรู้เรื่องของบุคคลในอุดมคติเฉยๆ”

“เช่นนั้นข้าเล่าจบแล้ว พวกเราคุยแค่เรื่องบทกวีนะ ไม่คุยเรื่องคน... ข้าว่า... คุณหนูซูสวยมาก”

“เยี่ยนซู! ถ้าเจ้ายังพูดจาเช่นนี้อีก ข้าจะไม่ให้ยืมหนังสือแล้วนะ! เรื่องสวยน่ะรู้แล้ว! เอาเรื่องอื่น!”

“ฮ่าๆๆ เช่นนั้นคุยเรื่องบทกวีต่อเถอะ เรื่องคน... ไว้วันหลังพวกเจ้าไปเจอเองก็รู้ ข้าสรรหาคำมาบรรยายความงามระดับนั้นไม่ถูกจริงๆ”

บัณฑิตทั่วเมืองลั่วอันต่างพูดคุยกันแต่เรื่องนี้

แต่...

เมื่อเทียบกับพวกบัณฑิต ชาวบ้านร้านตลาดกลับพูดคุยกันอย่างออกรสและตรงไปตรงมามากกว่า

พวกเขาอ่านบทกวีไม่รู้เรื่องหรอก

แต่ชอบฟังพวกบัณฑิตโม้เรื่องซูฉางอัน แล้วก็พยักหน้าเห็นด้วยว่า... คุณหนูซูสุดยอดจริงๆ!!

โดยเฉพาะวีรกรรมในงานเมื่อคืนผสมกับคำยกย่องของพวกบัณฑิต ทำให้ชาวบ้านมีเรื่องคุยกันไปอีกหลายวัน!

เรื่องที่คุณหนูซูใช้คำว่า “แพ้” ปฏิเสธคุณชายเจ้าสำราญเล่อจงเจี๋ยผู้ฉาวโฉ่

แถมเล่อจงเจี๋ยยังโดนใต้เท้าซูจื่อมู่ตามไปคิดบัญชีถึงบ้าน

และตอนนี้...

เล่อจงเจี๋ยถูกส่งตัวออกจากเมืองหลวงไปแล้ว ไม่รู้ชะตากรรม

แต่มีข่าววงในว่าขาทั้งสองข้างหักสะบั้น และใบหน้าหล่อเหลาก็บวมเป่งไปด้วยรอยฝ่ามือ

ชาวบ้านไม่เข้าใจเรื่องบทกวี แต่ชอบฟังเรื่องแบบนี้!

ยิ่งเล่อจงเจี๋ยเป็นคนเลวที่ชอบรังแกชาวบ้าน พอได้ยินว่าได้รับกรรม ชาวบ้านก็สะใจ ร้องเชียร์กันเกรียวกราว

ใครบ้างจะไม่เกลียดพวกคุณชายจอมกร่าง! ใครบ้างจะไม่อยากเห็นพวกมันได้รับผลกรรม!

แถมยังมีเรื่องที่คุณหนูซูฉางอันกินน่องไก่ในงานอีก...

ชาวบ้านฟังแล้วตบเข่าฉาด! นี่สิคนจริง!

อะไรคือต้องกินคำเล็กๆ เคี้ยวช้าๆ ให้ดูเป็นผู้ดี!

สำหรับชาวบ้านที่ต้องทำมาหากิน การกินให้อร่อยมันต้องกินให้เต็มปากเต็มคำ!

กินน่องไก่ กินซี่โครงแกะ มันต้องใช้มือจับ! ปากมันแผล็บ! แบบนี้สิถึงจะอร่อย!

ทุกคนเลยลงความเห็นว่า คุณหนูใหญ่ตระกูลซูเป็นคนติดดิน ไม่ถือตัว น่ารักน่าเอ็นดู!

ถึงขั้นมีคนตั้งฉายาให้ว่า “คุณหนูน่องไก่”

ไหนจะเรื่องช่วยสาวใช้ถือของ ช่วยพูดแก้ต่างให้เสี่ยวเอ้อ...

ชาวบ้านฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นหัวใจ!

ไม่รู้สึกว่านางอยู่สูงเกินเอื้อมเหมือนลูกท่านหลานเธอคนอื่นๆ

ส่วนเรื่องสวยไม่สวย ชาวบ้านไม่สนใจคำเปรียบเปรยหรูหรา รู้แค่ว่าพวกบัณฑิตบอกว่าสวยเหมือนนางฟ้า...

เช่นนั้นก็สรุปว่า...

คุณหนูใหญ่ตระกูลซูคือนางฟ้าที่งดงามมาก!!

จากนั้นข่าวลือเรื่องลูกนอกสมรสหรือสาวชาวบ้านป่าก็หายเงียบไป

ต่อให้มีคนพูดว่าท่านั่งกินน่องไก่ของนางดูเหมือนสาวชาวบ้าน ก็จะมีคนเถียงทันควันว่า ถ้าสาวชาวบ้านทั่วหล้าเป็นแบบคุณหนูซูได้ โลกนี้คงวุ่นวายน่าดู!

แล้วก็จบด้วยเสียงหัวเราะ

แน่นอน...

ไม่ได้มีแค่เรื่องของซูฉางอัน เรื่องบัณฑิตกระโดดน้ำ บัณฑิตนอนหนาวตายในสวนดอกไม้ หรือบัณฑิตไปกอดนางโลมร้องไห้คร่ำครวญถึงซูฉางอัน ก็กลายเป็นเรื่องตลกขบขันในวงสนทนาของชาวบ้านเช่นกัน

แต่ทว่า...

เรื่องราวเหล่านี้...

ซูฉางอันไม่รู้และไม่มีเวลาจะรับรู้

เพราะวันนี้... เขาต้องทำภารกิจสำคัญสามอย่าง!

หนึ่ง... ง้อจักรพรรดินีให้หายโกรธ!

สอง... ทำให้จักรพรรดินีอารมณ์ดี!

และสาม... คุยเรื่องเรียนวรยุทธ์กับเยี่ยนหรูอวี้อีกรอบ

ทั้งสามเรื่องล้วนเกี่ยวข้องกับความอยู่รอดของชีวิต ดังนั้นจึงสำคัญยิ่งชีพ

และตอนนี้...

เขากำลังทำภารกิจแรกอยู่

ซูฉางอันสวมผ้ากันเปื้อน มัดแขนเสื้อทะมัดทะแมง นั่งยองๆ อยู่หน้าเตาไฟ จ้องมองท่อนฟืนเล็กๆ ที่เขาจงใจเผาเพื่อเอามาทำเป็นแท่งถ่าน

เยี่ยนหรูอวี้ยืนมองด้วยความสงสัย

ส่วนเมาเมา... ไปห้องเก็บของเพื่อหาวัตถุดิบมาให้ซูฉางอัน

รอจนท่อนฟืนไหม้ได้ที่...

ซูฉางอันใช้คีมเหล็กเขี่ยออกมาวางรวมกับถ่านก้อนอื่นๆ รอให้ไฟมอด

ระหว่างรอ เขาก็ไม่ปล่อยให้เวลาเสียเปล่า หันไปถามเยี่ยนหรูอวี้ “ฝ่าบาทมีของกินที่แพ้บ้างหรือไม่? ข้ารู้แค่ว่านางกินเผ็ดไม่ค่อยได้”

เยี่ยนหรูอวี้ชะงัก คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่ายหน้า “ข้าก็ไม่ทราบแน่ชัดเจ้าค่ะ เท่าที่จำได้ ฝ่าบาทเสวยเผ็ดไม่ได้ นอกนั้นก็โปรดทุกอย่าง”

พูดจบ เยี่ยนหรูอวี้ก็นึกขึ้นได้ “ท่านจะทำอาหารถวายฝ่าบาทหรือเจ้าคะ?”

ซูฉางอันพยักหน้า “ใช่ นางกำลังโกรธไม่ใช่หรือ? ต้องหาของอร่อยๆ ไปง้อหน่อย”

เยี่ยนหรูอวี้นึกถึงเรื่องเมื่อคืนที่จักรพรรดินีบ่นว่านางอ้วนขึ้นเพราะไม่ได้กินฝีมือซูฉางอัน ก็รีบพยักหน้าสนับสนุน “สมควรทำเจ้าค่ะ ทำเสร็จแล้วข้าจะรีบนำไปถวายทันที”

แต่พอมองกองถ่านบนพื้น เยี่ยนหรูอวี้ก็สงสัย “แล้วนี่คือ...? ของพวกนี้ไม่น่าจะเกี่ยวกับอาหารนะเจ้าคะ”

ซูฉางอันเหลือบมองถ่าน “เอาไว้ใช้แทนพู่กันวาดรูปน่ะ”

เยี่ยนหรูอวี้งง “หา?”

ของพวกนี้... วาดรูปได้ด้วยหรือ?

ซูฉางอันมองเยี่ยนหรูอวี้ “จะง้อจักรพรรดินีทั้งที ก็ต้องใช้วิธีที่ไม่ธรรมดาหน่อยสิ”

เยี่ยนหรูอวี้ฟังแล้วรู้สึกว่า... มีเหตุผล!

ซูฉางอันมองวัตถุดิบในครัว พึมพำกับตัวเอง “เมื่อก่อนบอกว่ากินเผ็ดไม่ได้ แต่ไม่เคยบอกว่าชอบอะไรเป็นพิเศษ สงสัยต้องจัดชุดใหญ่ นอกจากชาน้ำผึ้งมะนาวแล้ว ทำขนมหวานเพิ่มอีกสักอย่างดีหรือไม่? แล้วก็ข้าวหมากนมสดอีกสักถ้วย?”

คิดไปพลางมองไปที่ประตูรอเมาเมา

เดี๋ยวรอเมาเมาเอาของมาครบ ค่อยตัดสินใจอีกที

อย่างไรก็ต้องวาดรูปก่อน

และวัตถุดิบพื้นฐานที่ให้เมาเมาไปหาก็ทำได้หลายเมนูอยู่

มองดูถ่านที่ยังร้อนอยู่ อีกสักพักคงใช้ได้

ขณะที่ซูฉางอันกำลังชะเง้อมองหาเมาเมา... นึกสงสัยว่ายายหนูนั่นจะแอบเนียนเอายาสมุนไพรของตัวเองติดมือมาด้วยหรือเปล่า

ทันใดนั้น...

เสียงใสๆ ของซูหว่านเอ๋อร์ก็ดังมาจากหน้าเรือน

“พี่หญิงใหญ่!!”

เมื่อหันไปมอง จึงเห็นแม่หนูผมจุกวิ่งกระโดดโลดเต้นเข้ามา ในมือถือกระดาษแผ่นหนึ่ง สีหน้าตื่นเต้นดีใจ

“ดูนี่สิเจ้าคะ!!”

...

..................................................................

จบบทที่ บทที่ 33 ทั่วเมืองหลวงล้วนกล่าวขานนาม 'ซูฉางอัน'

คัดลอกลิงก์แล้ว